บทที่ 5 เ้าหัวผักกาด
เสี่ยวเซาเล่าอย่างเปิดอกว่า พี่สาวคนสวยเป็หญิงเร่ร่อนที่ท่านยายรับเลี้ยงไว้ ดังนั้นเมื่อเสี่ยวเซาโตขึ้นจึงคิดว่าสามารถแต่งงานกับพี่หญิงได้ นอกจากท่านยายก็ไม่มีใครดีกับเสี่ยวเซาแล้ว อ้อ! มีท่านป้าร้านขายเนื้ออีกคนที่ดีกับเสี่ยวเซามาก
หากไม่มีท่านป้าร้านขายเนื้อคอยเอาหมูสามชั้นมาให้ เสี่ยวเซาคงกลายเป็คนที่ไม่มีแรงทำงาน ก่อนจะจากกัน พี่หญิงบอกว่าให้เสี่ยวเซาดูแลท่านลุงให้ดี เพราะแบบนี้พอท่านลุงฟื้นขึ้นมา เสี่ยวเซาจึงดีใจมาก เพราะมันทำให้เสี่ยวเซารู้สึกว่า ทำตามคำสั่งของพี่หญิงได้สำเร็จลุล่วง
ฟังมาถึงตรงนี้โจวฉือเลิกคิ้วสูงทำสีหน้ากึ่งไม่พอใจ แล้วพ่นคำพูดงึมงำแ่เบาออกมา
“ก็นึกว่าห่วงใยข้า”
เสี่ยวเซาไม่สนใจคำพูดของท่านลุงโจว ตั้งหน้าตั้งตาเล่าต่อไปอีกว่า
ท่านลุงโจวหลับไปสิบห้าวัน ห้าวันแรกพี่หญิงเป็คนทำแผลให้ท่านลุง เฝ้าไข้ท่านลุงจนไม่ได้นอนทั้งตอนกลางวันและตอนกลางคืน เมื่อจับสังเกตว่าอาการของท่านลุงทุเลาเบาบาง พี่หญิงเร่งเข้าไปในหมู่บ้านขอซื้อยาบางชนิดจากร้านหมอ ทั้งที่พวกเราไม่มีเงินติดตัวเลย
พี่หญิงกลัวว่าท่านลุงจะไม่รอด จึงรับปากกับท่านหมอว่าจะหาโสมป่ามาชดใช้ไม่ต่ำกว่าสิบต้น ขอเพียงระยะนี้ท่านหมอยอมจ่ายยาให้ เมื่อได้ยามากมายตามคำขอ พี่หญิงก็สอนให้เสี่ยวเซาต้มยา จากนั้นสอนป้อนยาให้ท่านลุงโดยใช้ปาก
“ห๊ะ! อย่างไรนะ ใช้ปะ…ปากหรือ”
โจวฉือยืนฟังอย่างใจจดใจจ่อ แต่ดันมาสะดุดกับประโยคเมื่อครู่ ด้านเสี่ยวเซาได้แต่พยักหน้าหงึก ๆ เป็คำตอบ เด็กชายโกหกใครเป็ซะที่ไหน พี่สาวบอกว่าท่านลุงไม่ยอมทานยาด้วยช้อน ต้องใช้มือหนึ่งข้างกดเนื้อคาง แบบนี้ริมฝีปากจึงจะเปิดออก ท่านลุงก็จะสามารถกินยาได้ขอรับ
“อย่าบอกนะว่า นอกจากนาง คนที่ป้อนยาข้ามาโดยตลอดคือเ้า…” -...-
เสี่ยวเซาหัวเราะแหะ ๆ จนเห็นแผงฟันหน้า ดวงตาหยักโค้งเป็วงรี แก้มอ้วนขึ้นสีแดงปลั่งน่าจับตีก้นยิ่ง น้ำเสียงที่กล่าวยืนยันทะเล้นตึงตังไม่ต่างจากสีหน้าที่แสดงออกมา “เป็เสี่ยวเซาเองขอรับ”
โจวฉือรีบยกมือขึ้นมาถูกริมฝีปากตัวเองไปมาอย่างบ้าคลั่ง สักครู่หนึ่งก็คิดได้ว่า มันคงสายเกินไปแล้ว ปากอ้วน ๆ ของเ้าหนูเสี่ยวเซาจุมพิตข้านับครั้งไม่ถ้วนใช่หรือไม่ ได้ยินถึงไหนคงอายถึงนั่น แม่ทัพใหญ่แห่งหนานเป่ยถูกเด็กวัยสี่ขวบขโมยจูบแรก
หือ… ไม่สิ! จูบแรกของข้าที่โดนขโมยไปอย่างไม่ชอบธรรม น่าจะเป็นางมากกว่า!
โจวฉือใจชื้นขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยคนที่ขโมยจูบแรกของเขาก็ยังเป็สตรี หาใช่เด็กเล็กวัยสี่ขวบ แต่เอาเถอะเกิดเป็ชายชาตินักรบเื่เล้าโลมอิสตรีถือเป็เื่ธรรมชาติ ข้าจะเก็บมาคิดให้เปลืองพื้นที่สมองไปทำไมกัน ขอเพียงนางมีใบหน้างดงาม ก็คงไม่เสียหน้าที่ข้าเป็ถึงแม่ทัพใหญ่ผู้หวงเนื้อหวงตัวสักเท่าไหร่
“ข้าอยากอาบน้ำ ด้วยสภาพข้าในตอนนี้ย่ำแย่ไม่ต่างจากขอทาน เสี่ยวเซา...เ้าก็ด้วย”
เสี่ยวเซาฟังท่านลุงพูด ก็ก้มมองพุงตัวเองอย่างไร้เดียงสา แล้วกล่าวเลื่อนลอยว่า
“แล้วเสี่ยวเซาย่ำแย่ตรงไหนขอรับ”
โจวฉือกลอกตามองบนก่อนจะถอนหายใจออกมายาวยืด แล้วพูดอย่างเอือมระอาว่า
“ก็ทุกตรง” -...-
สองลุงหลานมองหน้ากันไปมาอย่างงุนงง จู่ ๆ โจวฉือก็ย่อตัวลงไปยกร่างอวบอ้วนของเสี่ยวเซาขึ้นมาอุ้ม จากนั้นสาวเท้าท่อนใหญ่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วโดยมีนิ้วน้อย ๆ ของเสี่ยวเซาคอยชี้นำทาง
.
.
???
“ทำไม...ของท่านลุงใหญ่กว่าเสี่ยวเซาล่ะขอรับ”
หลังล้างชามเสร็จ… หนึ่งลุงหนึ่งหลาน ก็เปลื้องอาภรณ์เก่า ๆ กองไว้บนโขดหิน จากนั้นลงไปแช่น้ำในลำธาร พิงแผ่นหลังยันกับยอยหินที่ยื่นออกมาจากผาสูง กระแสน้ำด้านล่างใสสะอาดเสียจนสามารถมองเห็นนิ้วเท้าได้อย่างถนัดตา
ใช่แล้ว! สิ่งที่เสี่ยวเซากำลังจิ้มเล่นอย่างไม่เกรงใจ นั่นคือสัตว์สงวนของท่านลุง บ้างก็เรียกว่าัเหินฟ้า บ้างก็เรียกว่าเสาร์ค้ำ์ แต่เอาเถอะ อยากเรียกอะไรก็เรียก ว่าแต่เมื่อไหร่จะเลิกจิ้มมันเล่า ยิ่งจิ้ม...มันก็ยิ่งพองตัวตอบสนอง น่ารำคาญเกินไปแล้ว
เสี่ยวเซาดำผุดดำว่ายร่าเริง ดำลงไปสำรวจัของท่านลุง จากนั้นก็โผล่หัวกลมทุยขึ้นมาพูดต่อหน้าท่านลุงนับครั้งไม่ถ้วน “ท่านลุงขอรับ ทำไมมันใหญ่กว่าของเสี่ยวเซา?”
“ก็ข้าโตเป็ผู้ใหญ่แล้ว มันก็ย่อมใหญ่โตตามสัดส่วนของร่างกาย”
โจวฉือตอบกลับด้วยสีหน้าชื่นมื่นกึ่งยิ้ม ใครบ้างไม่ยิ้มกริ่มเมื่อถูกถามถึงขนาดอันใหญ่โตมโหฬาร
“แต่เสี่ยวเซาก็โตเป็ผู้ใหญ่แล้วเหมือนกัน ทำไมยังแค่นี้เอง”
เสี่ยวเซายื่นนิ้วก้อยออกมาเปรียบเทียบขนาดของัน้อยของตัวเองให้ท่านลุงฟัง ทั้งที่เสี่ยวเซาโตเป็ผู้ใหญ่แล้วแท้ ๆ เหตุไฉนยังเล็กกระจึ๋งเดียวเล่า -...-
เมื่อได้ฟังคำตอบของเสี่ยวเซา ท่านลุงโจวผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ได้แต่หัวเราะเอิ๊กจนตาหยี เื่พรรค์นี้ไม่รู้ว่าจะอธิบายกับเสี่ยวเซาน้อยอย่างไร เอาเป็ว่าเมื่อไหร่กลับเมืองหลวง รับปากว่าจะพาเสี่ยวเซากลับไปด้วย จากนั้นค่อยจ้างอาจารย์สักสองสามคนมาสอนเขาให้รู้ความย่อมเข้าท่ากว่าสั่งสอนด้วยตัวเอง
“อย่าพูดให้มากความ ข้าจะขัดสีฉวีวรรณให้เ้า ประเดี๋ยวพี่หญิงอะไรนั่นของเ้ากลับมาจะได้เห็นความหล่อเหลาของเ้าอย่างไรล่ะ แบบนั้นสตรีนับว่าชอบนัก”
โจวฉือคว้าเ้าหนูเสี่ยวเซามาใกล้ตัว จากนั้นจับหัวไหล่ของเสี่ยวเซากดน้ำจุ่มขึ้นจุ่มลง ทำเหมือนกันกำลังล้างผักล้างปลาอย่างไรชอบกล ลำดับต่อไปก็เป็กรรมวิธีขัดเนื้อตัวที่มอมแมมออกไป เพียงไม่นานเสี่ยวเซาน้อยก็เผยเนื้อแท้แก่นจริง
โจวฉือถึงขั้นต้องขยี้ตา เด็กชายผ้าขี้ริ้วในครั้งแรกที่เห็น หากดูตอนนี้จะบอกว่าเป็ลูกขุนนางสกุลใหญ่ในเมืองหลวงก็พร้อมเชื่ออย่างสนิทใจ ผิวพรรณเนียนนุ่มผุดผาด แก้มอ้วนแดงปลั่ง แววตาสุกใสกลมวาว แสดงถึงสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์ทั้งกายและใจ
จู่ ๆ โจวฉือก็เปล่งเสียงออกมาว่า “ข้าว่าเ้าเหมือนหัวผักกาดมาก”
เสี่ยวเซาฉงนสงสัย ท่านลุงโจวเรียกได้แปลกใหม่และน่าสนใจนัก เสี่ยวเซาคิดตามคำพูดของท่านลุง พลางจินตนาการถึงผักกาดที่ตัวเองมักไปขุดจากหลังบ้านมากิน ก็รู้สึกว่ารูปลักษณ์ของตัวเองเหมือนผักกาดจริง ๆ ดังนั้นเสี่ยวเซาจึงไม่ได้โต้แย้ง และรู้สึกว่าชอบชื่อนี้มากกว่าปกติ
ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วยามลุงหลานอาบน้ำให้กันอย่างสนุกสนาน ยอมรับว่านานมากแล้วที่โจวฉือไม่ได้หัวเราะอย่างสนิทใจขนาดนี้ อยู่ในเมืองหลวงต้องวางมาดมีชั้นเชิง มิเช่นนั้นจะไม่เป็ที่เคารพนับถือของชนชั้นขุนนาง ด้วยอำนาจทางทหารทำให้โจวฉือกลายเป็คนที่เคร่งขรึมและเ็าไปโดยไม่รู้ตัว
ทั้งที่แก่นแท้จากด้านใน โจวฉือจวินเป็คนที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และชอบทำอะไรตามกฎเกณฑ์ ซื่อตรง เที่ยงธรรม อนึ่งก็ตั้งตัวเองเป็ศาลเตี้ยคอยไล่ล่าสังหารคนชั่วในหนานเป่ยนับจำนวนคดีก็หลายร้อยม้วนอยู่เหมือนกัน
บางครั้งการได้หล่นจากหน้าผาสูง แล้วตื่นมาพบโลกใบใหม่ที่ห่างไกลจากสิ่งที่โจวฉือผู้สูงส่งเคยปฏิบัติจนกลายเป็จริยวัตร อาจจะเป็ลิขิต์ก็ได้ ส่วนเหตุผลของเง็กเซียนนั้น...ฟ้าดินก็ไม่อาจหยั่งถึง ยอมรับว่าโจวฉือเริ่มชื่นชอบการได้อยู่กับเสี่ยวเซาแล้ว
หลายครั้ง หลายเหตุการณ์ ทำให้โจวฉือััได้ว่าเสี่ยวเซาไม่ใช่เด็กธรรมดา เสี่ยวเซาเป็เด็กแกร่งที่มองโลกในแง่ดี รู้จักปรับตัว รู้จักแก้ไข รู้จักอดทน รู้จักเอาตัวรอด เสี่ยวเซาอายุเพียงสี่ขวบแต่เขาปราดเปรื่องมากถึงเพียงนี้ ไม่แน่ว่าหากพาเสี่ยวเซากลับเมืองหลวง พร่ำสอนให้ดีในจวนแม่ทัพ รับประกันได้ว่าครั้งเติบใหญ่เป็ดรุณแรกรุ่น เ้าหัวผักกาดที่แม่ทัพใหญ่โจวฉือชุบเลี้ยงมาเองกับมือ ต้องไม่เป็รองใครอย่างแน่นอน
“เสี่ยวเซา! เสี่ยวเซาน้อย พี่หญิงของเ้ากลับมาแล้ว”
เสียงะโเรียกของท่านป้าร้านขายเนื้อดังมาตามกระแสลม มองจากธารน้ำเห็นร่างท่านป้ากำลังยืนโบกมืออยู่หลังบ้านเพียงลาง ๆ
เสี่ยวเซาเกิดคำถามขึ้นมาในขณะที่เห็นเงาของท่านป้าร้านขายเนื้อ
“ท่านพี่กลับจากขุนเขา นั่นเป็เื่ดี แต่เหตุไฉนท่านป้าร้านขายเนื้อจึงเป็ฝ่ายมาโบกมือแจ้งข่าว มิใช่ว่าพี่หญิงเดินมาเรียกเสี่ยวเซาด้วยตัวเองจะไม่สะดวกกว่าหรือ?”
เสี่ยวเซามองหน้าท่านลุงอย่างคับข้องใจ ก่อนที่คนทั้งสองจะพยักหน้าอย่างรู้ใจ แล้วขึ้นจากหน้าน้ำอย่างรวดเร็ว
*****
*ท่านแม่ทัพยิ้มเก้อ โดนเด็กชมว่าโจยหย่าย ฮ่า ๆ*