บทที่2
เมืองกู่หลิงซา
เซี่ยอันอวี่ก้าวลงจากรถม้าอย่างเงียบงันฝ่าเท้าของนางเหยียบลงบนผืนทรายที่แห้งกรังและแตกระแหงแสงแดดยามบ่ายร้อนระอุสะท้อนขึ้นจากผืนดินแผดเผา นางยกมือขึ้นเล็กน้อยบังแสงจ้าก่อนจะกวาดตามองไปรอบบริเวณ
สิ่งที่ทอดตาไปเห็นคือทะเลทรายเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตาไม่มีแม้ต้นไม้สักต้น ไม่มีเสียงของสิ่งมีชีวิตมีเพียงสายลมแห้งผากที่พัดฝุ่นทรายให้ลอยคลุ้งขึ้นอย่างเฉื่อยชาทั้งบรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบงันและไร้ชีวิตราวกับโลกทั้งใบถูกกลืนหายไปนานแล้ว
นางเงยหน้าขึ้นตรงไปด้านหน้าเห็นเมืองขนาดใหญ่เมืองหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเลทราย เมืองนั้นดูราวกับถูกลืมเลือนมาเนิ่นนาน
แม้ยังคงมีแนวกำแพงเมืองพาดล้อมอยู่โดยรอบแต่กลับมีรอยผุกร่อนแตกร้าวพังทลายแทบทุกส่วนสีของกำแพงที่เคยเป็หินอ่อนซีดจางกลายเป็โทนหม่นเศร้า ในบางจุดถึงกับมีหินหลุดร่วงจนเห็นช่องว่างราวกับฟันที่ผุพัง
เบื้องหน้าเมืองมีแผ่นป้ายหินเก่าแก่ที่ถูกลมทรายกัดกร่อนจนสลักอักษรจางลงอย่างเห็นได้ชัดบนแผ่นหินนั้นยังพอมองเห็นชื่อเมือง “กู่หลิงซา”
เซี่ยอันอวี่จ้องมองภาพตรงหน้าอยู่นานความรู้สึกสิ้นหวังแล่นวาบผ่านใจนางไม่จำเป็ต้องเดินเข้าไปลึกก็พอจะคาดเดาได้ว่าเมืองแห่งนี้แทบจะไร้ผู้คนประชากรที่เหลืออยู่ คงมีเพียงไม่กี่ร้อยชีวิตเท่านั้น
นางยกมือขึ้นกุมขมับเบา ๆสีหน้าเต็มไปด้วยความอ่อนล้าและความปลงตก
“...ชีวิตข้านี่มันบัดซบเสียจริง”
เสียงพึมพำแ่เบาหลุดจากริมฝีปากขณะที่นางเริ่มสาวเท้าเดินเข้าสู่ประตูเมือง
เมื่อก้าวลึกเข้ามาภายในเมืองกู่หลิงซาบรรยากาศกลับยิ่งตอกย้ำความสิ้นหวังมากกว่าเดิม
แม้ในเมืองจะยังคงมีสิ่งปลูกสร้างไม่น้อยทั้งบ้านเรือน อาคารเก่า และร้านค้าทรุดโทรม แต่ส่วนใหญ่กลับดูรกร้างบางแห่งมีเพียงประตูไม้ผุ ๆ ปิดค้างอยู่บ้างก็เหลือแค่ซากโครงหลังคาที่ใกล้จะพังถล่มลงมา
ผู้คนที่นางเดินผ่านบนถนนสายหลักมีเพียงไม่กี่ชีวิตและแต่ละคนก็อยู่ในสภาพน่าเวทนา ร่างผอมแห้ง ใบหน้าซีดเซียวเหมือนถูกลมหายใจแห่งชีวิตดูดกลืนไปทีละน้อย ดวงตาหลายคู่มองนางด้วยความเฉยชา เหมือนไม่แม้แต่จะสงสัยว่าผู้มาใหม่ผู้นี้เป็ใครพวกเขาเหนื่อยเกินกว่าจะสนใจอะไรแล้ว
จากสภาพโดยรอบเซี่ยอันอวี่พอจะคาดเดาได้ว่า ผู้คนส่วนใหญ่ในเมืองนี้น่าจะอพยพจากไปนานแล้วเหลือเพียงผู้ที่ไม่มีเรี่ยวแรง ไม่มีเงินทองหรือไม่มีความหวังพอจะฝ่าออกจากผืนทะเลทรายอันกว้างใหญ่นี้ไปได้
นางไม่หยุดเดิน หัวใจยังคงว่างเปล่ากระทั่งมาถึงหน้าจวนเ้าเมือง
สามีของเซี่ยอันอวี่เป็แม่ทัพผู้เคยรับราชการในสนามรบมาหลายสมรภูมิ เมื่อเขาได้รับบำเหน็จจากราชสำนักสิ่งที่มอบให้คืออาณาเขตห่างไกลกลางทะเลทรายแห่งนี้ ตำแหน่งและสิทธิ์ที่ถืออยู่ในยามนี้จึงเทียบได้กับ “เ้าเมือง” หรือผู้ปกครองแห่งดินแดนกู่หลิงซาโดยตรง
เพราะเหตุนี้สถานที่ที่นางต้องมุ่งหน้าไปย่อมเป็จวนของเ้าเมืองซึ่งควรจะเป็จุดศูนย์กลางของเขตการปกครอง สะท้อนอำนาจและฐานะของผู้เป็เ้าของ
ทว่าเมื่อเซี่ยอันอวี่เดินทางมาถึง...นางกลับแทบทรุดเข่าลงตรงนั้นอีกครั้ง
เบื้องหน้าของนางคือเรือนไม้เก่าซอมซ่อ ผนังบางส่วนพังทลายจนเห็นโครงเสาเอียงเอนหลังคาสังกะสีเก่าขาดรุ่งริ่ง บางส่วนคล้ายใช้ผืนผ้าหรือหญ้าแห้งคลุมไว้ชั่วคราวประตูหน้าเปิดอ้า กรอบไม้ผุพังจนมองทะลุเห็นด้านในที่เงียบร้าง
บริเวณรอบเรือนเต็มไปด้วยหญ้าแห้งและกองทรายที่พัดมาจากทะเลทรายพื้นดินแตกระแหงราวกับยังไม่เคยได้รับการดูแลรักษาแม้แต่น้อย
“...นี่คือจวนของเ้าเมืองหรือ?”เซี่ยอันอวี่เอ่ยขึ้นในที่สุดน้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความสิ้นหวังปนปลงตก
แววตาสั่นระริก คล้ายว่านางจะะเิเสียงร้องไห้ออกมาได้ทุกเมื่อ
ทหารหนุ่มผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ข้างกายนับเป็ผู้ติดตามข้างกายของแม่ทัพมาตลอดการเดินทางใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนไม่แพ้กัน
ชายหนุ่มผู้นี้ชื่อว่า หยางจื้อหลง เขามีรูปร่างกำยำผิวคล้ำแดด ผมสั้นยุ่งเล็กน้อย ดวงตาคมเข้มแต่ยังแฝงความไม่ชินกับสถานการณ์ที่วางอยู่ตรงหน้า ใบหน้าค่อนข้างตรงไปตรงมาจมูกโด่งเป็สัน ริมฝีปากบาง ท่าทางของเขาดูเป็คนซื่อแต่ภักดียามสวมชุดเกราะหนังธรรมดา เขากลับดูคล้ายคนเดินทางมากกว่าทหารในค่ายหลวง
“คะ...คือว่า...”หยางจื้อหลงพูดติด ๆ ขัด ๆ สีหน้าเจื่อนจางลงอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าเองก็ไม่คิดว่า...จะเป็เช่นนี้เหมือนกัน”
เซี่ยอันอวี่หันไปมองเขาอย่างช้า ๆดวงตาของนางยังคงฉายแววอดทน เหมือนต้องพยายามควบคุมตนเองไม่ให้ทรุดลงกับพื้น
ในยามนี้ความรู้สึกของเซี่ยอันอวี่เหมือนจมหายลงสู่ก้นบึ้งของห้วงอารมณ์อย่างแท้จริงนางไม่รู้ว่าเหนื่อยจากการเดินทางไกล หรือสิ้นหวังจากภาพตรงหน้ามากกว่ากันแต่สิ่งที่แน่ชัดคือน้ำเสียงของนางในยามที่เอ่ยถามออกไปนั้นแ่เบาจนแทบไม่มีแรงหลงเหลือ
“แล้ว...ท่านแม่ทัพล่ะ?”
ทหารหนุ่มที่ยืนเคียงข้างยังคงยืดตัวตรงแม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยความเกรงใจและลังเล แต่สุดท้ายเขาก็ตอบกลับอย่างจริงจัง
“ท่านแม่ทัพไปตรวจตรารอบเมืองแล้วขอรับ” เขาหยุดหายใจเล็กน้อยก่อนจะรีบพูดต่อทันที
“ท่านแม่ทัพกล่าวว่า...อาจจะมีสัตว์อสูรลอบเข้ามาในเขตใกล้เมืองเลยจำเป็ต้องออกไปตรวจดูให้แน่ชัดก่อนขอรับ”
คำตอบนั้นไม่เพียงไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นกลับยิ่งทำให้หัวใจของเซี่ยอันอวี่หนักอึ้งมากกว่าเดิม
...ดินแดนที่ไร้ชีวิตไร้สีสัน ไร้แม้แต่ผู้คนให้พึ่งพิง กลับยังเต็มไปด้วยภัยคุกคามจากสัตว์อสูรอีกด้วย
สถานที่แห่งนี้ไม่ได้เป็แค่ดินแดนกันดารธรรมดาแต่มันคือเขตแดนปะทะของมนุษย์กับสัตว์อสูร—พื้นที่ที่แม้แต่คนท้องถิ่นยังไม่อยากอยู่แล้วเหตุใดกันถึงต้องเป็นาง?
นางก้มหน้าลงเล็กน้อยสองไหล่ไหววูบคล้ายจะทรุด ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวอย่างรุนแรง
...ถ้ามีโอกาสนางจะต้องไปกระแทกศีรษะใส่เ้าฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าหลิงให้ได้
ทหารหนุ่มมองดูอาการของนางแล้วเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มลงเล็กน้อย
“คาดว่าน่าจะอีกหลายชั่วยามกว่าจะกลับมา...”
เซี่ยอันอวี่สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ “เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว… เ้ามีอะไรก็ไปทำเถอะ”
“ขอรับ” หยางจื้อหลงขานรับสั้น ๆ ก่อนจะถอยกายจากไปอย่างเงียบ ๆ
เมื่อนางยืนอยู่ลำพังตรงหน้าเรือนไม้เก่าๆ ที่ผู้คนเรียกกันว่าจวนเ้าเมือง เซี่ยอันอวี่เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าซึ่งยังคงแผดแสงร้อนแรงอย่างไม่ปรานี
ลมหายใจแ่เบาร่วงจากริมฝีปากของนางก่อนจะกลั่นออกมาเป็เสียงพึมพำที่เปี่ยมไปด้วยความปลงตกและเหนื่อยล้า
“...ชีวิตข้านี่มันจะซวยอะไรได้มากไปกว่านี้อีก”