ซูหยุนถูกพลังปราณของลู่สิงห่อหุ้มร่างเอาไว้ เสียงลมกรรโชกแรงหวีดหวิวอยู่ข้างหู แต่กลับไม่ระคายผิวเขาแม้แต่น้อย เขาเบิกตาโพลงมองซ้ายมองขวาด้วยความตื่นตาตื่นใจราวกับเด็กน้อยได้ของเล่นใหม่
ลู่สิงเห็นท่าทางนั้นก็ยิ้มขำ "ไว้เ้าบำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นสูง เ้าก็จะเหาะเหินเดินอากาศได้เอง"
ซูหยุนตาเป็ประกายวาววับ การจะเหาะเหินเดินอากาศได้ต้องบรรลุถึง ขั้นเชื่อมจิต ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับพลังฟ้าดินได้ เขาเริ่มนับนิ้วคำนวณในใจ... ขั้นทะเลิญญา, ขั้นสร้างรากฐาน, ขั้นผลัดเปลี่ยนกายา, ขั้นขัดเกลาิญญา, แล้วถึงจะขั้นเชื่อมจิต...
เฮ้อ... กว่าจะบินได้เอง คงต้องรอไปถึงชาติหน้าบ่ายๆ กระมัง...
เขาฝูหนิวตั้งอยู่ห่างไกลความเจริญสุดกู่ ห่างจากสำนักหลักชนิดคนละขอบฟ้า แต่ด้วยพลังตบะอันแก่กล้าของลู่สิง เพียงชั่วหนึ่งชั่วยาม ทั้งสองก็มาถึงเขตชั้นนอกของสำนัก
ซูหยุนตาค้างมองเทือกเขาขนาดมหึมาที่ทอดยาวเหยียดนับหมื่นลี้ พลังปราณเข้มข้นมหาศาลพัดปะทะใบหน้า ราวกับจะมุดเข้าสู่ทุกรูขุมขน จนเขาอยากจะครางออกมาด้วยความฟิน
ตลอดทางเขาเห็นศิษย์สำนักมากมาย แต่เมื่อเห็นลู่สิง ทุกคนต่างหยุดชะงักและทำความเคารพอย่างนอบน้อม ทำให้ซูหยุนเปิดหูเปิดตาเป็อย่างมาก ผู้าุโในสำนักมีอำนาจบารมีขนาดนี้เชียวหรือ? ถ้าต่อไปข้ามี ป๋า ลู่สิงคอยหนุนหลัง ข้ามิเดินเบ่งกล้ามได้ทั่วสำนักเลยหรือนี่?
คิดเพลินๆ ทั้งคู่ก็มาหยุดอยู่หน้าตำหนักใหญ่แห่งหนึ่ง ซูหยุนเงยหน้ามองป้ายคำขวัญขนาดมหึมาที่เขียนด้วยตัวอักษรสีทองอร่ามว่า หอคุณูปการ
ลู่สิงพาซูหยุนเดินตรงดิ่งไปที่โต๊ะตัวหนึ่ง ชายหนุ่มท่าทางเหมือนผู้ดูแล เมื่อเห็นทั้งสองก็รีบลุกขึ้นโค้งคำนับ แอบชำเลืองมองซูหยุนแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยทักทายอย่างกระตือรือร้น "ท่านผู้าุโลู่! ลมอะไรหอบท่านมาถึงนี่ขอรับ? มีธุระอันใดให้คนมาแจ้งข้าน้อยก็ได้ ไม่เห็นต้องลำบากมาด้วยตนเองเลย"
ลู่สิงทำเหมือนมองไม่เห็นความกระตือรือร้นนั้น ยื่นป้ายหยกให้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย "นี่คือป้ายหยกของเขาฝูหนิว เ้าเขาได้ไปเกิดใหม่แล้ว นี่คือศิษย์ของเขา จงยกความดีความชอบทั้งหมดให้เด็กคนนี้เถิด"
ผู้ดูแลถึงกับอึ้ง ปกติศิษย์ที่มารายงานตัวรับความชอบ ไม่เคยมีใครที่ระดับผู้าุโต้องมาส่งด้วยตัวเองสักคน ไอ้เด็กนี่มันลูกเต้าเหล่าใครกัน? ถึงขนาดเชิญท่านเทพอย่างลู่สิงมาเป็บอดี้การ์ดได้?
เขาไม่กล้าคิดให้มากความ รีบรับป้ายหยกมาตรวจสอบอย่างละเอียด แล้วก็ต้องลำบากใจ เขาฝูหนิวเป็เขตพิเศษ ความชอบในการเฝ้ารักษาจึงมากกว่าที่อื่น แถมซูหยุนยังอยู่เฝ้าต่อคนเดียวอีกหลายปีหลังจากอาจารย์เสียชีวิต นี่ก็นับเป็ความชอบอีกกระทง...
เขาลังเลครู่หนึ่งก่อนเอ่ยอย่างระมัดระวัง "ท่านผู้าุโลู่... ความชอบระดับนี้ เพียงพอที่จะให้เขาเลื่อนเป็ ศิษย์สายใน ได้เลยขอรับ แต่ทว่าระดับพลังของศิษย์น้องท่านนี้..."
สำนักเสวียนหยวนมีกฎเหล็ก ศิษย์สายนอกต้องฝึกฝนจนถึง ขั้นผลัดเปลี่ยนกายา จึงจะเลื่อนเป็ศิษย์สายในได้ หรืออย่างน้อยก็ต้อง ขั้นสร้างรากฐาน ที่มีพร์ล้ำเลิศและมีความชอบติดตัว ถึงจะพอมีกรณีพิเศษบ้าง แต่ซูหยุน... แค่ ขั้นทะเลิญญา กากๆ เนี่ยนะ? ดันมีความชอบท่วมหัวเสียอีก เคสประหลาดแบบนี้มีหนึ่งเดียวในสำนัก เล่นเอาเขาไปไม่เป็เลยทีเดียว
ลู่สิงขมวดคิ้ว ปกติเขาเป็คนเคร่งครัดในกฎระเบียบ ไม่เคยใช้อำนาจบาตรใหญ่ก้าวก่ายงานในสำนัก แต่ซูหยุนคนนี้... นอกจากพร์ (ที่เขาเข้าใจไปเองว่า) ล้ำเลิศ และมีความชอบเต็มเปี่ยมแล้ว ยังมีวาสนาเกี่ยวพันกับเขาอีก จะทิ้งขว้างได้อย่างไร
คิดได้ดังนั้น เขาจึงเอ่ยปาก "ในเมื่อความชอบถึงเกณฑ์ ก็ให้เขาเป็ศิษย์สายในเถอะ หากมีใครขัดข้อง ให้มาคุยกับข้าเอง"
ผู้ดูแลใจหายวาบ ผู้าุโลู่ถึงกับยอมแหกกฎเพื่อเด็กคนนี้! ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ ลึกซึ้งกว่าที่คิดไว้เสียอีก! แต่ในเมื่อมีคำสั่งนี้ เขาก็โล่งใจ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรแล้ว
"ขอรับ! ข้าน้อยจะดำเนินการตามที่ท่านสั่งทันที"
ลู่สิงหันมาหาซูหยุน น้ำเสียงอ่อนโยนลง "ข้ากลับไปคงต้องปิดด่านฝึกตนสักพัก เ้าอยู่ในสำนักก็จงหมั่นเพียรฝึกฝนเถิด"
ซูหยุนรีบพยักหน้ารับคำ ลู่สิงมองเขาอย่างลึกซึ้งอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
ผู้ดูแลเห็นฉากนั้นแล้วต้องร้อง เชรดดด ในใจ ผู้าุโลู่ขึ้นชื่อเื่ความเ็า หน้าตึงยิ่งกว่าฉีดโบท็อกซ์ แม้แต่กับเ้าสำนักยังไม่ค่อยไว้หน้า ยิ่งฐานะที่เป็ศิษย์เอกของปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง ยิ่งทำให้เขาสูงส่งเหนือใคร ไม่เคยเห็นเขาใส่ใจศิษย์คนไหนขนาดนี้มาก่อน...
หรือว่าไอ้เด็กนี่จะเป็ลูกหลานลับๆ ของผู้าุโลู่? แต่ก็ไม่เคยได้ยินข่าวลือว่าท่านมีญาติพี่น้องที่ไหนนี่นา?
คิดได้ดังนั้น สายตาที่เขามองซูหยุนก็เปลี่ยนเป็ เร่าร้อน ขึ้นมาทันที เขาหยิบถุงสมบัติใบหนึ่งส่งให้ซูหยุนพร้อมรอยยิ้มการค้า "ในนี้มีผลึกิญญาหนึ่งพันก้อน ยาเพิ่มพลังอีกสามขวด แล้วก็กระบี่อาคมมาตรฐานของสำนักอีกหนึ่งเล่ม เป็ของรางวัลต้อนรับศิษย์สายในคนใหม่ครับผม"
ซูหยุนรับถุงสมบัติมาด้วยมือที่สั่นเทา ขอบตาแดงก่ำด้วยความตื้นตัน นานแค่ไหนแล้วนะ? ที่เขาไม่ได้ััไออุ่นของผลึกิญญากองโตขนาดนี้? ที่พี่หมูจูกังเลี่ยพูดไว้ไม่ผิดเลย การฝึกเซียนมันต้องใช้เงินแก้ปัญหา!
น่าสงสารชีวิตที่ผ่านมา อยู่กับอาจารย์จนๆ กัดก้อนเกลือกินมาตลอด ไม่เคยเห็นผลึกิญญาเยอะขนาดนี้มาก่อน ถ้าไม่มีคนอยู่ด้วย ป่านนี้เขาคงจับถุงสมบัติมาจูบปากไปแล้ว
ผู้ดูแล หวังฉี เห็นท่าทางบ้านนอกเข้ากรุงของซูหยุนก็แปลกใจ คนที่ท่านลู่สิงให้ความสำคัญ ไหงดูขาดแคลนขนาดนี้? เขาแกล้งถามเลียบเคียง "ไม่ทราบว่าศิษย์น้องมีความสัมพันธ์ยังไงกับท่านผู้าุโลู่รึ?"
ซูหยุนทำหน้าลำบากใจ อึกอักอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยเบาๆ "ขออภัยพี่ชาย... ท่านอาลู่... เอ้ย ท่านผู้าุโ ไม่ให้ข้าบอกใคร..."
หวังฉีได้ยินคำว่า ท่านอา เต็มสองหู ก็ไม่แปลกใจเลย ผู้ฝึกตนอายุยืนยาว ไม่นับญาติแบบคนทั่วไป ไม่งั้นคงมีปู่ทวดเต็มสำนักไปหมด
เขาเปลี่ยนท่าทีเป็สนิทสนมทันที "เข้าใจแล้วๆ! น้องชายไม่สะดวกพูดก็ไม่เป็ไร พี่ก็แค่ถามไปงั้นแหละ"
ซูหยุนทำหน้าซาบซึ้ง รีบตีเนียน "ขอบคุณพี่ชายที่เข้าใจ ว่าแต่พี่ชายชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร วันหน้าข้าจะได้มาเยี่ยมเยียนถูก"
หวังฉีตาลุกวาว ไอ้เด็กนี่มันเป็งาน!
เขาตบหน้าอกผาง "พี่ชื่อ หวังฉี เป็ศิษย์สายในเหมือนกัน แค่มารับจ็อบเป็ผู้ดูแลหอคุณูปการ ผู้าุโท่านไม่ลงมาดูเื่จุกจิกพวกนี้หรอก ส่วนใหญ่ก็พวกเรานี่แหละทำกันเอง น้องซูมีอะไรสงสัย มาหาพี่หวังได้ตลอด!"
แล้วเขาก็ตบหน้าผากฉาดใหญ่ "เกือบลืมไป! น้องซูเป็ศิษย์สายในแล้ว ก็ต้องเลือกถ้ำฝึกตนดีๆ สักแห่งสิ!"
เขาหยิบป้ายหยกแผนที่ออกมา ทำเครื่องหมายลงไป แล้วยื่นให้ซูหยุน ยิ้มกว้าง "ถ้ำฝึกตนแต่ละที่มันเกรดไม่เท่ากันนะ พี่ถือวิสาสะเลือกที่แจ่มๆ ให้เลย ตรงนี้อยู่ใกล้ชีพจรธรณีของสำนัก พลังปราณเข้มข้นกว่าที่อื่นถึงสามส่วน แถมยังอยู่ติดหลังเขา เงียบสงบ เหมาะแก่การฝึกตนสุดๆ หลายคนแย่งกันหัวแตกพี่ยังไม่ให้เลยนะ ถือเป็ของขวัญเจอกันครั้งแรกจากพี่ชายก็แล้วกัน"
ในใจซูหยุนบานฉ่ำยิ่งกว่าดอกไม้บาน ชื่อเสียงของ ท่านอาลู่นี่มันศักดิ์สิทธิ์จริงๆ! เขาไม่รอช้า รีบเยินยอหวังฉีกลับไปชุดใหญ่ หวังฉีเองก็ไม่ใช่ธรรมดาที่ไต่เต้ามาถึงจุดนี้ได้ ทั้งสองคุยกันถูกคอราวกับพี่น้องที่พลัดพรากจากกันมาแรมปี
...
หลังจากลู่สิงออกจากหอคุณูปการ เขาก็แปลงกายเป็แสงรุ้ง พุ่งตรงไปยังยอดเขาด้านหลังที่สูงชันเสียดฟ้า
เขาร่อนลงหน้าผา จัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ประสานมือร่ายคาถา ประตูมิติพลันปรากฏขึ้นตรงหน้า เขาเดินเข้าไปอย่างสง่าผ่าเผย ด้านในเป็โลกใบเล็กที่งดงามตระการตา พลังปราณเข้มข้นจนแทบจะจับตัวเป็หยดน้ำ ชายชราร่างผอมแห้ง ผมขาวโพลน สวมชุดผ้ากระสอบ เดินเท้าเปล่า นั่งขัดสมาธิอยู่ในป่าไผ่
ลู่สิงคุกเข่าลงกราบ "ท่านอาจารย์ ศิษย์กลับมาแล้วขอรับ"
ชายชราลืมตาขึ้น ภายในดวงตามีเมฆหมอกหมุนวนดูลึกลับยากหยั่งถึง ท่านถามด้วยความประหลาดใจ "เ้าหาหนทางทะลวงด่านเจอแล้วรึ?"
ลู่สิงตอบอย่างนอบน้อม "ศิษย์ได้พบคนผู้หนึ่ง ทำให้เกิดความรู้แจ้งขึ้นในใจขอรับ"
ชายชราพยักหน้า "คนที่เป็ดั่งกุญแจไขประตูให้เ้า ย่อมมิใช่คนธรรมดา"
ลู่สิงลังเลเป็ครั้งแรก แต่สุดท้ายก็เลือกพูดความจริง "เด็กคนนี้... ชีวิตไม่ง่ายเลย เห็นเขาแล้ว ศิษย์ก็นึกถึงตัวเองในอดีต..."
ชายชราเงียบไปครู่หนึ่ง แววตาไหววูบ ราวกับหวนนึกถึงเื่ราวในวันวาน
เนิ่นนานผ่านไป ชายชราดึงสติกลับมา เอ่ยเรียบๆ "ในเมื่อวาสนามาถึง และประตูแห่งการเลื่อนขั้นอยู่ตรงหน้า เ้าจงกลับไปปิดด่านเถิด"
ลู่สิงรับคำ กราบลาอาจารย์แล้วออกจากโลกใบเล็กนั้นไป...
ชายชรามองส่งแผ่นหลังของศิษย์รัก สีหน้าซับซ้อน ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียดออกมา
...
ซูหยุนยืนมองถ้ำฝึกตนแห่งใหม่อย่างตื่นเต้น พลางทอดถอนใจ... เขาฝูหนิวเทียบกับที่นี่ไม่ได้เลย พลังปราณต่างกันเป็ร้อยเท่า!
ป้ายหยกในมือส่องแสงแวบหนึ่ง ค่ายกลป้องกันถ้ำก็เปิดออก เขาเดินเข้าไปข้างใน แม้การตกแต่งจะเรียบง่าย มีแค่เตียงหิน โต๊ะหิน เก้าอี้หิน แต่พลังปราณภายในกลับเข้มข้นกว่าข้างนอกอีกเท่าตัว! ซูหยุนแทบจะเป็ลมเพราะความฟิน
เขาไม่รอช้า รีบนั่งขัดสมาธิ โคจรเคล็ดวิชา ดูดซับพลังปราณเข้าสู่ทะเลความรู้ ผ่านการบดขยี้ของโม่หิน กลั่นเป็พลังเวทย์บริสุทธิ์สะสมในร่างกาย
ผ่านไปพักใหญ่ เขาลืมตาขึ้น รู้สึกยังไม่สะใจ จึงคว้าถุงสมบัติ เทผลึกิญญาออกมาหนึ่งในสาม แล้วจัดวางเป็ ค่ายกลรวมิญญา ขนาดจิ๋ว ทันใดนั้น พลังปราณในถ้ำก็หนาแน่นจนแทบจะหายใจไม่ออก เขารีบหลับตาเดินลมปราณ เกิดเป็พายุหมุนขนาดจิ๋วรอบตัวดูดซับพลังอย่างบ้าคลั่ง
แต่เ้าโม่หินจะกละดูเหมือนจะหิวโหยมานาน มันหมุนติ้วๆ ไม่ว่าพลังปราณจะถาโถมเข้ามามากแค่ไหน มันก็เขมือบเรียบ! แถมยังหักหัวคิวไปหนึ่งในสามอย่างหน้าด้านๆ แล้วค่อยคายเศษเดนที่เหลือออกมาให้ซูหยุน
ซูหยุนคิ้วกระตุกยิกๆ แต่ก็ต้องปลอบใจตัวเอง "ช่างมันเถอะๆ ตอนนี้ป๋าซูรวยแล้ว! ให้มันกินหน่อยจะเป็ไรไป!"
ไม่รู้วันเวลาผ่านไปนานเท่าใด ซูหยุนลืมตาโพลง พลังเวทย์ในกายอัดแน่นจนถึงขีดสุด สัญญาณบ่งบอกว่าเขากำลังจะก้าวข้ามขั้นทะเลิญญา เข้าสู่ ขั้นสร้างรากฐาน
แต่เมื่อเขาก้มมองพื้น ก็แทบจะร้องไห้โฮออกมา... ผลึกิญญากองโต กลายเป็ผงแป้งไปหมดแล้ว!
เขานับเวลาดู... นี่เพิ่งผ่านไปแค่ครึ่งเดือนเองนะ! อัตราการเผาผลาญนี่มันมากกว่าคนปกติเป็สิบเท่าเลยไม่ใช่รึไง!
เขากัดฟันกรอด เทผลึกิญญาที่เหลือทั้งหมดออกมา เท่านั้นยังไม่พอ หยิบขวดยาเพิ่มพลังสามขวดนั้นออกมาด้วย ดวงตาแดงฉานด้วยความบ้าคลั่ง เทเม็ดยากรอกใส่ปากไปสองเม็ดรวด แล้วหลับตาเข้าฌานต่ออย่างดุเดือด!