“กรี๊ดดดดดดดด!!”
เฮือก!
เสียงกรีดร้องแหลมสูง ราวกับใครสักคนกำลังทรมานอย่างสุดขีด ดังสะท้อนในหูจน ก้านพลู ผวาตื่นจากห้วงนิทรา
เธอหัวขวับไปมองรอบข้าง
เงียบ…
มีเพียงแสงจันทร์สลัวสอดส่องผ่านม่านจาง ๆ กับลมหายใจของตนเองสะท้อนอยู่ในอก
เสียงใคร?
ก้านพลู นั่งตัวสั่นอยู่บนเตียง สองมือกอดตัวเองแน่นราวกับจะห่อหุ้มหัวใจไม่ให้หลุดร่วง สายตากวาดมองไปรอบห้องอีกครั้ง
ปึ้ง! ปึ้ง! ปึ้ง! ปึ้ง!
“กรี๊ดดดด!!”
เสียงทุบประตูดังขึ้นถี่รัว ก้านพลูร้องลั่นสะดุ้งตัวด้วยความใ เธอขยับถอยกรูดจากเตียง ขาแทบไม่มีแรงพอจะพยุงตัวให้ลุกขึ้น
“ไอ้ก้าน กูเอง! ก้าน เปิดประตู!”
“อร!”
เสียงของอรดังขึ้นจากอีกฟากของประตู เธอจำน้ำเสียงของเพื่อนสนิทได้ดี
เธอพุ่งไปที่ประตูทันที ก่อนโถมตัวเข้ากอดร่างเพื่อนสาวไว้แน่น แขนของเธอกอดตอบอย่างอ่อนโยน พร้อมกวาดตามองไปรอบห้อง
“ไม่เป็ไร กูอยู่นี่แล้ว”
“มึง..ฮึก…กูได้ยินเสียงอีกแล้ว…ฮึก…”
เสียงสะอื้นหลุดออกมาพร้อมถ้อยคำหวาดกลัว
“กูก็ได้ยิน”
“เสียงคนร้อง เสียงแบบนั้นอีกแล้ว ฮึก…เสียงที่แม่งเหมือน….ทรมาน…กูไม่รู้…กูไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร ฮือออออ…”
เธอร้องออกมา น้ำตาหยดลงเปื้อนเสื้อนอน ก่อนที่ทั้งสองจะนั่งลงบนเตียง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เสียงแบบนี้ดังขึ้น
ั้แ่ย้ายเข้ามาอยู่ในหอพักแห่งนี้ ทั้งอรและก้านพลู ต่างเคยได้ยินเสียงมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เสียง
เสียงกรีดร้องปริศนา บางครั้งเป็เสียงผู้ชาย บางครั้งเป็เสียงผู้หญิง เสียงร้องที่บิดเบี้ยวไปด้วยความเ็ป ทรมาน จนแทบจะรู้สึกได้ว่า….บางอย่างกำลังพยายามหลุดออกจากร่าง
“ไม่เป็ไร กูอยู่นี่แล้ว ไม่มีใครทำอะไรมึงได้ นอนเถอะ”
เสียงปลอบโยนแ่เบาจากอรดังขึ้น เธอลูบแขนเพื่อนอย่างเบามือ ในขณะที่ก้านพลูยังสะอื้นเล็ก ๆ ด้วยความหวาดกลัวที่ยังไม่ทันจางหาย
ก้านพลูค่อย ๆ ขยับขึ้นเตียง ใบหน้าซุกลงบนหมอนนุ่ม กลั้นเสียงสะอื้นอย่างสุดกำลัง ยามค่ำล่วงลึกจนใกล้รุ่งแล้ว ถึงเวลาที่ร่างกายต้องหยุดพัก อรนอนลงข้าง ๆ และยื่นมือออกมาแตะเพื่อนเบา ๆ
ในสายตาของอร ก้านพลูไม่ต่างจากเด็กน้อยที่น่าสงสาร ไม่มีวิชา ไม่มีอาคม ไม่มีเครื่องรางใด ๆ คุ้มครอง จิตใจก็อ่อนยวบ
แตกต่างจากเธอ ผู้ที่เติบโตมากับคาถา อาคม และอำนาจลี้ลับจากผู้เป็พ่อ เธอมีแม้กระทั่งผีพรายทีพ่อส่งมาคอยคุ้มภัย
ทว่า….ก้านพลูนั้นต่างออกไป
เด็กสาวผู้มีดวงจิตอ่อนไหวราวสายลม กลับต้องแบกรับััพิเศษอันหนักหนา เธอมองเห็น ‘ความตาย’ บางครั้ง ยังระลึกอดีตชาติของคนรอบข้างได้อีกด้วย มันคือของขวัญ ที่กลายเป็คำสาป
เพราะดวงิญญา ทั้งสัมภเวสี หรือ ิญญาเคราะห์กรรม ต่างไหลบ่ามาหาเธอ
บางตนมาเพราะความทุกข์ ้าความช่วยเหลือ
แต่บางตน มาเพราะถูกลืม มาเพราะเ็ปเกินจะจากไป และเมื่อไม่มีใครมองเห็น ไม่มีใครยื่นมือให้
เธอผู้เดียวที่รับรู้ มองเห็น
แต่เธอก็ไม่สามารถ ลบกรรม ของใครได้
หลายครั้งที่เธอถูกตาม ถูกหลอก ถูกจองเวร เธอจะไม่เอ่ยปากบอกใครแม้กระทั่ง อร เพราะเธอรู้ดีว่า
‘หากเธอพูดเมื่อไร มันจะไม่จบแค่เธอคนเดียว’
บรรยากาศอันน่าสพรึงจากค่ำคืนค่อย ๆ เลือนหายไป เมื่อแสงอรุณยามเช้าเข้ามาแทนที่
อรกับก้านพลูลุกขึ้นมาทำธุระเช่นทุกเช้า ทั้งคู่ต่างมีภาระที่ต้องรับผิดชอบ โดยเฉพาะการเตรียมตัวสำหรับทริปต่างจังหวัดที่กำลังจะมาถึง ไม่ใช่แค่พวกเธอ แต่ยังรวมถึงเพื่อน ๆ ในคณะอีกหลายคนที่ร่วมเดินทางไปด้วย
บรรยากาศในมหา’ลัยยังคงคึกคักเป็ปกติ ผู้คนเดินสวนกันไปมา เสียงพูดคุยจอแจดั่งทุกเช้า
แต่อรกลับชะงัก เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นร่างหนึ่งที่คุ้นตา หญิงสาวที่เธอเพิ่งพูดคุยด้วยเมื่อคืน กำลังนั่งนิ่อยู่ในศาลาริมน้ำกลางรั้วมหา’ลัย
ร่างนั้นนั่งแน่นิ่ง ท่ามกลางบรรยากาศสดใสของยามเช้า ทว่าในสายตาอร ทุกสิ่งรอบกายกลับดูชะงักงันเสียจนเสียงลมหายใจตัวเองยังดังชัด
ฝีเท้าของเธอก้าวออกไปโดยไม่รู้ตัว
“มึงจะไปไหน อร!” เสียงก้านพลูร้องเรียก พลางกระชากแขนเพื่อนสาว จนเธอสะดุ้งหลุดออกจากภวังค์
“กูก็จะเดินไปหายาไง”
“ยา…สิรินยา?”
“ใช่ ทำไมหรอ?”
“มึงรู้จักเขาหรอ?”
“ก็เพิ่งคุยกันเมื่อคืน ยังคุยไม่จบเลย มึงเข้ามาขัดก่อนน่ะสิ”
“แล้วมึงจะไปคุยกับเขาทำไม”
“แล้วทำไมจะคุยไม่ได้ล่ะ”
อรตอบกลับด้วยน้ำเสียงฉงน การที่เธออยากเข้าไปคุยกับยา ไม่ได้มีเจตนาอะไรนอกจากอยากเชื่อมสัมพันธ์ เพราะเดือนหน้าพวกเธอจะต้องเดินทางไปใช้ชีวิตร่วมกันที่ต่างจังหวัดราว ๆ ๒ เดือน
หากยาไม่เปิดใจหรือไม่รู้จักใครเลย การทำงานเป็ทีมอาจลำบากและอรไม่อยากให้เกิดปัญหาแบบนั้นขึ้น
“อย่าเลยมึง…ยัยนั่นประหลาดจะตาย” ก้านพลูพยายามรั้งเพื่อนไว้ น้ำเสียงเจือความกลัว แม้พยายามกลบเกลื่อนก็ตาม
“กูว่า ไม่มีใครประหลาดไปกว่ามึงแล้วมั้ง ดูสิ แขนขนลุกเป็ตุ่มหมดแล้ว ปวดขี้หรือไง?” อรแซวพลางหัวเราะเบา ๆ
ก้านพลูส่ายหน้า ไม่ตอบอะไร มองหน้าเพื่อนพลางหันกลับไปมองร่างบางที่ยังนั่งอยู่ที่ศาลา…ด้วยแววตา หวาดระแวง
อรไม่สนคำพูดของเพื่อนนัก เธอก้าวไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น ขณะที่ก้านพลูยอมเดินตามไปห่าง ๆ อย่างลังเล
“ยา มานั่งทำอะไรตรงนี้?” อรเอ่ยทักเสียงใส ก่อนนั่งลงฝั่งตรงข้าม
หญิงสาวยังคงนั่งนิ่ง ราวกับไม่ได้ยินคำพูดนั้น แววตาเธอเหม่อลอย มองสายน้ำขุ่นเบื้องหน้า แววตานิ่งเสียสายน้ำยังดูมีชีวิตชีวาเสียมากกว่า
“ยา?” อรเรียกอีกครั้ง คราวนี้ยาเหลียวตามองเธอช้า ๆ ก่อนจะหันไปจ้องก้านพลูที่เพิ่งเดินตามมาถึง พร้อมเอียงคอมองด้วยสายตาแน่นิ่ง
“เอ่อ…นี่ก้านพลู เพื่อนเรา” อรแนะนำ
บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงลมลอดผ่านศาลา
อรดึงแขนเพื่อนให้มานั่งข้าง ๆ แต่ก้านพลูกลับหลบสายตา ไม่แม้แต่จะหันไปมองหน้าอีกฝ่าย ลำตัวสั่นน้อย ๆ อย่างควบคุมไม่ได้
ในขณะที่ยากลับจ้องเธอเขม็ง
อรจึงพยายามละลายบรรยากาศแปลกประหลาดนี้ลงด้วยบทสนทนา
“เดี๋ยวเรากับก้านว่าจะไปกินข้าวร้านป้านิดหลังมอ ยาไปด้วยกันไหม?”
“เย็นนี้กะว่าจะไปนั่งวาดรูปเล่นกันด้วย เรากับก้านหารายได้เสริมวาดรูปขายหนะ ยาไปด้วยกันไหม?”
“หรือยาอยากได้อะไรไว้ใช้ตอนไปบ้านเราไหม บอกเราได้นะ เดี๋ยวให้พ่อเตรียมไว้ให้”
หญิงสาวไม่ตอบแม้แต่คำเดียว อรพยายามท่ี่จะพูดต่อ
“ไม่” คำตอบสั้น ๆ ทื่ดังขึ้นที่สุด
“อ่าว จะไปไหนล่ะ”
“กลับห้อง”
“ยาอยู่แถวไหนหรอ ทำไมไม่ค่อยเห็นเลย”
“อยู่ไม่ไกล…ทำไม…จะตามไปหรอ?” น้ำเสียงของยาเรียบเย็น ขณะเหลือบมองก้านพลูอีกครั้ง
“กูหิวแล้วอร รีบไปเถอะ เดี๋ยวคิวป้านิดแกเยอะ” ก้านพลูรีบตัดบท กลัวว่าบทสนทนานี้จะพาไปไกลเกินที่เธอจะรับไหว
“สรุปไปกินด้วยกันไหม? ยาเคยกินฝีมือป้านิดหรือยัง อร่อยมากเลยนะ” อรหันไปถามยาอีกครั้ง
“ยัง”
“งั้นไปด้วยกันสิ”
“ไม่เป็ไร…กูเคยกินฝืมือลูกแกแล้ว….อร่อยดี”
“ห๊ะ จริงหรอ! เราไม่เคยกินเลย เสียดายจัง น้องเขาไปเร็วเหมือนกันเนอะ ดีที่ป้านิดแกทำใจได้แล้ว”
“มึง ไปได้แล้ว” ก้านพลูไม่รอให้เพื่อนพูดจบ ดึงแขนอรรีบเดินจากไปทันที
‘น้องแตงโม’ ลูกสาวคนโตของป้านิด เด็กหญิงอายุเพียง ๑๖ ปี ที่เสียชีวิตไปเมื่อ ๒ ปีก่อนอย่างมีเงื่อนงำ ร่างกายซูบผอมจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก แววตาเบิกโพลง ริมฝีปากอ้าค้าง…จนป้านิดแทบเสียสติ
โชคดีที่เหล่านักศึกษาหลายคนต่างแวะเวียนไปให้กำลังใจ จนป้านิดแกกลับมายิ้มได้อีกครั้ง
“งั้นไว้เจอกันนะยา!” อรหันไปบอกพลางโบกมือให้
แววตานิ่งเฉยของ ยา แปรเปลี่ยนเป็แข็งกร้าว ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง ๆ อย่างเ็า จ้องมองไปที่สองร่างที่เดินจากไปจนลับสายตา
เย็นย่ำยาม ๖ โมง ทั้งสองเดินกลับมาถึงห้องพักของก้านพลู อากาศอบอ้าวคล้ายพายุฝนจะมาเยือนในไม่ช้า
อรบอกก้านพลูว่าเธอจะขึ้นไปห้องของตนเองเพื่ออาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะลงมาเริ่มวาดรูปตามที่นัดกันไว้ ขณะที่ก้านพลูเดินเข้ามาในห้อง เธอก็จัดแจงเก็บของเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยเช่นกัน
“ยกมา”
เสียงแว่วนั้นดังชัดเจนชิดข้างหูขวาของก้านพลู เธอสะดุ้งเฮือก หันขวับตามเสียงอย่างใ.
“ของข่อย”
คำทำนองเดียวกันโผล่ขึ้นจากอีกฟากของหูซ้ายเย็นวาบลงกระดูกสันหลัง หญิงสาวหันพรวดมองไปรอบห้อง สายตาสอดส่องหาต้นตอที่ไม่มีอยู่จริง
เสียงแปลกประหลาดเริ่มก้องกังวาน
เสียงบทสวดทุ้มต่ำทั้งซ้าย ทั้งขวา ทั้งด้านหลัง เหมือนใครบางคนกำลังกระซิบซ้อนกันอยู่รอบตัว เสียงนั้นท่องต่อเนื่องไม่หยุดราวกับจะเจาะทะลุแก้วหู
‘กะตะมาเร โชวะบันตา
อัตตา มานา สัมภะวะ โน มะตา พา
จงหลุดจากเนื้อ
จงละจากกาย
จงมอบให้ข้า
ผู้หิวกระหาย
ชีวา วิญญา สังเวย
นามสิ้น ซากสูญ ”
“กรี๊ดดด!!”
ก้านพลูร้องลั่นด้วยความเ็ปจนตัวงอ ร่างกายทรุดฮวบลงกับพื้น แขนขาหดเข้าหากันอย่างเ็ป
ก็อก ก็อก ก็อก
“ก้าน”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างมีมารยาทก่อนจะตามมาด้วยแรงบิดอย่างฉับไว้ เพราะรู้อยู่แล้วว่าไม่ได้ล็อค
“ก้าน!! ไอ้ก้าน!!!”
อรถลาเข้าไปหาเพื่อนทันทีที่เห็นร่างของก้านพลูนอนขดกับพื้น ดวงตาเบิกโพลง ความใแล่นวูบ
ชั่วขณะนั้น ทุกอย่างพลันสงบลงอย่างน่าประหลาด
เสียงสวดนั้นหายวับไปกับตา ราวกับไม่เคยมีอยู่
“เกิดอะไรขึ้น!”
“เมื่อตะกี้…ฮึก…กูได้ยินอะไรไม่รู้ มัน…มันเหมือนใครท่องอะไรไม่รู้…มันดังเหมือนอยู่ในห้องนี้เลย ฮึกกก….”
ก้านพลูน้ำตาไหลพราก ร่างที่สั่นเทาเล่าเหตุการณ์ให้อรฟังอย่างตะกุกตะกัก
ตึก ตึก ตึก
เสียงหัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ ฝีเท้าของอรเดินไปยังประตูอย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนจะหยิบผ้าผืนหนึ่งท่ีแปะอยู่ด้านนอกประตูมาดู
นั่นคือผ้ายันต์ที่ลงอักขระโบราณที่เธอกับพ่อช่วยกันลงอาคมบรรจุมนต์กันผีร้ายป้องกันสัมภเวสีทุกตน พ่อของเธอเป็คนมอบให้ก้านพลู เพราะรู้อยู่แก่ใจว่า เธอจะต้องพบเจอกับสิ่งที่คนทั่วไปไม่มีวันเข้าใจ
มันป้องกันห้องนี้มาตลอด
เป็ไปไม่ได้
ิญญาตนใดก็ไม่สามารถย่างกรายเข้ามาได้ ไม่แม้แต่จะเฉียดผ่าน
‘สัมภเวสี? ิญญา? ดวงจิต?’
อำนาจคงแรงกล้า ถึงได้ฝ่ายันต์ของพ่อเธอเข้ามาได้
สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ มันเข้ามาได้อย่างไร อร ไม่แม้แต่จะได้ยินเสียงนั่น ไม่มีวี่แววอะไรเลย หลงเหลือเพียงแต่กลิ่นสาปของผีเป้าที่แรงคลุ้ง
อรเม้มปากแน่น ความสงสัยหวาดระแวงตีตื้นขึ้นมาในใจ
ไม่ได้มีตัวเดียว?
