บทที่ 24 เปิดหูเปิดตา
เซียวเหยาอ๋องผู้นี้อาจไม่ชวนให้คนชมชอบนัก แต่เวลา้าความช่วยเหลือ เขากลับพึ่งพาได้ ทั้งยังแก้ปัญหาได้รวบรัดฉับไว
กู้อวี้ติดตามไปกับเขา นับว่าได้ประจักษ์กับตนเองแล้วว่าความป่าเถื่อนเผด็จการมีหน้าตาอย่างไร
มีเ้าบ้านในเขตหยางคังฟางไม่ยินดีย้ายออก ้าเป็เสือนอนกิน คิดจะเรียกราคาสูงเทียมฟ้า คนที่กรมขุนนางส่งไปเป็ปัญญาชนที่สุภาพเรียบร้อย เจรจาอย่างไรก็ล้วนไร้ผล
เซียวเหยาอ๋องถีบประตูเรือนเข้าไปตรง ๆ สั่งให้ทหารลากตัวคนและทรัพย์สินออกมา แล้วใช้เงินฟาดศีรษะเ้าบ้านบอกให้เขาไสหัวออกไป
หยางคังฟางเปลี่ยนชื่อเป็สำนักปราชญ์หยางคังเพื่องานชุมนุมปราชญ์ครั้งนี้โดยเฉพาะ งานทำความสะอาด ปรับปรุงและตกแต่งต้องใช้คนจำนวนมาก กรมขุนนางมีคนไม่พอจึงไปขอยืมคนจากที่ว่าการจิงจ้าว แต่คนที่เจียดมาให้ห้าหกคนนั้นก็ยังห่างไกลจากคำว่าพออยู่ดี
เมื่อเซียวเหยาอ๋องทราบเื่ก็ตรงไปที่หน่วยองครักษ์พิทักษ์เมืองหลวงเพื่อนำกำลังคนมาช่วยงาน ทหารที่รูปกายกำยำบึกบึนเ่าั้ทำงานปัดกวาดทำความสะอาดเคลื่อนย้ายสิ่งของด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ แลดูตลกยิ่งนัก
เมื่อพบเห็นเื่ทำนองนี้มากเข้า กู้อวี้ก็ค่อย ๆ รู้สึกว่าความเผด็จการบ้าอำนาจกลับกลายเป็ข้อดีของเขา ไม่ใช่ข้อเสีย
ขณะที่กู้อวี้อยู่ในภวังค์ครุ่นคิด รองเ้ากรมหลี่ก็เดินพรวดพราดเข้ามาด้วยความเดือดดาล
“รังแกกันเกินไป รังแกกันเกินไปแล้ว!”
“เกิดอะไรขึ้น” กู้อวี้วางเอกสารในมือลงแล้วเดินเข้าไปถาม
“ข้าไม่เคยพบใครหน้าหนาไร้ยางอายได้เท่านี้มาก่อนเลย” รองเ้ากรมหลี่โมโหจนริมฝีปากสั่นระริก
“พวกเราวิ่งวุ่นเตรียมงานชุมนุมปราชญ์สายตัวแทบขาด พวกเขาไม่อยากออกเงินก็แล้วไปเถอะ ตอนนี้ได้เงินสนับสนุนงานชุมนุมปราชญ์จากการรับสมัครพ่อค้าจนเกินพอแล้ว พวกเขากลับส่งคนมาบอกอย่างหน้าไม่อายว่า้าให้พวกเราส่งเงินบริจาคของพ่อค้าเข้าท้องพระคลัง ให้ดำเนินการอย่างโปร่งใส หลังจากนี้หากมีค่าใช้จ่ายจำเป็ค่อยยื่นเื่เบิกงบ”
กู้อวี้อึ้งไป รีบถามว่า “แล้วท่านตอบว่าอย่างไร ได้ตกลงไหม”
“ข้าจะตกลงได้อย่างไร เงินก้อนนี้เ้ากรมจางตั้งใจไว้ว่าจะแอบเก็บไว้ที่กรมขุนนาง แต่พวกเขาส่งเสมียนมาด้วย บอกว่าจะช่วยพวกเราทำบัญชี ยืนปักหลักอยู่หน้าห้องทะเบียนเหมือนสุนัขขี้เรื้อนอย่างไรอย่างนั้น ข้าไล่อย่างไรก็ไม่ไป ถ้าเป็แบบนี้ แม้หลังสิ้นสุดงานชุมนุมปราชญ์จะมีเงินคงเหลือ พวกเขาก็รู้จนกระจ่าง คงเก็บเอาไว้ไม่ได้อยู่ดี” รองเ้ากรมหลี่ตบโต๊ะอย่างแรง
กู้อวี้มาช่วยงานที่กรมขุนนางได้พักใหญ่แล้ว เริ่มรู้สึกผูกพันกับทุกคน นับประสาอะไรกับที่การรับสมัครพ่อค้ายังเป็ความคิดของนาง ทั้งค่อย ๆ ดำเนินการมาทีละก้าว นางยังตั้งใจว่าหลังได้เข้ารับราชการแล้วจะมาทำงานที่กรมขุนนาง ใช้เงินก้อนนี้สร้างคุณงามความชอบ คิดไม่ถึงว่าจะถูกกรมคลังตัดหน้าเสียได้
นางใคร่ครวญว่าต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถเก็บก้อนนี้เอาไว้ได้
ขณะที่คนทั้งหลายกำลังอารมณ์คุกรุ่นก็พลันมีเสียงดังมาจากข้างนอก
“เฮอะ ยังมีหน้ามาพูด ในบรรดาหกกรม กรมขุนนางของพวกท่านจัดอยู่อันดับแรก หลายปีมานี้ปล่อยให้กรมคลังกดศีรษะเอาไว้ก็แล้วไปเถอะ ตอนนี้ถึงขั้นเหยียบย่ำบนหน้าของพวกท่านแล้ว ยังเอาแต่หดหัวเป็นกกระทาอยู่ในห้อง ทำได้แค่ก่นด่าตัดพ้อ ยังขายหน้าคนไม่พออีกรึ?”
เซียวเหยาอ๋องเดินเข้ามา วาจายังคงแสบสันเช่นเคย
ผู้คนที่กำลังโมโหเดือดดาลพอได้ยินเช่นนั้นแล้วก็มีสีหน้าไม่น่ามองอย่างมาก
“ท่านอ๋องอาจไม่ทราบ กรมคลังดูแลการเงินของแผ่นดิน ถ้าล่วงเกินพวกเขา วันหน้า…” รองเ้ากรมหลี่พูด
“ตอนนี้เอาเงินมาให้พวกเ้าใช้จนเกลี้ยงแล้ว ยังจะพูดถึงเื่วันหน้าอะไรอีก” จวินเจ๋อว่า
แม้กู้อวี้จะยังไม่ได้สังกัดกรมขุนนาง แต่พอทราบเื่ก็รู้สึกเดือดร้อนใจแทนใต้เท้าทั้งหลาย ครั้นนึกถึงแนวทางจัดการเื่ราวของท่านอ๋องผู้นี้ก็รู้สึกว่าอาจทำอะไรเพื่อกรมขุนนางได้บ้าง
นางทำใจกล้าถามว่า “ท่านอ๋องมีแผนการรับมือเื่นี้หรือไม่?”
จวินเจ๋อหันกลับมา นางมองเห็นแววยิ้มเยาะในดวงตาดอกท้อคู่นั้นของเขา
กู้อวี้มุ่นคิ้ว คำพูดและการกระทำของนางเหมือนจะถูกเซียวเหยาอ๋องมองทะลุได้ นางไม่ชอบความรู้สึกที่หลุดจากการควบคุมเช่นนี้เป็อย่างมาก
“ข้าไม่มีแผนการอะไรหรอก มีก็แต่กำลังอันป่าเถื่อนเท่านั้นแหละ” จวินเจ๋อหมุนกายเดินออกไป
ทุกคนยังขบคิดไม่เข้าใจก็ได้ยินเขากล่าวขึ้นมาว่า “กู้ซื่อจื่อ ยังไม่ตามมาอีก วันนี้ข้าจะพาเ้าไปเปิดหูเปิดตา”
กู้อวี้ตามเขาไป แต่เมื่อเดินพ้นประตูออกไปแล้ว เขากลับเลี้ยวไปอีกทาง
“ท่านอ๋อง นี่ไม่ใช่ทางไปประตูใหญ่ขอรับ”
“ข้างหลังยังมีสุนัขขี้เรื้อนอยู่ตัวหนึ่งไม่ใช่รึ?”
กู้อวี้อึ้งไปสองอึดใจ ค่อยนึกได้ว่าคำว่าสุนัขขี้เรื้อนคงหมายถึงเสมียนที่กรมคลังส่งมาผู้นั้น
เมื่อมาถึงห้องทะเบียนของกรมขุนนาง ก็พบว่ามีคนผู้หนึ่งยืนกอดลูกคิดอยู่หน้าประตูโดยไม่ยอมขยับเขยื้อน
ครั้นเห็นพวกนางเดินมา คนผู้นั้นแสดงคารวะเสร็จก็กอดลูกคิดแน่นกว่าเดิม มองมาทางพวกนางอย่างหวาดระแวง
กู้อวี้ก้าวเข้าไปพูดว่า “น้องชายผู้นี้ไปกับพวกข้าเถอะ”
เสมียนผู้นั้นส่ายหน้า กล่าวตะกุกตะกัก “ท่านเ้ากรมให้ ให้ข้ามาคิดบัญชีที่กรมขุนนาง ข้าไป ไปไม่ได้”
กู้อวี้ขมวดคิ้วกล่าวว่า “พวกข้าจะพาเ้ากลับกรมคลัง มีท่านอ๋องอยู่ด้วย ท่านเ้ากรมไม่กล่าวโทษเ้าหรอก”
เสมียนผู้นั้นส่ายหน้าอีกครา กล่าวหน้าแดงก่ำเหมือนลำบากใจยิ่งยวด “เว้น เว้นแต่ว่าท่านเ้ากรมจะมาสั่งความด้วยตนเอง ไม่อย่างนั้นข้า ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น”
กู้อวี้คิดในใจ เหตุใดกรมคลังจึงส่งคนไร้หัวคิดเช่นนี้มาเสียได้
“จะเปลืองคำพูดกับเขาไปทำไม ทุบให้สลบแล้วลากตัวออกไป” จวินเจ๋อกล่าวอย่างรำคาญ
กู้อวี้มองเขาสลับกับมองเสมียนผู้นั้น ชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง “ข้า?”
“ตรงนี้นอกจากเ้าแล้วยังมีคนอื่น?”
กู้อวี้มองร่างกายบอบบางของตนเอง นางไม่เข้าใจเลยว่าเซียวเหยาอ๋องกล่าววาจาเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร ตอบอย่างจนใจว่า “ท่านอ๋องล้อเล่นแล้ว”
จวินเจ๋อคล้ายจะสังเกตพบจุดนี้เช่นกัน จึงใช้สายตารังเกียจเดียดฉันท์มองมาที่นาง “ใครล้อเล่นกับเ้า”
ว่าพลางใช้สันมือฟาดคนจนสลบ ตอนที่สลบไปใบหน้าของเสมียนผู้นั้นยังฉายแววเหลือเชื่อ
จวินเจ๋อกล่าว “เอ้า ลากเขาขึ้นรถม้า”
กู้อวี้มองตามเงาหลังของเซียวเหยาอ๋องที่จากไปโดยไม่แยแส ในใจพ่นคำหยาบสารพัด คนผู้นี้เห็นนางเป็ผู้ติดตามให้เรียกใช้งานแล้วใช่ไหม? แต่ก็ยังก้มลงลากตัวเสมียนผู้นั้นตามไปอย่างจำนนต่อชะตากรรม
เสมียนผู้นี้รูปร่างไม่บึกบึน แต่กลับตัวหนักทีเดียว โชคดีที่คนของกรมขุนนางค่อนข้างมีน้ำใจ จึงเข้ามาช่วยนางหามคนออกไปข้างนอก
จวินเจ๋อรออยู่บนรถม้าได้สักพักแล้ว นางค่อยเดินเข้าไปถามเสียงกระหืดกระหอบ “ท่านอ๋อง ควรทำอย่างไรกับคนผู้นี้”
“หามขึ้นมา”
กู้อวี้กับสารถีรถม้าช่วยกันหามคนขึ้นรถ โดยจัดให้อยู่ข้างกายสารถีด้วยท่วงท่าที่พิลึกยิ่ง
ต้องยอมรับว่าเซียวเหยาอ๋องลงมือเด็ดขาดไม่เบา นางลากคนอย่างถูลู่ถูกังมาตลอดทางจนขากางเกงของเสมียนผู้นี้เปื่อยหมดแล้ว รองเท้าก็หลุดไปข้างหนึ่ง จนป่านนี้ก็ยังไม่รู้สึกตัว
กู้อวี้ยื่นนิ้วเข้าไปอังที่จมูกของเขา พบว่ามีลมหายใจสม่ำเสมอ ยังคงมีชีวิตอยู่
ลากคนเป็ ๆ ออกมาทั้งอย่างนี้เปลืองแรงไม่เบา กอปรกับบนร่างนางยังพันผ้าไว้หลายชั้น ยามนี้ร้อนจนเหงื่อโซมหน้า จึงเลิกม่านขึ้นให้ลมพัดเข้ามา
จากนั้นก็ล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อบนหน้าผาก โชคดีที่นางรักสะอาด เหงื่อออกจึงไม่มีกลิ่นตัว ไม่อย่างนั้นด้วยนิสัยของคนผู้นี้คงได้ถีบนางออกไปเป็แน่
แต่นี่กลับไม่อาจยับยั้งความชอบหาเื่ของเซียวเหยาอ๋อง
“ข้าจำได้ว่าคราวก่อนตอนอยู่ที่ทำการขุนนางได้ให้กู้ซื่อจื่อยืมผ้าเช็ดหน้าไปผืนหนึ่ง เหตุใดจนป่านนี้แล้วกู้ซื่อจื่อถึงยังไม่เอามาคืนให้ข้าเสียที”
กู้อวี้อยากถ่มเืใส่หน้าเขาจากใจจริง ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นนางใช้เช็ดเืกำเดา ตอนไปล้างหน้าก็โยนทิ้งไปแล้ว เขาเป็ถึงพระนัดดาของฮ่องเต้ ยังจะขาดแคลนผ้าเช็ดหน้าผืนเดียวอย่างนั้นรึ
่เวลาที่ผ่านมา กู้อวี้ได้ทราบนิสัยเสียของเขาแล้ว จึงกลอกตาให้เขาอย่างอิดหนาระอาใจ “คราวหน้าค่อยคืนผืนใหม่ให้ท่านอ๋อง”
จวินเจ๋อนึกถึงจิ้งจอกขาวตัวน้อยที่เคยจับมาได้สมัยเด็ก ถูกเขาเล่นจนรำคาญแล้ว มันก็มีท่าทางอยากกัดเขาแต่กลับไม่กล้าเช่นนี้เหมือนกัน ทันใดนั้นจึงหัวเราะออกมาเสียงดัง
กู้อวี้ลอบแขวะในใจ คนผู้นี้นอกจากจะเป็โรคย้ำคิดย้ำทำแล้ว เื่ที่ทำให้หัวเราะยังแปลกพิลึก ประโยคนั้นน่าขำตรงไหน