ในทันทีที่ราชครูถูกนำตัวมาถึงตำหนักของรัชทายาทเขาก็พบว่า อัครมหาเสนาบดี อยู่ที่นั่นอยู่ก่อนแล้ว นอกจากนี้ภายในห้องยังมีลี่ถังและโอรสของเขาหลี่ซือ ที่ตอนนี้ได้กลายเป็แม่ทัพเต็มตัวแล้ว
ทันทีที่ไปถึงราชครูรับรู้ได้ในทันทีว่า พวกเขาทั้งสอง ถูกนำตัวมาในตำหนักนี้ด้วยสาเหตุอะไร
“ใต้เท้าไม่เป็ไรนะ”ราชครูทักทายอัครมหาเสนาบดีอย่างเป็กันเอง
“ถึงตอนนี้พวกเรายังไม่เป็อะไรหรอกแต่หลังจากนี้ ก็ไม่แน่ใจ” ไม่ทันที่อัครมหาเสนาบดีจะพูดจบ รัชทายาทก็ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับตรัสกับคนทั้งสองอย่างนอบน้อม
“ข้าไม่ทำอะไรใต้เท้าทั้งสองหรอก”รัชทายาทนั่งลงข้างๆ คนทั้งสองพลางจ้องหน้าเหมือนมีบางอย่างที่สำคัญจะพูดด้วย
“พระองค์เรียกหม่อมฉันทั้งสองมาพบเช่นนี้มีเื่อันใดจะให้หม่อมฉันรับใช้หรือ” ราชครูถามกลับไป
“ข้ามีเื่บางอย่างจะพูดกับใต้เท้าทั้งสอง”รัชทายาทเริ่มเข้าเื่ทันที
“ข้ารู้ดีกว่าใต้เท้าทั้งสองมีความสำคัญกับบ้านเมืองมากแค่ไหน และที่สำคัญเสด็จพ่อก็ได้ฝากฝังให้ข้าดูแลใต้เท้าทั้งสองให้ดี แม้ใน่หลังเราทั้งสองจะดูห่างเหินกันไปบ้าง แต่ข้าก็เชื่อว่า ใต้เท้าทั้งสองคงจะเข้าใจตัวข้านั้นอาจจะเห็นต่างกับพวกท่านไปบ้างแต่นั่นก็เป็เพียงความคิดในการทำงานเท่านั้น ลึกๆ ในใจข้านั้นยังคงเชื่อใจใต้เท้าทั้งสองอยู่เสมอ”
ราชครูกับอัครมหาเสนาบดีนั่งฟังรัชทายาทอธิบายอย่างสงบเสงี่ยม เช่นเดียวกับสองพ่อลูกอย่างลี่ถังและหลีซื่อที่ยืนคอยสังเกตการณ์อยู่ไม่ห่างเช่นกัน
“บัดนี้ความเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างได้เกิดขึ้น เสด็จพ่อได้บอกไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าพระองค์จะมอบบัลลังก์นี้ให้แก่ข้า และนั่นก็หมายถึงข้าราชบริพารทุกคนของเสด็จพ่อก็ย่อมเป็ข้าราชบริพารของข้าเช่นกัน” รัชทายาทมองไปยังคนทั้งสองที่ยังคงสงบนิ่งเช่นเดิม
“ข้าอยากให้ใต้เท้าทั้งสองมาร่วมมือกับข้า”
“ทุกวันนี้พวกเราก็ร่วมมือกับพระองค์อยู่แล้ว” ราชครูพูดแทรกขึ้นมา
“แต่ท่านก็ยังเชื่อฟังคนอื่นมากกว่าข้า” รัชทายาทสวนกลับไปทันทีด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป
“เช่นนั้นรัชทายาทก็ควรจะฟังพวกกระหม่อมเช่นกัน” ราชครูยังไม่ยอมหยุด
“ข้านั่งอยู่บนบัลลังก์แห่งนี้พวกท่านสิที่จะต้องเชื่อฟังข้า” รัชทายาทะโใส่หน้าราชครูแบบไม่มีอะไรต้องปิดบังกันอีกแล้ว
“เช่นนั้นพวกเราก็คงจะไปด้วยกันไม่ได้อีกแล้ว”
สิ้นคำกล่าวของราชครูรัชทายาทถึงกับเก็บอาการไม่อยู่ลุกขึ้นมาชี้หน้าะโใส่คนทั้งสองด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวอย่างที่สุด
“ได้ไปเลย เชิญท่านทั้งสองออกไปจากแคว้นของข้าได้เลย แล้วไม่ต้องกลับมาให้เห็นหน้าอีกข้าอยากจะรู้นักว่า ไม่มีพวกท่านแล้ว ข้าจะบริหารบ้านเมืองไม่ได้หรืออย่างไรที่ผ่านมาพวกท่านไม่เคยช่วยข้าเลย แล้วดูนี่สิ ข้าไม่เห็นเป็ไรเลย พวกท่านนั่นแหละข้าอยากรู้นัก ถ้าไม่อยู่กับข้าแล้ว จะไปทำอะไร อายุปูนนี้แล้วแทนที่จะอยู่อย่างสบายๆ กับข้า กลับเลือกที่จะทำตัวเป็ปฏิปักษ์กับข้า ข้าจะคอยดูสักวัน พวกท่านจะต้องคลานกลับมาหาข้า”
“เ้าเด็กน้อยเมื่อเป็เช่นนี้แล้ว คงไม่มีทางเลือกอื่นเลยสินะ เช่นนั้นหม่อมฉันขอพูดอะไรสักอย่าง” อัครมหาเสนาบดีที่นั่งเงียบมาตลอดขอระบายความในใจสักครั้ง “หลายสิบปีที่หม่อมฉันทำงานรับใช้ท่านอ๋องจนบ้านเมืองเป็ปึกแผ่นมาได้ แม้ทั้งหมดนี้จะไม่ใช่ฝีมือของพวกหม่อมฉันแต่หม่อมฉันก็ภูมิใจเหลือเกินที่ได้ร่วมกันสร้างมันขึ้นมา บัดนี้หากพระองค์จะไม่้าหม่อมฉันแล้ว ก็ย่อมเป็สิ่งที่พระองค์จะกระทำได้แต่ขอให้รับรู้ไว้ว่า ั้แ่ที่พระองค์ประสูติมา หม่อมฉันเฝ้ามองพระองค์มาตลอดเพราะรู้ดีว่า บ้านเมืองนี้สุดท้ายแล้วมันก็ต้องเป็ของพระองค์แต่หลายปีที่เฝ้ามอง หม่อมฉัน ไม่เคยเห็นสิ่งดีใดๆ ในตัวท่านอ๋อง จะมาปรากฏอยู่กับพระองค์เลยหม่อมฉันไม่เสียใจสักนิด ที่ในวันนี้พระองค์จะขับไล่ไสส่งหม่อมฉันแต่หม่อมฉันเสียใจ ที่วันหนึ่งในภายภาคหน้าอาณาจักรที่หม่อมฉันกับท่านอ๋องเคยวาดฝันไว้จะให้ลูกหลานได้เติบโตมาอย่างมีความสุขจะต้องล่มสลายลงเพียงเพราะคนไร้ฝีมือเช่นเ้า”
“ทหารรีบนำตัวสองคนนี้ออกไปเดี๋ยวนี้” รัชทายาททนฟังไม่ได้อีกต่อไปหลี่ซือรีบพาทหารมานำตัวราชครูและอัครมหาเสนาบดีออกไปจากห้องโดยเร็วก่อนที่ราชครูจะกล่าวทิ้งท้าย
“เ้ามันช่างไม่คู่ควรเลยจริงๆ”
“ไปเลยไล่มันออกไปให้หมด ห้ามไม่ให้มีคนติดตามมันไป ให้มันไปแต่ตัวเปล่าๆดูสิว่าจะโอหังได้สักแค่ไหน” คุณชายชิงอวิ้นรับสั่งเสร็จก็ทรุดลงนั่งเอากำปั้นทุบโต๊ะเสียงดังสนั่น ในใจของเขานั้นตอนนี้เคียดแค้นยิ่งนักหากไม่ติดกับว่า สองคนนี้ล้วนเป็คนสนิทรักใครกับท่านอ๋องป่านนี้คงหัวหลุดจากบ่าไปนานแล้ว
...................................................................
อูซุนรีบเดินทางออกจากแคว้นเหอฉีในหนึ่งวันหลังจากที่เข้าไปรายงานตัวในท้องพระโรงในวันนั้นเพียงเวลาไม่กี่วัน เขาก็กลับมาถึงเมืองิอย่างปลอดภัยแม้ตลอดเส้นทางที่เดินทางกลับมานั้น เขาจะหวาดหวั่นเื่ความปลอดภัยอยู่บ้าง เพราะการให้การของเขานั้นทำให้บางคนเสียผลประโยชน์ไปอย่างมากมาย ที่สำคัญไปกว่านั้น ก็คือคณะของเขาในตอนนี้มีเพียงผู้ติดตามไม่กี่คนเท่านั้นเพราะทหารส่วนใหญู่ถูกส่งกลับไปพร้อมกับนักโทษไปหมดแล้ว
นี่เป็ครั้งแรกที่อูซุนได้ไปเยือนแคว้นเหอฉีอย่างเป็ทางการเขามีโอกาสได้เยี่ยมชมบ้านเมือง ชีวิตความเป็อยู่ของชาวเมืองที่นั่นทำให้เขารู้สึกได้ว่า เหอฉีที่ใครๆ ต่างก็พูดถึง มันช่างสมคำร่ำลือเสียจริงๆ
แต่น่าเสียดายที่บัดนี้ เหอฉี กลับมีผู้นำที่อ่อนแอ ไร้ความสามารถ ทุกวันนี้เขายังแปลกใจที่ท่านอ๋องเลือกที่จะวางมือ และหลบลี้หนีไปพักผ่อนยังแถบชานเมืองเพราะการไปครั้งนี้ แม้เขาได้พบกับท่านอ๋องเพียงระยะเวลาไม่นาน แต่เขาเองก็รู้สึกได้ถึงบารมีและความน่าเกรงขามที่มีอยู่ในตัวท่านอ๋องผู้นี้
แตกต่างกับรัชทายาทที่แม้จะพยายามแสดงอำนาจ วางมาดใหญ่โต แต่กลับไร้ซึ่งรัศมีแห่งผู้นำแถมยังเลือกใช้คนผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า อูซุนยังสังเกตได้ถึงความแตกแยกในหมู่ขุนนางของเหอฉีนี่ย่อมเป็รอยร้าวที่ช่วยส่งเสริมให้เหอฉีอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว และเขาเชื่อว่า แคว้นที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ คงจะพบจุดจบในไม่ช้าเว้นแต่จะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
ทันทีที่กลับมาถึงอูซุนได้เรียกตัวเยมูให้เข้ามาพบเขาเป็การด่วน เพียงเวลาไม่นานเยมูก็มาพบเขาด้วยสภาพใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส
“ข้าไม่อยู่หลายวันดูเ้าช่างมีความสุขเสียเหลือเกิน”
“หามิได้ขอรับนายท่าน่ที่ท่านไม่อยู่ ข้าแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย ทุกอย่างในเมืองสงบเรียบร้อยดีมากคงเป็เพราะท่านได้วางแผนทุกอย่างไว้เป็อย่างดี จะมีก็แต่พวกฏที่ถูกส่งตัวกลับมานี่แหละ ที่ทำให้ข้าหนักใจอยู่บ้าง ข้าจึงมีความสุขและดีใจที่ท่านกลับมา”
“ดูจากสีหน้าของเ้าข้าก็รู้ว่าเ้ามีบางอย่างจะบอกกับข้า แต่ข้าขอให้เ้าเก็บเื่นั่นไว้ก่อนข้ามีเื่บางอย่างจะปรึกษา”
“นายท่านมีอะไรจะปรึกษาข้าหรือหรือว่า ไปครั้งนี้นายท่านพบเจออะไรเข้างั้นหรือ”
“เปล่าหรอกเพียงแต่ว่า ข้าเริ่มสับสนในบางเื่ เ้าก็รู้ว่าก่อนหน้านี้ข้ากับรัชทายาทเราสนิทสนมกันดี เขาเองก็ดูเหมือนว่าจะเป็มิตรที่ดีกับข้าแต่เมื่อข้าไปพบเข้ากับตัวตนจริงๆ ของเขาแล้วนั้น ข้ากลับพบว่า คุณชายผู้นี้มักใหญ่ใฝ่สูงเกินตัวไปจริงๆ จนข้าหวาดกลัวที่จะอยู่ใกล้”อูซุนเดินวนไปวนมาพลางใช้ความคิด เขาหันไปถามความเห็นกับเยมูที่นั่งฟังอยู่
“เท่าที่ข้าทราบมาก็เป็เช่นนั้นจริงๆ”เยมูตอบกลับไปตามที่เขาคิด
“แต่ใช่ว่าที่นั่นจะมีแต่คนเช่นนั้นการไปครั้งนี้ข้าได้พบกับคนผู้หนึ่ง ที่ดูธรรมดาแต่ความคิดของเขาช่างลำเลิศยิ่งนัก เขาอ่านเกมทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่งอย่างกับว่าไปนั่งวางแผนอยู่ด้วย เ้ารู้หรือไม่ว่าเขายินยอมรับความผิดแทนข้าทั้งหมด เพื่อไม่ให้ข้าต้องบาดหมางกับรัชทายาทเขายอมถูกหัวเราะเยาะ เพียงเพื่อให้พวกเราได้กลับมาบ้านอย่างสมเกียรติ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยรู้จักเขาเลย แต่เขากลับทำได้ถึงเพียงนี้”
“เท่าที่ข้ารู้มาคุณชายหวังหย่งผู้นี้ คือบุตรเขยของท่านอ๋อง แต่ช่างน่าเสียดาย ที่เขากับรัชทายาทไม่ถูกชะตาต่อกัน มีความขัดแย้งกันเรื่อยมา ยากจะร่วมมือกันได้” เยมูบอกในสิ่งที่เขารู้มาให้อูซุนทราบ
“เพราะแบบนี้แหละที่ข้าเป็กังวล” อูซุนเอ่ยออกมา
“ท่านคงอยากให้มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างใช่หรือไม่ แต่เท่าที่ข้ารู้หวังหย่งผู้นี้ไม่ได้มีความมักใหญ่ใฝ่สูง ตัวเขาไม่คิดอื่นใดนอกจากทำเพื่อบ้านเมืองเท่านั้น เป็รัชทายาทเองที่ระแวงเขามากไปจนไม่ยอมเชื่อใจเขาแม้แต่น้อย ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก”
“เยมู ท่านก็รู้ว่าที่เราไปผูกมิตรกับเหอฉีนั้นหาใช่เื่อื่นไม่ นอกจากการค้าเพียงอย่างเดียว แต่ดูเหมือนรัชทายาทผู้นี้คิดแต่จะก่อา หวังจะให้เราเป็กองหนุนในาที่เขาไม่มีวันจะชนะเขาโง่แม้กระทั่งคิดจะเอาอิคายไปเป็กุนซือแล้วโดนตาเฒ่านั่นหลอกจนเกือบเสียบ้านเมือง ดีที่หวังหย่งอ่านเกมออกรีบดึงข้าเข้าไปช่วย ช่างน่าเสียดายที่อิคายถูกลอบสังหารก่อนที่ข้าจะได้จัดการเขากับมือของข้าเอง”
“เป็เื่นี้แหละที่ข้าอยากจะบอกกับท่านั้แ่แรก”เยมูส่งสัญญาณให้คนของเขานำตัวนักโทษคนหนึ่งเข้ามา สภาพของนักโทษถูกพันธนาการด้วยเชือกหลายเส้นโดยมีผ้าคลุมปิดศีรษะไว้ ทันทีที่นักโทษถูกนำมาอยู่ต่อหน้าอูซุนเขาก็ต้องใเป็อย่างมาก เมื่อผ้าปิดศีรษะนักโทษถูกดึงออกมา
“อิคาย”อูซุนอุทานออกมา “นี่มันอะไรกัน” อูซุนหันไปถามเยมู
“เมื่อวันก่อนมีคนกลุ่มหนึ่งปลอมตัวปะปนมากับกลุ่มพ่อค้าจากเมืองเหอฉี พวกเขามาขอพบข้าพร้อมกับมอบตัวอิคายมากับพวกเรา แถมยังกำชับอีกว่า ห้ามไม่ให้ข้าบอกใครให้ข้ารอจนกว่าท่านจะกลับมา และมอบมันให้ท่านแต่เพียงผู้เดียว”เยมูเล่าให้อูซุนฟัง
“แต่ข้าได้ยินมาว่าพวกเ้าถูกสังหารหมดแล้ว”อูซุนหันไปถามอิคาย
“คนโง่พวกนั้นมันคิดจะหลอกใช้ข้า” อิคายปริปากพูดเป็ครั้งแรก“เดิมทีข้าก็คิดจะช่วยพวกนั้น ข้าช่วยมันสร้างกองทัพ สร้างทหารขึ้นมาแต่มันกลับคิดจะหลอกข้า ข้ารู้มาว่า ถ้ามันยึดเหอผิงได้สำเร็จมันก็จะฆ่าพวกเราจนหมดอยู่ดี โชคดีที่หวังหย่งไม่ได้มอบตัวข้าให้กับพวกเขาไปั้แ่แรกไม่งั้น ข้าคงถูกปะาไปแล้ว”
“แต่ข้าทราบมาว่าพวกท่านก็สังหารตอนเคลื่อนย้ายนักโทษไม่ใช่หรือ” อูซุนแทรกขึ้นมา
“หวังหย่งมันรู้ทุกอย่างพวกเราถูกจับตัวไปหกคน แต่นักโทษที่เขาเคลื่อนย้ายมีแค่ห้าคน คนอื่นๆ ไปกันหมดยกเว้นข้าคนเดียว นักฆ่าพวกนั้นก็ช่างโง่เง่าสิ้นดี เห็นว่าสังหารนักโทษหมดแล้วก็รีบไปรายงานหัวหน้าเพื่อรับความดีความชอบ หารู้ไม่ว่า คนที่พวกมันอยากจะฆ่าจริงๆแอบดูพวกมันอยู่ไม่ห่างจากจุดที่คนพวกนั้นถูกสังหาร ข้าไม่นึกเลยจริงๆว่ารัชทายาทผู้นี้จะทำได้ถึงเพียงนี้”
“แต่ทำไมเขาจึงส่งท่านกลับมาที่นี่”อูซุนสงสัย
“บางทีนี้อาจจะเป็คำตอบคนพวกนั้นมอบจดหมายนี้ให้ข้าด้วย”เยมูล้วงไปหยิบจดหมายที่อยู่ในเสื้อของเขาส่งให้อูซุน
อูซุนอ่านจดหมายอย่างละเอียดเมื่อเขาเข้าใจดีแล้ว ก็ส่งจดหมายกลับคืนให้เยมู เยมูอ่านได้นิดเดียวก็สีหน้าเปลี่ยนสีทันที
“นี่มันคืออะไรกัน”เยมูถามกลับไป ซึ่งอูซุนก็มีความสงสัยไม่แพ้กัน
“เขาคงอยากให้พวกท่านเก็บข้าไว้สินะ” อิคายเหมือนรู้ข้อความในจดหมายฉบับนั้น“เขาก็บอกกับข้าอย่างนั้น ตอนที่เขาช่วยชีวิตข้าไว้ เขาบอกว่า ชีวิตของข้ามีค่ากับสองแคว้นนี้มากนัก บัดนี้ข้ากับรัชทายาทแห่งแคว้นเหอฉีไม่มีพันธะใดๆ ต่อกันอีกแล้ว และข้าก็รู้ดีว่าไม่มีที่ไหนจะดีเท่ากับบ้านของข้าที่นี่อีกแล้ว ข้ากลับมาครั้งนี้เพื่อขอรับโทษชีวิตข้าเป็ของท่าน ท่านจะทำอย่างไรก็เชิญ”
“งั้นเ้าจงบอกข้ามาสิคนที่ตายไปแล้ว จะมีประโยชน์อะไรกับข้า” อูซุนก้มลงไปถาม
“ถ้าคนตายไม่มีประโยชน์งั้นท่านก็ทำให้ข้าฟื้นขึ้นมาสิ รับรอง พวกนั้นคงอยู่ไม่เป็สขแน่” อิคายยิ้มที่มุมปากเหมือนกับมีแผนการบางอย่างอยู่ในใจ