บทที่ 1 รักษาโรคให้ท่านชาย
สิบปีต่อมา
หนุ่มน้อยวัยยี่สิบสองปี...นั่งเคี้ยวแป้งทอดบนยอยหินด้วยสีหน้าเหม่อลอย ในใจของเขาคงกำลังคิดเื่ยุ่งยากอยู่แน่ ๆ กลางหว่างคิ้วถึงได้ขมวดมุ่นถึงเพียงนั้น ปากเล็ก ๆ เคี้ยวทีหนึ่งเสียงถอนหายใจก็ดังลอดออกมาทีหนึ่ง ขณะที่กำลังซดน้ำแกงตามลงท้อง เสียงแว่ว ๆ ของชาวบ้านก็ดังแทรกเข้ามารบกวน
“ท่านหมอมาช่วยดูอัณฑะให้สามีข้าหน่อยเถิด”
‘เหล่าเหลียว’ คือนามสมมุติที่อันลี่หลินอุปโลกน์ขึ้นมา เข้าสู่รัชศกนี้สาวน้อยในวันนั้น อายุอานามครบยี่สิบสองปีบริบูรณ์ เสียแต่ว่าครานี้นางไม่ใช่สตรีแต่เป็ชาย บัดนี้การเป็อยู่อัตคัดขัดสน แต่มีความสุขในชีวิตยิ่งนัก การเป็เหล่าเหลียวทำให้ชีวิตของนางง่ายขึ้น
หวนย้อนไปถึงเหตุการณ์หนีตายในวันนั้น แม้ว่าวันเวลาจะผ่านมายาวนานนับสิบปี แต่นางไม่เคยลืมเลยสักวัน เพื่อที่จะปลดเปลื้องให้ตัวเองเป็อิสระจากเงื้อมมือของมารดาเลี้ยงใจทราม ลี่หลินขอกลับมาอยู่บ้านเก่าที่ตำบลเจียถู ครั้นได้ยินลี่หลินเอ่ยเช่นนั้น มารดาเลี้ยงอย่าง ‘หมานเถา’ ไม่รอช้าที่จะตอบตกลง เพราะการที่ได้เขี่ยบุตรสาวคนโตของฮูหยินใหญ่ผู้ล่วงลับออกจากกองมรดก คือความปรารถนาเดิมของนาง
อันลี่หลินไม่ได้ยึดถือในสมบัติพัสถาน เช่นนั้นนางไม่ลังเลที่จะจากมาใช้ชีวิตที่ดินแดนอันห่างไกลและแร้นแค้น เพราะในอดีตจวบจนปัจจุบัน...ที่นางต้องทนอยู่ใต้การดูแลของมารดาเลี้ยง ก็หาได้สุขสบายมีบ่าวไพร่คอยรับใช้รองมือรองเท้า ยามที่บิดาของนางกลับจวนก็ใช่ว่าจะช่วยเหลือ แต่กลับลำเอียงไขว้เขวเอาแต่เข้าข้างภรรยาจอมเ้าเล่ห์อย่างหมานเถาไม่ลืมหูไม่ลืมตา
ช่างเถอะ! เงินทองเป็ของนอกกาย อิสรภาพต่างหากคือสิ่งสำคัญ แต่การที่ออกมาใช้ชีวิตลำพังเช่นนี้ก็อันตรายไม่น้อย ในเมื่อเคยผ่านความเป็ความตายมาแล้วคราหนึ่ง ลี่หลินจึงเรียนรู้ที่จะปกป้องตัวเอง ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของนางเอง ลี่หลินจึงปลอมตัวเป็ชายนามว่าเหล่าเหลียว ใช้เวลาศึกษาตำราแพทย์ไม่ถึงปี ลี่หลินก็ใช้นามของเหล่าเหลียวเปิดสำนักแพทย์เล็ก ๆ หาเลี้ยงชีพมาโดยตลอด
เสียแต่ว่าตำราแพทย์ที่นางศึกษานั้นแตกต่างจากตำราแพทย์ขนานทั่วไป วิชาแพทย์ที่นางบรรลุและสามารถหาเลี้ยงชีพได้ นั่นก็คือวิชาแพทย์สืบพันธุ์ ใช่! ฟังไม่ผิด นั่นคือวิชาแพทย์สืบพันธุ์ มีบุรุษจำนวนมากที่นกเขาไม่ขัน มีภรรยาแต่ไม่อาจมีบุตรเนื่องมาจากความผิดปกติของน้องชาย
มีจำนวนไม่น้อยที่เข้าหาเหล่าเหลียวแล้วหายขาด จากที่ไม่เคยฟิตปึ๋งปั๋ง ก็กลับมากระปรี้กระเปร่ากระชุ่มกระชวยราวเกิดใหม่ ชายที่มาพบเหล่าเหลียวต่างมาพานพบด้วยปัญหาอัณฑะบกพร่อง ทุกคนที่มารักษาไม่ใคร่แปลกใจ เพราะทุกคนรู้จักแต่เพียงตัวตนของท่านหมอเทวดาเหล่าเหลียวที่เป็ชาย นั่นจึงไม่แปลกที่ผู้ชายด้วยกันจะเห็นัน้อยของอีกฝ่าย
เริ่มแรกเดิมทีลี่หลินก็ไม่ค่อยคุ้นชินกับองคชาตของชายหนุ่มมากหน้าหลายตาสักเท่าไหร่ แต่ในเมื่อรักษาคนเพื่อเงิน ก็ไม่มีเหตุผลอันใดให้อิดออดอีก ยิ่งนานวันเข้าได้เห็นเ้าน้องชายเหี่ยว ๆ ย่น ๆ ยาน ๆ ของลุง ๆ น้า ๆ ลี่หลินที่เป็หญิงก็เริ่มเกิดความเคยชินและตายด้าน
เดิมทีลี่หลินก็ไม่ได้ตั้งใจจะเป็หมอขนานนี้หรอก นางตั้งใจจะเป็หมอทำคลอด และหมอพิษ แต่หากยึดถือในตำราแพทย์แขนงนั้นจริง ๆ ในเวลาที่ยาวนานสิบปีนี้นางคงได้อดตายไปนานแล้ว เพราะย่านนี้ต่างมีแต่โรงหมอผุดแข่งกันปานดอกเห็ด เช่นนั้นก็มีแค่ขนานแพทย์พิสดารอย่างการรักษาปัญหาองคชาตชายที่ยังขาดแคลนอยู่!
คาดไม่ถึงว่าพอประกาศตัวเป็ผู้แก้ปัญหาด้านนี้ จะมีบุรุษจำนวนมากแห่แหนมาเพื่อทำการรักษากับโรงหมอของเหล่าเหลียว ไม่กี่ปีให้หลังนอกจากเงินทองที่เก็บสะสมได้มากขึ้น ก็ยังกลายเป็หมอหนุ่มวัยเยาว์ที่เก่งกาจที่สุดในตำบลเจียถู ถึงขั้นที่ชาวบ้านขนานนามให้เหล่าเหลียวว่าเป็หมอเทวดาผู้พิชิตองคชาต
่เวลาสิบปีนี้ที่ยาวนานในตำบลเจียถู ใช่ว่าลี่หลินจะเสียเวลาไปกับการศึกษาตำราแพทย์อย่างเดียว นางเจียดเวลาศึกษาตำราทุกแขนงที่ว่าดีที่ว่าเด็ด ไม่เพียงเท่านั้นลี่หลินยังซุ่มฝึกวรยุทธจนแตกฉาน ไม่ว่าพัด กระบี่ หอก ทวน หรือแม้แต่คันศรล้วนผ่านมือนางมาหมดแล้ว
เติบโตมาหนนี้อันลี่หลินคนนี้ไม่ใช่คนที่อ่อนแออีกแล้ว หากมีเหตุเลวร้ายเกิดขึ้นกับตัวนางเหมือนอย่างเมื่อสิบปีก่อน นางมั่นใจเหลือเกินว่าจะปลิดชีวิตกลุ่มนักฆ่าสารเลวได้ด้วยดาบเดียวโดยไม่สะทกสะท้าน ในเมื่อครานี้ลี่หลินสามารถปกป้องตัวเองจากภยันตรายได้แล้ว เช่นนั้นก็ไม่มีเหตุผลอันใดให้นางต้องดักดานอยู่ที่ตำบลเจียถูต่อไป ถึงเวลาแล้วที่นางจะต้องออกไปตามหารักแรก แต่ทว่าสิ่งเดียวที่ยังทำให้นางเป็กังวลคือนางยังไม่อาจรู้จักชื่อแซ่ของเขา และยิ่งไม่รู้ว่าต้องไปตามหาคนผู้นั้นจากที่ไหน นางจำได้เพียงรูปหน้าและแววตา ต่อให้ไม่รู้จักชื่อแซ่ ขอเพียงได้พบพานกันอีกสักครั้งนางมั่นใจว่านางจะจำเขาได้แน่
ระหว่างรีบร้อนไปรักษาคน ใครจะไปคิดว่าจะได้พบกับเหตุชุลมุน ชายอันธพาลสองคนรุมหาเื่เด็กขอทานไร้บ้าน เหตุผลก็คงหนีไม่พ้นไถเงินขอทานเพื่อนำไปซื้อสุรา ไอ้คนหนักแผ่นดินพวกนี้สมควรถูกกวาดล้างให้ตายเสีย! บ้านเมืองจะได้สงบสุข แน่นอนว่าเหล่าเหลียวมาดหมายในใจได้เพียงไม่กี่ประโยค ก็สาวเท้าไวเข้าไปร่วมวง ออกกระบวนท่ากระเรียนเริงระบำโดยไม่พร่ำบ่น ตามด้วยกวาดเท้าเหินฟ้าดั่งวิถีของัเกี้ยวเมฆา
ไม่เกิน่จิบชาชายร่างท้วมสองคนลงไปนอนกองอยู่ปลายแทบเท้าของเหล่าเหลียวตามระเบียบ เ้าขอทานน้อยเร่งหมอบคำนับใช้หัวโขลกพื้นราวสามหนแทนคำขอบคุณ นอกจากไม่้าสิ่งใดตอบแทน เหล่าเหลียวยังมอบเงินหนึ่งพวงให้ขอทานน้อยเพื่อปลอบใจ ช่างเป็คนดีอะไรปานฉะนี้
ท่ามกลางเสียงปรบมือของชาวบ้าน เหล่าเหลียวลำพองใจยิ่งที่ได้รับคำชมเชย แต่ทว่ารอยยิ้มหวาน ๆ ของเหล่าเหลียวก็ต้องหุบลงฉับพลัน เมื่อได้เห็นว่ามีคนผู้หนึ่งก้าวเท้าออกจากวงล้อม ใบหน้าของเขางดงามและสุขุมเยือกเย็น แววตาและสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย ยิ่งได้จ้องมองแผ่นหลังของเขาเดินจากไป หัวใจดวงน้อย ๆ ของนางยิ่งเต้นอึกทึกครึกโครมมากขึ้น
ให้ตายเถอะ์! ช่างส่งลาภก้อนโตมาให้ถึงที่
ระหว่างที่เหล่าเหลียวอึ้งงันไร้วาจาบ้าใบ้ได้ครู่หนึ่ง เหล่าเหลียวไม่รอช้าที่จะวิ่งแสกวงล้อม ฝ่ามือที่เรียวเล็กดุจฝ่ามือของสตรีคว้าหมับเข้าที่ชายอาภรณ์ของบัณฑิตหน้าใสผู้นั้นโดยไม่ลังเล ก่อนจะโดนฝ่ามือของเขาหวดเข้าที่ใบหน้า เหล่าเหลียวหอบเหนื่อยแต่ต้องรีบเปล่งเสียงทักทาย แต่ด้วยความเคยชินเหล่าเหลียวจึงโพล่งวาจาตามระเบียบหมอที่ว่า
“คุณชายองคชาตของท่านยังใช้งานได้ดีหรือไม่”
เอื้อนเสียงออกไปเช่นนี้ช่างไม่เหมาะสมนัก แต่จะทำอย่างไรได้เล่า ก็คนมันเคยชิน เหล่าเหลียวเม้มริมฝีปากยู้เข้าหากันด้วยความอับอาย ทั้งที่อยากทักทายด้วยวาจาอื่นแท้ ๆ ปากเ้าปัญหากลับทักทายแบบเสียมารยาทซะนี่กะไร! ด้านบุรุษหน้าใสผู้นั้นได้ยินคำกล่าวขาน ฟังดูแล้วก็พลันขมวดคิ้วเข้าหากันพลางคิดในใจอย่างดูแคลน
“มีตาหามีแววไม่ ใหญ่โตเพียงนี้ดูไม่ออกรึว่าแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าเหล็กหลอม!”
ชายหนุ่มหมุนตัวกลับมามองเหล่าเหลียวด้วยแววตาคมดั่งเหยี่ยว ดวงจักษุที่ใช้เพ่งเล็งฝ่ายตรงข้ามอัดแน่นไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ ชายหนุ่มไม่ได้พูดอันใดเพียงแต่กวาดหางตามองั้แ่หัวจรดเท้าของคู่สนทนา คล้ายกำลังพินิจพิเคราะห์บางสิ่ง แน่นอนว่าวรยุทธสองกระบวนท่าที่เหล่าเหลียวใช้ซัดอันธพาลสองคนล้วนประจักษ์ต่อสายตาของเขา หลายปีมาแล้วที่ไม่ได้เห็นผู้ใดวรยุทธสูงส่งขนาดนี้
เสียแต่เพียงว่าเ้าเด็กหนุ่มตัวกระจ้อย ร่างกายผ่ายผอมราวหัวไชเท้าขาดน้ำในฤดูแล้ง ศีรษะจรดฝ่าเท้านับรวมกันน่าจะหนักไม่ถึงสิบตำลึงกระมัง ฉไหนบุรุษที่ร่างเล็กเพรียวดุจสตรีนางหนึ่ง ถึงได้มีพละกำลังมากนัก ทว่าเงียบงันไร้วาจาอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจเอื้อนน้ำเสียงเรียบสุขุมแว่วขึ้นมาถาม
“วรยุทธของเ้าน่าสนใจนัก ขอบังอาจถาม…เป็ศิษย์สำนักใดหรือ”
“ขะ ข้าเรียนรู้ทั้งหมดนี้ด้วยตัวเอง” เหล่าเหลียวตื่นเต้นจนแทบพูดจาไม่เป็ภาษา
วินาทีที่ได้มองหน้าพลางสนทนากับเขาตรง ๆ เหล่าเหลียวแทบอยากเปิดเผยตัวตนจนตัวสั่น ว่าแท้จริงแล้วบุรุษโพกผ้าตามลักษณะของหมอ แท้จริงแล้วคืออันลี่หลินที่เขาเคยช่วยชีวิตไว้เมื่อสิบปีก่อน
“ท่านหมอยังจะไปดูอัณฑะให้สามีของข้าหรือไม่”
น้ำเสียงแหลมเปรี๊ยะของมนุษย์ป้าดังเข้ามาแทรก เหล่าเหลียวยังไม่ทันปฏิเสธ ฝ่ามือที่หยาบกระด้างของท่านป้าร้านขายหมู ก็ละลาบละล้วงเข้ามาฉุดกระชากเหล่าเหลียวฝ่าฝูงชนจากไป เป็อีกคราที่อันลี่หลินได้พรากจากคนผู้นั้น…