บทที่ 5 ขอโทษแล้วใช่ไหม?
กู้อวี้ค้อมกายตอบกลับ “มิกล้ารับ ตอนนั้นเป็เพราะสารถีรถม้าของจวนข้าประมาทเลินเล่อจนทำให้ท่านอ๋องใ ข้าน้อยลงโทษไปแล้ว สมควรเป็ข้าน้อยมากกว่าที่ต้องขอขมาท่านอ๋อง มิใช่ท่านอ๋องที่ต้องขอขมาข้าน้อย”
จวินเจ๋อแสร้งเข้ามาประคองแขนอีกฝ่ายพลางเอ่ยว่า “กู้ซื่อจื่อโปรดลุกขึ้น ไม่จำเป็ต้องกลบเกลื่อนให้ข้า โอรส์กระทำความผิดมีโทษเท่าเทียมสามัญชน นับประสาอะไรกับที่กู้ซื่อจื่อยังได้รับาเ็ไม่เบา นี่เป็สิ่งที่ข้าสมควรทำ ซื่อจื่ออย่าได้บ่ายเบี่ยงอีกเลย”
ว่าแล้วก็ไม่รอให้กู้อวี้ตอบสนอง ประสานมือแสดงคารวะต่อนางอย่างพอเป็พิธี “กู้ซื่อจื่อโปรดยกโทษให้ด้วย”
กู้อวี้รีบร้อนกล่าว “มิกล้ารับ มิกล้ารับ”
ในใจกลับคิดว่า คอยดูเถอะ ความเสียเปรียบครานี้วันหน้าข้าจะต้องสนองคืนให้ได้เลยเชียว
“ขอบคุณกู้ซื่อจื่อที่เข้าใจ ข้าให้คนนำยาสมุนไพรไปส่งให้ถึงจวนกั๋วกงแล้ว หากซื่อจื่อขาดสมุนไพรรักษาอาการาเ็ชนิดไหน เชิญบอกข้ามาได้เต็มที่” จวินเจ๋อกล่าว
กู้อวี้รีบตอบรับ
ได้ระบายโทสะแล้ว คำขอขมาก็พูดเสร็จเรียบร้อยแล้ว จวินเจ๋อจึงพาเหล่าผู้ติดตามยกขบวนกลับไปโดยไม่พิรี้พิไร
พอคนจากไป นางก็รู้สึกปวดศีรษะตุบ ๆ ขึ้นมา
เซียวเหยาอ๋องผู้นี้เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ถือสาหาความกับเื่เล็กน้อย ช่างรับมือได้ยากยิ่งนัก
ยังไม่ทันเข้ารับราชการก็ล่วงเกินอีกฝ่ายไปหนักขนาดนี้ หนทางข้างหน้าเกรงว่าคงไม่ง่ายดาย
เซียวสิงจือร่างอ่อนยวบลงทันใด ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ ไม่รู้ว่ามือไปกระทบอะไรเข้า เขาจึงร้องซี้ดทีหนึ่ง “ลงมือหนักเกินไปแล้ว เจ็บชะมัด”
กู้อวี้กล่าวอย่างเ็า “ดูซิว่าคราวนี้เ้าจะหลาบจำได้หรือยัง วันนี้นับว่าเขาไม่ถือสาหาความกับเ้า ถ้า้าเอาความจริง ๆ คนทั้งจวนโหวคงต้องสังเวยให้กับปากของเ้าแล้ว”
ชายเสเพลทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “แค่มีอำนาจอิทธิพลก็กระทำตามอำเภอใจได้แล้วงั้นรึ? ดีชั่วอย่างไรข้าก็เป็ทายาทจวนโหวนะ ต้องมาถูกตีต่อหน้าคนมากมายแบบนั้น น่าอับอายขายขี้หน้าเกินไปแล้ว”
กู้อวี้กล่าวอย่างสงบหลังจากเงียบไปครู่ใหญ่ “เ้าพูดไม่ผิด แค่มีอำนาจอิทธิพลก็สามารถกระทำตามอำเภอใจได้”
…
เมื่อเซียวเหยาอ๋องกลับไปถึงจวนองค์หญิงใหญ่ มารดาของเขาก็ตรงมาหาทันที พลางถามว่า “ขอโทษแล้วใช่ไหม?”
จวินเจ๋อพยักหน้า
กู้อวี้คาดเดาได้ถูกต้อง เขาขอโทษนางเพื่อองค์ชายห้าจริง ๆ
ตอนที่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเพิ่งขึ้นครองราชย์มีเหตุนองเืเกิดขึ้น หลังจากเจิ้นกั๋วกงขับไล่พวกอนารยชนทางตะวันตกเฉียงเหนือออกไปได้ก็รักษาความสัมพันธ์ไม่ดีไม่ร้ายกับแคว้นเพื่อนบ้านมาโดยตลอด
สิบกว่าปีมานี้ไม่เกิดศึกาอีก เรียกได้ว่าเป็ยุคสมัยแห่งสันติสุข ทำให้เกิดกระแสนิยมยกย่องขุนนางฝ่ายบุ๋นอย่างกว้างขวาง ขณะที่ความนิยมขุนนางฝ่ายบู๊กลับซบเซาลง
องค์ชายห้าคว่ำโต๊ะเรียนต่อหน้าราชครู ถือว่าเป็การล่วงเกินบัณฑิตทั้งหลาย
เมื่อข่าวคราวแพร่ออกไปนอกรั้วพระราชวังก็มีบัณฑิตมาชุมนุมปิดล้อมที่ทำการขุนนางเพื่อเรียกร้องความเป็ธรรมแทนราชครูเจิ้ง
วันนั้นเขาเร่งร้อนเดินทาง ตั้งใจว่าจะไปขอร้องแทนองค์ชายห้า แต่กลับไปชนกับรถม้าของกู้ซื่อจื่อเข้าโดยบังเอิญ
ไม่เพียงเร่งไปไม่ทันเวลาปิดประตูวัง แต่ยังทิ้งจุดอ่อนให้สำนักตรวจการคว้าไว้ได้อีกต่างหาก กล่าวได้ว่าเป็การราดน้ำมันลงบนกองเพลิงโดยแท้
ยังผลให้ฮ่องเต้มีดำริทบทวนว่า หรือตนเองจะให้ท้ายญาติฝ่ายองค์หญิงใหญ่มากเกินไป จนเมินเฉยเ็าต่อพวกเขาอยู่พักใหญ่
องค์หญิงใหญ่กล่าวว่า “ต่อไปห้ามทำอะไรบุ่มบ่ามแบบนี้อีก องค์ชายห้าเจริญชันษาขึ้นทุกวัน พวกเรายิ่งต้องรอบคอบระมัดระวังกว่าเดิม”
จวินเจ๋อขมวดคิ้ว มารดาได้ััลาภยศจากการสนับสนุนฮ่องเต้ขึ้นประทับบนบัลลังก์ัแล้ว ครานี้คงตั้งใจจะสนับสนุนองค์ชายห้าเป็รัชทายาทด้วยอีกคน
ทำอย่างไรได้… ต่อให้องค์ชายห้าไม่ได้ความยิ่งกว่านี้ แต่ก็ยังมีสายเืของตระกูลจิ่งและตระกูลจวินไหลเวียนในกายอยู่ดี
แม้เขาจะไม่พอใจแค่ไหน ก็ต้องไปเก็บกวาดเื่เละเทะที่องค์ชายห้าก่อไว้
องค์หญิงใหญ่เห็นบุตรชายมีสีหน้าไม่พอใจ ก็นึกว่าเขาขุ่นเคืองเื่ที่ต้องไปขอโทษกู้อวี้
“ลูกแม่ แม่รู้ว่าเ้าไม่เต็มใจ แต่บุตรสาวคนโตของจวนเจิ้นกั๋วกงคือกุ้ยเฟยในวังหลวง ทั้งยังรับเลี้ยงองค์ชายหก ยามนี้องค์ชายเก้าที่ฮองเฮาองค์ปัจจุบันให้กำเนิดก็เติบใหญ่มากขึ้นทุกที แม้พวกเราจะไม่ถึงกับดึงตัวเขามาเป็พวก แต่ตอนนี้ยังไม่อาจตั้งตัวเป็ศัตรูกันได้ชั่วคราว เราต้องปล่อยให้ฮองเฮาได้ประโยชน์ไป”
จวินเจ๋อเข้าใจความหนักเบาของเื่นี้ดี พอคิดถึงการ ‘ขอโทษ’ ของตนเองเมื่อครู่ก่อน ยามอยู่ต่อหน้าองค์หญิงใหญ่ก็อดจะรู้สึกร้อนตัวขึ้นมาไม่ได้
เซียวเหยาอ๋อง้าเบี่ยงประเด็นสนทนา พลันเหลือบไปเห็นสองมือที่ประสานกันของมารดา ซึ่งโผล่ข้อมือข้างหนึ่งออกมาให้เห็น
เขาเผยสีหน้าประหลาดใจ เอ่ยกับนางเสียงเบา “กู้ซื่อจื่อคนนี้เป็บุรุษแท้ ๆ แต่ผิวพรรณกลับขาวผ่องกว่าท่านแม่เสียอีก”
แม้องค์หญิงใหญ่จะอยู่ในวัยสี่สิบต้น ๆ แต่ในวังมีเคล็ดลับดูแลผิวพรรณมากมายจึงได้รับการบำรุงดูแลอย่างดี ทำให้แลดูงดงามอ่อนเยาว์กว่าสตรีวัยยี่สิบหลายคนเสียอีก
นางหัวเราะ ใช้นิ้วจิ้มศีรษะเขาเบา ๆ “เ้านี่นะ รู้จักแต่พูดจาเหลวไหล เอาซื่อจื่อจวนผู้อื่นมาเทียบกับข้าได้อย่างไร”
จวินเจ๋อจุ๊ปาก พูดว่า “ถึงจะบอกว่าเป็ลูกหลานตระกูลใหญ่ก็เถอะ แต่เหมือนผู้หญิงเกินไปแล้ว”
องค์หญิงใหญ่กล่าวว่า “ว่ากันว่ากู้ซื่อจื่อเป็คุณชายที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางการเลี้ยงดูของสตรีในห้องหอ คำกล่าวนี้กลับไม่เท็จ”
ผู้ฟังนึกถึงท่าทางโมโหแทบตาย แต่กลับต้องอดทนอดกลั้นเอาไว้ของอีกฝ่ายก็หัวเราะออกมาเบา ๆ ตอบรับว่า “เป็เช่นนั้นจริง ๆ”
“เอาละ ไม่พูดเื่นี้แล้ว จดหมายสำนึกผิดขององค์ชายห้าส่งมาถึงแล้ว เ้าเอาไปส่งในวัง ฝ่าาก็น่าจะรับปากได้แล้ว” องค์หญิงกล่าว
ถึงอย่างไรองค์ชายห้าก็เป็องค์ชาย ไม่อาจอยู่บนเขาอวี้ตูซานได้ตลอดไป
การขอโทษของเซียวเหยาอ๋องนับว่าเป็การหยิบยื่นทางลงให้ฝ่าา
จวินเจ๋อกับองค์หญิงใหญ่ออกมาจากวังได้ก็ตรงไปรับองค์ชายห้าที่เขาอวี้ตูซานทันที
เมื่อไปถึงเชิงเขา จวินเจ๋อแหวกม่านรถม้ามองออกไป เมฆฝนกำลังตั้งเค้า ซึ่งห่างไกลออกไป องค์ชายห้าจิ่งช่างกำลังเดินลงมาตามขั้นบันไดหินของยอดเขา สีหน้ามืดครึ้มดุจเดียวกับสภาพอากาศ
สมกับที่เป็ญาติลูกพี่ลูกน้องกัน หากกล่าวถึงรูปลักษณ์ภายนอก องค์ชายห้ามีรูปโฉมคล้ายคลึงกับเซียวเหยาอ๋องถึงสามส่วน
ทว่าดวงตาดอกท้อของจวินเจ๋อฉายแววดื้อรั้นไม่อยู่ในกรอบเกณฑ์ ส่วนองค์ชายห้ากลับเหนือชั้นยิ่งกว่า เวลาไม่ยิ้มมักฉายแววบูดบึ้งอยู่ตลอดเวลา
จวินเจ๋อเห็นอีกฝ่ายก็รู้สึกคันไม้คันมือ อยากสั่งสอนอีกฝ่ายหนัก ๆ สักที
เขากับมารดาทุ่มเทวางแผนให้ องค์ชายห้ากลับประเสริฐนัก ความรู้ในตำรับตำราไม่รู้จักเรียน แต่กลับไปเรียนรู้การอาละวาดอย่างไร้สมอง ล้มโต๊ะพลิกคว่ำ สร้างปัญหาให้ต้องตามเช็ดตามล้าง
จวินเจ๋อขมวดคิ้วกล่าวว่า “นิสัยเสียแบบนี้ ต่อให้ยกบัลลังก์ให้เขา เขาจะรับไหวงั้นรึ?”
องค์หญิงใหญ่ที่อยู่ข้าง ๆ กล่าวเสียงห้วน “เจ๋อเอ๋อร์! อย่าพูดเหลวไหล!”
จวินเจ๋อกลับมายิ้มไม่อินังขังขอบเช่นยามปกติ “ท่านแม่ ที่นี่ไม่มีคนอื่น ท่านไม่จำเป็ต้องเคร่งเครียดปานนั้น”
…
เื่ยาพิษในวันนั้นยังคงไร้ข่าวคราวจากในวัง คาดว่าเื่ราวคงพัวพันซับซ้อน กุ้ยเฟยจึงไม่กล้าแหวกหญ้าให้งูตื่น
ขณะที่คนตระกูลกู้รอข่าวด้วยความกระวนกระวายใจ ขันทีผู้หนึ่งก็มารับคนถึงจวนพร้อมทหารอารักขาวังหลวงหลายนาย
พอขันทีที่นำมาหน้าขบวนเห็นกู้อวี้ก็ยิ้มแย้มกล่าวว่า “คารวะกู้ซื่อจื่อ กุ้ยเฟยคิดถึงซื่อจื่อแล้ว จึงขอพระราชทานอนุญาตจากฝ่าาให้ท่านเข้าวังไปเยี่ยม”
หญิงสาวในคราบชายลอบยินดี นางไม่ได้เจอพี่สาวมานานแล้ว
กู้อวี้ตกรางวัลให้ขันทีผู้นั้น แล้วตามทหารอารักขาวังหลวงไปเข้าวัง