“ทุกวันนี้ที่คุณแม่ยอมให้มันเรียนหนังสือก็เพื่อให้มันพึ่งตัวเองได้แล้วรีบออกไปจากบ้านหลังนี้ให้เร็วที่สุด เพราะสมบัติทุกชิ้นของคุณพ่อต้องเป็ของเพชรคนเดียวเท่านั้น”
ทำไมตอนนั้นเขาถึงไม่เข้าใจซาบซึ้งถึงธาตุแท้ของเพชรงามจากคำพูดเหล่านี้บ้างเลยนะ
ถึงบันไดหินอ่อนขนนาดใหญ่รูปครึ่งวงกลมสูงห้าขั้นที่หน้าบ้าน ชายหนุ่มก้าวขึ้นไปด้วยความรู้สึกสะใจ บัดนี้คฤหาสน์หลังนี้เป็กรรมสิทธิ์ของเขาแล้วหลังจากเ้าของเดิมล้มละลายและบอกขายทอดตลาดไปเมื่อสองปีก่อน ตอนนั้นเขายังอยู่ที่ต่างประเทศจึงได้ให้อดีตทนายประจำตระกูลผู้ยังภักดีติดต่อซื้อให้โดยที่ไม่มีใครรู้ แล้วให้ลุงชุมมาอยู่เฝ้าดูแลให้ตลอดเวลาที่เขายังไม่กลับมา
ธีรไนยผลักประตูบานใหญ่เข้าไป ภายในนั้นลักษณะหลักๆของบ้านยังเหมือนเดิมแต่เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์และรูปแบบการตกแต่งเสียใหม่เป็แบบที่เขาชอบ แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว ภาพความหลังครั้งอดีตก็ไม่วายตามมาหลอกหลอนเขาได้อยู่ดี
“พี่ธีขา ดูซิค่ะ คุณพ่อให้ของขวัญวันปีใหม่กับเพชรเป็สร้อยเพชรราคาตั้งสี่แสนแน่ะคะ”
เพชรงามนำสร้อยเพชรเส้นสวยมาอวดเขาในห้องรับแขกแห่งนี้เมื่อเขามาหาเธออย่างเช่นที่เคยมาหาอยู่ทุกวันไม่ได้ขาด
“ แล้ว น้ำพลอยละครับได้ของขวัญปีใหม่จากคุณพ่อเป็อะไรเอ่ย”
เขาหันถามเด็กหญิงที่ประคองแก้วน้ำมาเสริฟให้เพราะเห็นว่าเธอก็เป็ลูกสาวของนายพสิษฐ์เหมือนกันเพราะฉะนั้นเพชรงามได้อะไรเธอก็ควรได้อย่างนั้นด้วย
“อย่างนังพลอยจะต้องไปให้อะไรมันอีกค่ะ แค่ที่คุ้มกะลาหัวให้ข้าวกินสามมื้อให้เรียนหนังสือแค่นั้นก็ถือว่ามากเกินพอแล้ว อ๋อ แต่เดี๋ยวบ่ายๆฉันจะค้นเสื้อผ้าเก่าๆที่ฉันไม่เอาแล้วมาให้แกก็แล้วกัน เดี๋ยวจะหาว่าปีใหม่ทั้งทีไม่ได้อะไรกับเขาเลย”
เพชรงามทำเสียงใส่อารมณ์หงุดหงิดกับเขา ก่อนจะหันไปกล่าวกับน้องสาวต่างมารดาอย่างชิงชังระคนสมเพชแต่ไม่เวทนา
เขานึกเปรียบเทียบรูปร่างที่โตเป็สาวเต็มตัวของเพชรงามกับรูปร่างผอมแห้งเหมือนเด็กขาดสารอาหารของน้ำพลอยแล้วก็นึกไม่ออกว่าเธอจะเอาเสื้อผ้าเก่าที่เพชรงามให้ไปทำอะไรได้ แต่เขาก็ไมอยากพูดอะไรให้เพชรงามไม่พอใจอีก
“แต่พี่ก็มีของขวัญมาให้พลอยด้วยน่ะ”
เขาว่าแล้วก็ส่งกล่องของขวัญใบย่อมซึ่งเป็หนึ่งในสองกล่องที่เขาหอบมาให้แก่เด็กหญิง และมันก็ทำให้เพชรงามไม่พอใจขึ้นมาอีก
“พี่ธี ทำไมต้องไปให้อะไรมันด้วยค่ะ”
“ก็ปีใหม่ทั้งที ให้ของขวัญน้องบ้างจะเป็ไร”
เขาเสียงอ่อยเพราะกลัวคนรักจะโกรธ
“แล้วให้อะไรมันไปค่ะ”
เพชรงามกระชากเสียงถามอย่างไม่กลัวเสียมารยาท
“ก็แค่ตุ๊กตาตัวเล็กๆเท่านั้น นี่ไงตัวใหญ่กว่าสวยกว่าพี่เอาไว้ให้เพชร”
นั้นเองเพชรงามจึงคลายความขึ้งโกรธลง เธอไล่น้องสาวต่างมารดาไปให้พ้นหน้า เด็กหญิงสบตากับเขาอย่างขอบคุณก่อนอุ้มกล่องของขวัญที่เขาให้เลี่ยงออกไป โดยที่เขาก็ยังทันได้เห็นประกายความดีใจจากแววตาที่เคยแต่อมโศกอยู่เป็นิจนั้น ซึ่งเขายังจำติดตาได้มาจนถึงบัดนี้
“ นี่ไงชิ้นที่ดีที่สุดพี่เก็บไว้ให้เพชร”
เขาพูดเอาใจพร้อมทั้งส่งกล่องของขวัญไปให้ เพชรงามจึงหัวเราะออกมาได้
“ขอบคุณค่ะที่รู้ใจ ไม่ว่าของไม่ว่าคนสำหรับเพชรต้องดีที่สุดเท่านั้น เพราะถ้าไม่ดีพอเพชรก็ไม่รับนะ”
เธอกล่าวพร้อมกับยักไหล่ด้วยกิริยาเย่อหยิ่งและถือดี
ธีรไนยยิ้มเยาะหยันให้กับเ้าลาโง่ตัวนั้น เพราะหลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้กลายเป็สิ่งที่ไม่ดีพอสำหรับนางสาวเพชรงามทันที เมื่อพ่อกับแม่ของเขาได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิตลงทั้งสองคน เมื่อสิ้นพ่อกับแม่นายพสิษฐ์ก็บอกกับเขาว่าพ่อได้ขายหุ้นทั้งห้าสิบเปอร์เซ็นต์ในบริษัทที่ร่วมกันก่อตั้งขึ้นมาให้กับตนจนหมดแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน
เขามีเอกสารมาอ้าง แต่ธีรไนยมั่นใจว่าเป็ของปลอมเพราะพ่อเคยบอกไว้ว่าจะไม่มีวันขายหุ้นในบริษัทเด็ดขาดเพราะมันเป็สิ่งที่ท่านได้ก่อตั้งมันขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงแต่เขาซึ่งตอนนั้นยังเป็เพียงนักศึกษาที่ยังเรียนไม่จบดีจะมีปัญญาอะไรไปต่อกรกับนักธุรกิจใหญ่ที่เหลี่ยมจัดอย่างนายพสิษฐ์
และพร้อมกันนั้นเพชรงามก็ได้มาบอกเลิกเขาด้วยเหตุผลที่ว่า เขาไม่ใช่คนดีที่สุดในสายตาของเธออีกต่อไปแล้ว เขาเป็เพียงเด็กกำพร้าที่เหลือแต่ตัว บัดซบ...คนพวกนั้นบูชาทรัพย์สมบัตินอกกายเป็พระเ้ากระมัง...
เมื่อเกิดมรสุมอันเลวร้ายครั้งใหญ่ในชีวิตคราวนั้นเขาก็ได้บอกขายบ้านซึ่งเป็สมบัติชิ้นเดียวที่เหลืออยู่เพื่อจัดการงานศพของพ่อกับแม่ให้สมเกียรติ ก่อนนำส่วนที่เหลือพาตัวเองหนีมรสุมชีวิตที่ซัดเข้าใส่แบบไม่ยั้งไปจากเมืองไทยเมื่อสิบปีที่ผ่านมา
ถือว่าโชคของเขายังดีเมื่อไปพบกับชายชราวัยเจ็ดสิบหกปีชาวอเมริกันผู้มีน้ำใจรับเขาเข้าทำงาน ก่อนรับเป็ลูกบุญธรรมในเวลาต่อมาเพราะเขาไม่มีลูก เคยมีภรรยาก็เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อนหน้านั้นแล้ว
สตีฟนับได้ว่าเป็มหาเศรษฐีคนหนึ่งในแอลเอ เขามีกิจการมูลค่าสูงลิบอยู่ในมือหลายอย่าง ต่อมาเมื่อเขาเสียชีวิตลงด้วยโรคชราในวัยแปดสิบเศษ ก่อนตายเขาได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สมบัติทุกอย่างให้เป็ของเขาในฐานะที่เป็ลูกบุญธรรม
เมื่อต้องกลับกลายมาเป็คนที่ไม่มีใครในชีวิตอีกครั้งชายหนุ่มก็เริ่มคิดถึงแผ่นดินเกิดที่จากมานาน พร้อมๆกันนั้นก็ได้ข่าวเข้าหูว่าครอบครัวของนายพสิษฐ์กำลังจะล้มละลายจนถึงกับบอกขายทรัพย์สมบัติทุกอย่างที่มีอยู่รวมทั้งบริษัทที่พ่อของเขามีส่วนก่อตั้งขึ้นมานั้นด้วย
ชายหนุ่มที่ตอนนี้มีศักยภาพทางการเงินอย่างล้นเหลือจึงรีบแต่งตั้งตัวแทนมาซื้อไว้ทันทีด้วยความคิดที่ว่าจะไม่ยอมให้สมบัติของพ่อต้องตกไปเป็ของคนอื่นอีกแล้ว โดยที่ปิดบังตัวตนที่แท้จริงของตนไว้ไม่ให้ใครรู้
เมื่อซื้อแล้วธีรไนยก็ยังให้ครอบครัวของนายพสิษฐ์ทำงานอยู่ในตำแหน่งเดิมแต่กินเงินเดือนอย่างเช่นพนักงานทั่วไป ซึ่งพวกเขาต้องตกลงเพราะไม่มีทางจะไปแล้ว จากนั้นชายหนุ่มก็ได้จัดการขายกิจการทั้งหมดของสตีฟแล้วแบ่งเงินที่ได้ออกเป็สองส่วนส่วนมากยกให้กับการกุศลในถิ่นเกิดของพ่อบุญธรรมเพื่อเป็การอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับเขา ส่วนน้อยเขานำมาเป็ของตนก่อนบินกลับมาเมืองไทย และหลังจากแวะไปกราบหลุมศพพ่อกับแม่ที่วัดแล้วเขาก็ตรงมาที่บ้านหลังนี้
“คุณธีจะทานอะไรไหมครับ ผมจะได้ไปหาให้”
ลุงชุมผู้ซื่อสัตย์ที่เดินตามมาอยู่ห่างๆเอ่ยถามอย่างห่วงใยนายน้อยผู้ห่างหายจากสายตาไปเป็สิบปี
“อย่าพึ่งเลยลุง ผมยังไม่รู้สึกหิว ว่าแต่ลุงเถอะดูแลบ้านหลังใหญ่อย่างนี้คนเดียวตั้งนาน เหนื่อยไหม”
“ไม่เหนื่อยหรอกครับ ความจริงผมแทบไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากเฝ้าบ้านเฉยๆที่เหลือพวกคนงานรับจ้างทำความสะอาดที่คุณศุภชัยพามาทุกอาทิตย์จัดการกันหมดเลยครับ”
ศุภชัยที่ลุงชุมพูดถึงก็คือมือขวาของชายหนุ่มที่คอยจัดการทุกอย่างแทนตามคำสั่งของเขาในระหว่างที่เขาไม่อยู่นั้นเอง
“ก็ดีแล้วละครับ ผมเองก็ไม่อยากให้ลุงต้องเหนื่อยมาก อยากให้ลุงอยู่สบายๆไปกับผมนานๆเพราะตอนนี้ผมเหมือนจะเหลือลุงแค่คนเดียวเท่านั้น”
ลุงชุมมองนายน้อยของตนด้วยแววตาของความรักและเห็นใจ แบบนี้ละมั้ง ที่เขาว่ากันว่า ยิ่งสูงยิ่งหนาว เหมือนคุณธี ที่ยิ่งยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งไม่เหลือใคร