พิษเพลิงริษยา

    ตอนที่ 2

            “ทุกวันนี้ที่คุณแม่ยอมให้มันเรียนหนังสือก็เพื่อให้มันพึ่งตัวเองได้แล้วรีบออกไปจากบ้านหลังนี้ให้เร็วที่สุด เพราะสมบัติทุกชิ้นของคุณพ่อต้องเป็๲ของเพชรคนเดียวเท่านั้น”

              ทำไมตอนนั้นเขาถึงไม่เข้าใจซาบซึ้งถึงธาตุแท้ของเพชรงามจากคำพูดเหล่านี้บ้างเลยนะ

              ถึงบันไดหินอ่อนขนนาดใหญ่รูปครึ่งวงกลมสูงห้าขั้นที่หน้าบ้าน  ชายหนุ่มก้าวขึ้นไปด้วยความรู้สึกสะใจ บัดนี้คฤหาสน์หลังนี้เป็๲กรรมสิทธิ์ของเขาแล้วหลังจากเ๽้าของเดิมล้มละลายและบอกขายทอดตลาดไปเมื่อสองปีก่อน ตอนนั้นเขายังอยู่ที่ต่างประเทศจึงได้ให้อดีตทนายประจำตระกูลผู้ยังภักดีติดต่อซื้อให้โดยที่ไม่มีใครรู้ แล้วให้ลุงชุมมาอยู่เฝ้าดูแลให้ตลอดเวลาที่เขายังไม่กลับมา

           ธีรไนยผลักประตูบานใหญ่เข้าไป ภายในนั้นลักษณะหลักๆของบ้านยังเหมือนเดิมแต่เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์และรูปแบบการตกแต่งเสียใหม่เป็๞แบบที่เขาชอบ  แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว  ภาพความหลังครั้งอดีตก็ไม่วายตามมาหลอกหลอนเขาได้อยู่ดี

              “พี่ธีขา  ดูซิค่ะ คุณพ่อให้ของขวัญวันปีใหม่กับเพชรเป็๲สร้อยเพชรราคาตั้งสี่แสนแน่ะคะ”

              เพชรงามนำสร้อยเพชรเส้นสวยมาอวดเขาในห้องรับแขกแห่งนี้เมื่อเขามาหาเธออย่างเช่นที่เคยมาหาอยู่ทุกวันไม่ได้ขาด

              “ แล้ว น้ำพลอยละครับได้ของขวัญปีใหม่จากคุณพ่อเป็๲อะไรเอ่ย”

              เขาหันถามเด็กหญิงที่ประคองแก้วน้ำมาเสริฟให้เพราะเห็นว่าเธอก็เป็๞ลูกสาวของนายพสิษฐ์เหมือนกันเพราะฉะนั้นเพชรงามได้อะไรเธอก็ควรได้อย่างนั้นด้วย

              “อย่างนังพลอยจะต้องไปให้อะไรมันอีกค่ะ แค่ที่คุ้มกะลาหัวให้ข้าวกินสามมื้อให้เรียนหนังสือแค่นั้นก็ถือว่ามากเกินพอแล้ว  อ๋อ แต่เดี๋ยวบ่ายๆฉันจะค้นเสื้อผ้าเก่าๆที่ฉันไม่เอาแล้วมาให้แกก็แล้วกัน  เดี๋ยวจะหาว่าปีใหม่ทั้งทีไม่ได้อะไรกับเขาเลย”

              เพชรงามทำเสียงใส่อารมณ์หงุดหงิดกับเขา  ก่อนจะหันไปกล่าวกับน้องสาวต่างมารดาอย่างชิงชังระคนสมเพชแต่ไม่เวทนา

              เขานึกเปรียบเทียบรูปร่างที่โตเป็๲สาวเต็มตัวของเพชรงามกับรูปร่างผอมแห้งเหมือนเด็กขาดสารอาหารของน้ำพลอยแล้วก็นึกไม่ออกว่าเธอจะเอาเสื้อผ้าเก่าที่เพชรงามให้ไปทำอะไรได้  แต่เขาก็ไมอยากพูดอะไรให้เพชรงามไม่พอใจอีก

              “แต่พี่ก็มีของขวัญมาให้พลอยด้วยน่ะ”

              เขาว่าแล้วก็ส่งกล่องของขวัญใบย่อมซึ่งเป็๲หนึ่งในสองกล่องที่เขาหอบมาให้แก่เด็กหญิง  และมันก็ทำให้เพชรงามไม่พอใจขึ้นมาอีก

              “พี่ธี  ทำไมต้องไปให้อะไรมันด้วยค่ะ”

              “ก็ปีใหม่ทั้งที ให้ของขวัญน้องบ้างจะเป็๲ไร”

              เขาเสียงอ่อยเพราะกลัวคนรักจะโกรธ

              “แล้วให้อะไรมันไปค่ะ”

              เพชรงามกระชากเสียงถามอย่างไม่กลัวเสียมารยาท

              “ก็แค่ตุ๊กตาตัวเล็กๆเท่านั้น นี่ไงตัวใหญ่กว่าสวยกว่าพี่เอาไว้ให้เพชร”

              นั้นเองเพชรงามจึงคลายความขึ้งโกรธลง  เธอไล่น้องสาวต่างมารดาไปให้พ้นหน้า เด็กหญิงสบตากับเขาอย่างขอบคุณก่อนอุ้มกล่องของขวัญที่เขาให้เลี่ยงออกไป โดยที่เขาก็ยังทันได้เห็นประกายความดีใจจากแววตาที่เคยแต่อมโศกอยู่เป็๞นิจนั้น  ซึ่งเขายังจำติดตาได้มาจนถึงบัดนี้

              “ นี่ไงชิ้นที่ดีที่สุดพี่เก็บไว้ให้เพชร”

              เขาพูดเอาใจพร้อมทั้งส่งกล่องของขวัญไปให้  เพชรงามจึงหัวเราะออกมาได้

              “ขอบคุณค่ะที่รู้ใจ ไม่ว่าของไม่ว่าคนสำหรับเพชรต้องดีที่สุดเท่านั้น  เพราะถ้าไม่ดีพอเพชรก็ไม่รับนะ”

           เธอกล่าวพร้อมกับยักไหล่ด้วยกิริยาเย่อหยิ่งและถือดี

              ธีรไนยยิ้มเยาะหยันให้กับเ๽้าลาโง่ตัวนั้น เพราะหลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้กลายเป็๲สิ่งที่ไม่ดีพอสำหรับนางสาวเพชรงามทันที  เมื่อพ่อกับแม่ของเขาได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิตลงทั้งสองคน  เมื่อสิ้นพ่อกับแม่นายพสิษฐ์ก็บอกกับเขาว่าพ่อได้ขายหุ้นทั้งห้าสิบเปอร์เซ็นต์ในบริษัทที่ร่วมกันก่อตั้งขึ้นมาให้กับตนจนหมดแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน 

            เขามีเอกสารมาอ้าง  แต่ธีรไนยมั่นใจว่าเป็๞ของปลอมเพราะพ่อเคยบอกไว้ว่าจะไม่มีวันขายหุ้นในบริษัทเด็ดขาดเพราะมันเป็๞สิ่งที่ท่านได้ก่อตั้งมันขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงแต่เขาซึ่งตอนนั้นยังเป็๞เพียงนักศึกษาที่ยังเรียนไม่จบดีจะมีปัญญาอะไรไปต่อกรกับนักธุรกิจใหญ่ที่เหลี่ยมจัดอย่างนายพสิษฐ์ 

            และพร้อมกันนั้นเพชรงามก็ได้มาบอกเลิกเขาด้วยเหตุผลที่ว่า  เขาไม่ใช่คนดีที่สุดในสายตาของเธออีกต่อไปแล้ว  เขาเป็๲เพียงเด็กกำพร้าที่เหลือแต่ตัว  บัดซบ...คนพวกนั้นบูชาทรัพย์สมบัตินอกกายเป็๲พระเ๽้ากระมัง...

           เมื่อเกิดมรสุมอันเลวร้ายครั้งใหญ่ในชีวิตคราวนั้นเขาก็ได้บอกขายบ้านซึ่งเป็๞สมบัติชิ้นเดียวที่เหลืออยู่เพื่อจัดการงานศพของพ่อกับแม่ให้สมเกียรติ ก่อนนำส่วนที่เหลือพาตัวเองหนีมรสุมชีวิตที่ซัดเข้าใส่แบบไม่ยั้งไปจากเมืองไทยเมื่อสิบปีที่ผ่านมา

              ถือว่าโชคของเขายังดีเมื่อไปพบกับชายชราวัยเจ็ดสิบหกปีชาวอเมริกันผู้มีน้ำใจรับเขาเข้าทำงาน ก่อนรับเป็๲ลูกบุญธรรมในเวลาต่อมาเพราะเขาไม่มีลูก  เคยมีภรรยาก็เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อนหน้านั้นแล้ว 

            สตีฟนับได้ว่าเป็๞มหาเศรษฐีคนหนึ่งในแอลเอ เขามีกิจการมูลค่าสูงลิบอยู่ในมือหลายอย่าง ต่อมาเมื่อเขาเสียชีวิตลงด้วยโรคชราในวัยแปดสิบเศษ  ก่อนตายเขาได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สมบัติทุกอย่างให้เป็๞ของเขาในฐานะที่เป็๞ลูกบุญธรรม

               เมื่อต้องกลับกลายมาเป็๲คนที่ไม่มีใครในชีวิตอีกครั้งชายหนุ่มก็เริ่มคิดถึงแผ่นดินเกิดที่จากมานาน  พร้อมๆกันนั้นก็ได้ข่าวเข้าหูว่าครอบครัวของนายพสิษฐ์กำลังจะล้มละลายจนถึงกับบอกขายทรัพย์สมบัติทุกอย่างที่มีอยู่รวมทั้งบริษัทที่พ่อของเขามีส่วนก่อตั้งขึ้นมานั้นด้วย 

            ชายหนุ่มที่ตอนนี้มีศักยภาพทางการเงินอย่างล้นเหลือจึงรีบแต่งตั้งตัวแทนมาซื้อไว้ทันทีด้วยความคิดที่ว่าจะไม่ยอมให้สมบัติของพ่อต้องตกไปเป็๞ของคนอื่นอีกแล้ว โดยที่ปิดบังตัวตนที่แท้จริงของตนไว้ไม่ให้ใครรู้

              เมื่อซื้อแล้วธีรไนยก็ยังให้ครอบครัวของนายพสิษฐ์ทำงานอยู่ในตำแหน่งเดิมแต่กินเงินเดือนอย่างเช่นพนักงานทั่วไป  ซึ่งพวกเขาต้องตกลงเพราะไม่มีทางจะไปแล้ว จากนั้นชายหนุ่มก็ได้จัดการขายกิจการทั้งหมดของสตีฟแล้วแบ่งเงินที่ได้ออกเป็๲สองส่วนส่วนมากยกให้กับการกุศลในถิ่นเกิดของพ่อบุญธรรมเพื่อเป็๲การอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับเขา  ส่วนน้อยเขานำมาเป็๲ของตนก่อนบินกลับมาเมืองไทย  และหลังจากแวะไปกราบหลุมศพพ่อกับแม่ที่วัดแล้วเขาก็ตรงมาที่บ้านหลังนี้

              “คุณธีจะทานอะไรไหมครับ  ผมจะได้ไปหาให้”

              ลุงชุมผู้ซื่อสัตย์ที่เดินตามมาอยู่ห่างๆเอ่ยถามอย่างห่วงใยนายน้อยผู้ห่างหายจากสายตาไปเป็๲สิบปี

              “อย่าพึ่งเลยลุง  ผมยังไม่รู้สึกหิว ว่าแต่ลุงเถอะดูแลบ้านหลังใหญ่อย่างนี้คนเดียวตั้งนาน  เหนื่อยไหม”

           “ไม่เหนื่อยหรอกครับ ความจริงผมแทบไม่ได้ทำอะไรเลย  นอกจากเฝ้าบ้านเฉยๆที่เหลือพวกคนงานรับจ้างทำความสะอาดที่คุณศุภชัยพามาทุกอาทิตย์จัดการกันหมดเลยครับ”

           ศุภชัยที่ลุงชุมพูดถึงก็คือมือขวาของชายหนุ่มที่คอยจัดการทุกอย่างแทนตามคำสั่งของเขาในระหว่างที่เขาไม่อยู่นั้นเอง

              “ก็ดีแล้วละครับ ผมเองก็ไม่อยากให้ลุงต้องเหนื่อยมาก อยากให้ลุงอยู่สบายๆไปกับผมนานๆเพราะตอนนี้ผมเหมือนจะเหลือลุงแค่คนเดียวเท่านั้น”

              ลุงชุมมองนายน้อยของตนด้วยแววตาของความรักและเห็นใจ แบบนี้ละมั้ง  ที่เขาว่ากันว่า  ยิ่งสูงยิ่งหนาว เหมือนคุณธี  ที่ยิ่งยิ่งใหญ่  ก็ยิ่งไม่เหลือใคร