ราตรีนี้หนานจี๋หานยากจะข่มตาหลับลงได้ เรื่องที่จู่ๆหนานสวินก็เข้ามาต่อยเขา เขาคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกตนเองไม่เคยล่วงเกินหนานสวินมาก่อน เหตุใดอยู่ดีๆ เขาต้องมาต่อยตนเองด้วย
เรื่องเหล่านี้น่าอายเกินกว่าที่จะบอกให้ผู้อื่นรู้เขาแค่คิดอยู่ในใจคนเดียวก็พอแล้ว เปลวเทียนส่องประกายในความมืดเขาจ้องมองออกไปด้านนอกอยู่เนิ่นนานถึงพอจะรู้สึกง่วงขึ้นมาบ้าง
กะพริบตาอีกทีก็เป็นเช้าวันใหม่ตะวันทอแสงผ่านกรอบหน้าต่างกระดาษเข้ามาในห้อง เบ้าตาของเขายังรู้สึกปวดแปลบๆ
"องค์ชาย คุณชายเฟิงขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ"องครักษ์เงาที่หนานจี๋หานพามาด้วยมาเคาะประตูเรียกด้วยความนบนอบ
หนานจี๋หานรู้สึกยินดีอย่างเห็นได้ชัด รีบตะกายลุกขึ้นมาจากเตียงพูดกับคนที่อยู่นอกประตูว่า "ยังไม่รีบเชิญคุณชายเข้ามาอีก"หลังจากออกคำสั่งเสร็จก็ลงจากเตียง สวมชุดคลุมตัวนอกหลังจากที่เขาล้างหน้าล้างตาเสร็จ จวินหวงก็เดินช้าๆ ผลักประตูเข้ามา
จวินหวงยังคงเป็นเหมือนเดิมเช่นทุกครั้งพบหน้ากันก็ต้องประสานมือคารวะก่อน วันนี้ก็ไม่ยกเว้นเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นหนานจี๋หานขอบตาแดงบวมเป่งดูน่าขันมากนางปิดปากกลั้นหัวเราะ แววตามีรอยยิ้มอย่างอดไม่ได้"องค์ชายเป็นอะไรไปหรือ"
หนานจี๋หานเดิมทีก็กลัดกลุ้มอยู่แล้วเห็นจวินหวงหัวเราะอย่างเห็นเป็นเรื่องสนุกเช่นนี้ ก็เกือบจะหลุดปากไปว่า ‘ก็เป็นฝีมือเจ้าบ้าหนานสวินนั่นน่ะสิ’ แต่สุดท้ายก็หยุดอยู่แค่ริมฝีปากและถูกเขากลืนกลับเข้าไปริมฝีปากของเขาเปลี่ยนคำพูดกลับมาเป็น "ไม่ได้เป็นอะไรมากเมื่อคืนตอนที่กลับมาไม่ทันระวัง เลยหกล้มไปเท่านั้น"
จวินหวงกระดกคิ้วขึ้น เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อเหตุผลข้างๆ คูๆ ของหนานจี๋หานแต่นางก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรมาก เพียงแค่มองพิจารณาหนานจี๋หานเงียบๆก็พบว่านอกจากที่เบ้าตาของเขาแล้ว ก็ไม่พบอาการบาดเจ็บที่อื่น
"คุณชายอย่ามัวแต่ยืนอยู่เลย มานั่งดื่มชาก่อนเถอะ"หนานจี๋หานรู้สึกเหมือนเพิ่งตื่นขึ้นจากความฝัน เริ่มออกปากต้อนรับจวินหวงเขานั่งลงที่โต๊ะไม้จันทน์ก่อนแล้วยกกาน้ำชาที่เสี่ยวเอ้อชงมาให้แต่เช้าตรู่ขึ้นมา แล้วเทให้จวินหวงด้วยตนเองและตบๆ ม้านั่งที่อยู่ด้านข้าง
จวินหวงก็ไม่มีทีท่าจะเกรงใจหนานจี๋หาน เดินตรงเข้าไปนั่งลงยกชาหลงจิ่งบนโต๊ะขึ้นมาสูดกลิ่น รสชาติขมเฝื่อนแต่เจือด้วยความหอมหวานน่าจะเป็นชาดีที่มีไม่มาก นางไม่มีความลังเลสักนิดที่จะจิบเข้าไปคำหนึ่งเพลิดเพลินกับรสชาติหอมหวานที่กรุ่นอยู่ในปาก
สายตาของหนานจี๋หานจับจ้องอยู่ที่จวินหวงเขารู้สึกว่าทุกอากัปกิริยาท่าทางที่เคลื่อนไหวของจวินหวงล้วนมีเสน่ห์ทุกการแสดงออกทางสีหน้าไม่ว่าจะทุกข์สุขชอบชังล้วนมีชีวิตชีวา หากจวินหวงเป็นสุราคงจะเป็นสุราที่มีคนมากมายนับไม่ถ้วนยินดีจะดื่มจนเมามาย แต่นางไม่ใช่นางเป็นเพียงบุรุษผู้มากด้วยสติปัญญาและกลยุทธ์ต่างๆ มากมายนางมิได้ดูองอาจห้าวหาญ สิ่งที่นางมีเพียงหนึ่งเดียวคือ ความรู้ความสามารถที่อยู่ในสองมือ
จวินหวงเหลือบมองกลับมาเห็นหนานจี๋หานกำลังมองตนเองอยู่ก็ขมวดคิ้วมุ่นทันทีนางรู้สึกว่าสายตาของหนานจี๋หานไม่ใช่ความรักฉันมิตรแต่มีความคะนึงหาอาลัยอาวรณ์ในแววตา นางเห็นแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย
"หากองค์ชายเป็นแบบนี้อยู่ เห็นทีผู้น้อยคงต้องขอลา"จวินหวงบีบถ้วยชาในมือเล่นดูราวกับไม่ได้ใส่ใจแต่ความจริงในคำพูดมีนัยเตือนสติอยู่
หนานจี๋หานจึงต้องถอนสายตากลับมา หายใจลึกๆก่อนจะหัวเราะไปตามเรื่องแล้วกล่าวว่า "ตอนนี้พวกเราเป็นพันธมิตรกันแล้วขอคุณชายโปรดเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่มีใจกว้างขวางอย่าได้ถือสากับความอยากเปิดหูเปิดตาของเปิ่นหวาง"
จวินหวงเพียงแค่ยิ้มแล้วนิ่งเงียบไม่ว่าหนานจี๋หานจะกล่าวอ้างอะไรก็เพียงเท่านั้น สำหรับนางแล้วคำพูดของเขาไม่ได้มีความสำคัญอะไร
ในขณะที่จวินหวงกำลังจะบอกจุดมุ่งหมายที่นางมาในวันนี้หนานจี๋หานกลับเอ่ยวาจาหน้าตายออกมาอีก
"คุณชายไม่คิดกลับไปหนานมู่กับเปิ่นหวางจริงๆ หรือ? แม้ว่าหนานมู่จะเทียบเป่ยฉีไม่ได้แต่เหลี่ยมเล่ห์แผนการน้อยกว่าเป่ยฉีเยอะมาก จะต้องดีกว่าเป่ยฉีของพวกเขามากแน่นอนเหตุใดคุณชายจึงยังยืนกรานที่จะอยู่ในมุมแคบๆ มุมหนึ่งของสถานที่แห่งนี้? หรือว่าหนานมู่ของข้ายังยิ่งใหญ่เทียบกับจวนเฉินอ๋องไม่ได้?"
จวินหวงดวงตาแข็งกร้าวขึ้นมาทันที นางลุกขึ้นยืนอย่างฉับพลันวางถ้วยชาในมือกระแทกกับพื้นโต๊ะอย่างแรงน้ำชาในถ้วยกระฉอกออกมาเปียกผ้าต่วนปักลายที่คลุมอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์ไม้จันทน์ที่เปียกน้ำส่งกลิ่นหอมแตะจมูก เมื่อสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆทั้งร่างกายและจิตใจรู้สึกผ่อนคลายมีความสุข
นางแสยะยิ้มเย็นเยียบ "ในเมื่อองค์ชายไม่ใส่ใจกับคำพูดของข้าข้าคิดว่าพวกเราก็ไม่มีอะไรต้องคุยกันอีกแล้ว"พูดจบก็จะเดินออกไปข้างนอกทันที
ท่าทีของจวินหวงทำให้หนานจี๋หานมึนงงถึงที่สุด นิ่งอึ้งอยู่นานกว่าเขาจะรู้ตัวจวินหวงก็เดินไปถึงประตูแล้วเขารีบลุกขึ้นวิ่งเข้าไปขวางจวินหวงไว้ สีหน้าร้อนใจอย่างเห็นได้ชัด
"คุณชายอย่าเพิ่งโมโห เป็นเปิ่นหวางที่ขาดความยั้งคิดไปเองต่อไปจะไม่พูดเรื่องนี้อีกแน่นอน"หนานจี๋หานดึงชายเสื้อของจวินหวงไว้ไม่ให้นางไป
จวินหวงหายใจลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์แววตาใสกระจ่างมองหนานจี๋หานราวกับจะมองให้ถึงที่สุดถึงจะยอมเลิกราผ่านไปครู่หนึ่งนางถึงเอ่ยปากเรียบๆ"วันนี้ที่มารบกวนเพราะข้านัดกับองค์ชายสี่ไว้ หากองค์ชายมีเวลาพวกเราก็ควรจะไปเจอกันสักครั้ง"
หนานจี๋หานพยักหน้า "ได้ คุณชายกล่าวมีเหตุผลพวกเราพบกันเร็วหน่อยก็ดี"
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ องค์ชายก็ตามผู้น้อยไปเถิด"พูดจบก็เดินออกไปจากห้องก่อน หนานจี๋หานรีบตามไปทันที ราวกับกลัวว่าหากตนเองช้าไปสักนิดจะทำให้จวินหวงไม่พอใจ
ความจริงแล้วหนานจี๋หานยังไม่เคยพบกับฉีอวิ๋นงานเลี้ยงในวังครั้งที่แล้วฉีอวิ๋นแจ้งว่าป่วยจึงไม่มาร่วมงานดังนั้นในใจของหนานจี๋หานฉีอวิ๋นเป็นเพียงองค์ชายอ่อนแอขี้โรคพึ่งพาไม่ได้คนหนึ่งเท่านั้นเขาอยากจะเห็นจริงๆ ว่าองค์ชายแบบไหนที่สามารถทำให้จวินหวงยินยอมพร้อมใจจะรั้งอยู่ในสถานที่แห่งนี้
เมื่อมาถึงหอสุราที่มาอยู่เป็นประจำจวินหวงก็ก้มศีรษะลงพูดกับเสี่ยวเอ้อสองสามประโยคเสี่ยวเอ้อรับคำแล้วก็สะบัดผ้าสีขาวที่พาดอยู่บนไหล่พริบตาเดียวเขาก็ออกไปแบบไม่ทิ้งร่องรอย
พวกเขาขึ้นไปห้องเล็กที่ชั้นสอง ไม่นานเสี่ยวเอ้อก็มาเคาะประตูด้านหลังของเขามีคุณชายผู้สง่างามสวมอาภรณ์แพรต่วนสีม่วงด้านหน้าของพัดที่ถืออยู่ในมือมูลค่ามิอาจประเมินได้น่าจะเป็นลายมือของบรรพจารย์ที่เขียนทิ้งเอาไว้ก่อนจะล่วงลับผู้ที่ถือพัดแบบนี้จะต้องเป็นผู้ที่เห็นคุณค่าเหนือกว่าความงดงามที่อยู่ในมือ
ไม่ว่าอย่างไรหนานจี๋หานก็คิดไม่ถึงว่าชายหนุ่มที่ตนเองได้ยินใครๆพูดกันว่าร่างกายอ่อนแอ โดนแม้กระทั่งลมยังไม่ได้ จะมีรูปลักษณ์แบบนี้จึงมองตาค้างไปชั่วขณะ
ในขณะที่หนานจี๋หานยังอึ้งงันไม่ได้สติ จวินหวงก็ยืนขึ้นเดินเข้าไปต้อนรับยิ้มทักทายปราศรัยกัน
ตอนที่หนานจี๋หานรู้สึกตัวได้สติกลับมา ฉีอวิ๋นก็เดินมาอยู่ตรงหน้าเขาแล้วพร้อมรอยยิ้มที่อ่อนโยนดั่งสายลมฤดูวสันต์ เป็นสุภาพชนผู้อ่อนน้อมสะดุดตาผู้คนดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มระยิบระยับฉ่ำพราวราวกับมีน้ำกลิ้งงดงามดุจดั่งดอกเถาฮวา[1]
"ผู้น้อยฉีอวิ๋นได้ยินคำกล่าวขวัญถึงองค์ชายมานานแล้ววันนี้เมื่อได้พบหน้าถึงรู้ว่าองค์ชายมีบุคลิกโดดเด่นอย่างแท้จริงมิได้มีลักษณะหยาบกร้านดิบเถื่อนเช่นชาวหนานมู่คนอื่นๆ เลย"ฉีอวิ๋นคารวะอย่างมีมารยาทและเอ่ยปากเบาๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยการสรรเสริญเยินยอทำให้คนฟังเข้าไปไม่ถึงความหมายที่แฝงอยู่ในถ้อยคำเหล่านั้น
จวินหวงนั่งอยู่ด้านข้างเลิกคิ้วมองคนทั้งสองเพิ่งพบหน้ากันก็มีกลิ่นดินปืนตะหงิดๆ แล้วนางเอามือเท้าศีรษะไว้เตรียมรอชมว่าหนานจี๋หานจะจัดการโต้กลับไปอย่างไร
เดิมทีหนานจี๋หานก็ไม่ค่อยพอใจฉีอวิ๋นเพราะเรื่องจวินหวงอยู่แล้วมาตอนนี้ยังมาได้ยินคำพูดที่ซ่อนความหมายให้ตีความเอาเองในน้ำคำของฉีอวิ๋นอีกย่อมไม่รู้สึกยินดีแน่นอน แค่นเสียงเย็นชาพ่นออกมาทางจมูกบอกให้เสี่ยวเอ้อวางสุราลงแล้วออกไป จากนั้นถึงค่อยลุกขึ้นยืนประสานมือคำนับและกล่าวอย่างไม่ช้าไม่เร่ง
"ผู้น้อยก็ได้ยินกิตติศัพท์ขององค์ชายมานานเช่นกันเดิมทีนึกว่าจะเป็นเพียงองค์ชายว่างงาน ปราศจากภูมิปัญญาอันยิ่งใหญ่ใฝ่ใจเพียงขุนเขากับสายน้ำ แต่ไม่ทราบว่าองค์ชายใช้ปรีชาญาณข้อใดถึงรู้สึกว่าตนเองสามารถเทียบเทียมกับฉีเฉินได้? หรือองค์ชายเพียงคิดตื้นๆว่า ค่แก้แค้นพวกเขาสองแม่ลูกที่ทำร้ายพระมารดาของท่านจนถึงแก่ความตายได้แล้วท่านก็หมดเสี้ยนหนามแล้วเช่นนั้นหรือ?"
ฉีอวิ๋นดวงตาเย็นเยียบขึ้นมาทันที แม้แต่จวินหวงก็อดหน้าตึงคิ้วย่นไม่ได้ไม่คิดว่าหนานจี๋หานจะพุ่งมาประเด็นนี้โดยตรง คำพูดก็ไม่ขัดเกลาวาทศิลป์สักนิดปากคอเราะร้ายทีเดียว
บรรยากาศรอบข้างมีกลิ่นดินปืนอันน่าอึดอัดขยายตัวแผ่ซ่านรอการประทุขึ้นมาอย่างฉับพลันจวินหวงสังเกตเห็นฉีอวิ๋นออกแรงบีบพัดที่อยู่ในมือหนักขึ้นจนข้อนิ้วปรากฏให้เห็นเส้นเลือดเขียวปูดโปนออกมา นางรู้สึกกังวลจริงๆ กลัวว่าทั้งสองคนจะใช้กำลังกันขณะที่นางคิดจะยืนขึ้นเพื่อยุติบรรยากาศอันน่าอึดอัดนี้ลงก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ขึ้นมาเสียงหนึ่งของฉีอวิ๋นความกังวลที่แขวนอยู่ในใจค่อยๆ กลับลงมา รู้สึกโล่งใจได้ในที่สุด
'ดีที่เขายังสามารถหัวเราะออกมาได้ อย่างนี้คงไม่มีปัญหาใหญ่อะไรแล้ว' นางกล่าวในใจ
ฉีอวิ๋นหรี่ตาลงมองหนานจี๋หานดูคล้ายว่ายิ้มแต่ไม่ใช่นิ่งเฉยไม่กล่าววาจาใดๆ สักประโยค ตรงไปนั่งลงที่ด้านหนึ่งยกสุราที่จวินหวงเทไว้ให้ขึ้นมาดื่ม หนานจี๋หานอึ้งไปเล็กน้อยไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดฉีอวิ๋นจู่ๆ ก็เงียบไปไม่กล่าวอะไรแล้ว เขาขมวดคิ้วยุ่งในที่สุดก็นั่งลง ดวงตาทั้งคู่จ้องอยู่ที่ร่างฉีอวิ๋นราวกับจะมองให้ขาดว่าเขามีดีตรงไหนให้จวินหวงอาลัยอาวรณ์
เขาจ้องมองอยู่เป็นเวลานานจากสายตาที่พยายามสืบค้นความจริงได้เปลี่ยนแววไปแล้ว จู่ๆฉีอวิ๋นก็เงยหน้าขึ้นมองตาหนานจี๋หานตรงๆ หนานจี๋หานตกใจจนแทบกระโดดหนีแววตาของฉีอวิ๋นเย็นเยียบน่ากลัวเหลือเกิน เขาอดรู้สึกหนังศีรษะชาขึ้นไม่ได้
"องค์ชายอยากได้ยินผู้น้อยตอบว่าอย่างไรหรือ? เฮอะ! คุณชายเฟิงอุตส่าห์ลดตัวลงมาเป็นผู้แนะนำ ข้าว่าก็ดูธรรมดาพื้นๆเท่านั้นเอง" ฉีอวิ๋นวางจอกสุราในมือลง รอยยิ้มเยาะหยันอย่างที่สุด
หนานจี๋หานได้ยินเช่นนั้นก็ตบโต๊ะลุกขึ้นมา ชี้หน้าฉีอวิ๋นแล้วกล่าวว่า"เหตุใดหวางเหย่จึงต้องพูดจาให้ร้ายผู้อื่นเช่นนี้ด้วย? ข้าก็เพียงแค่พูดเรื่องจริงหวางเหย่ยังไม่ทันแก้ต่างก็กล่าวหาข้าเช่นนี้แล้วหรือ?"
ในช่วงเวลานั้นสถานการณ์เข้าขั้นคับขัน ความเงียบราวกับเป็นเกราะกำบังในชั้นบรรยากาศที่ไม่อาจถูกทำลายลงได้จวินหวงที่ดูเหตุการณ์อยู่ขมวดคิ้วมุ่นไม่คลายเริ่มคิดว่าตนเองคิดถูกหรือไม่ที่ให้ทั้งสองคนมาพบกัน
"องค์ชายรู้หรือไม่ว่าสิ่งใดหมายถึงแว่นแคว้น สิ่งใดหมายถึงใต้หล้า?" จู่ๆ ฉีอวิ๋นก็เปลี่ยนเรื่องสนทนากะทันหัน ดวงตาจับจ้องหนานจี๋หานสีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
"เฮอะ! ไม่เห็นจะยากตรงไหน รากฐานของแว่นแคว้นก็คือครอบครัวความยิ่งใหญ่ของใต้หล้าก็มาจากหลายๆ แว่นแคว้นมารวมตัวกัน ใต้หล้ามีจุดเริ่มต้นมาจากแว่นแคว้นความเจริญรุ่งเรืองแห่งแว่นแคว้นก็มาจากครอบครัว"หนานจี๋หานเลิกคิ้วขึ้นกล่าวอธิบายอย่างฉะฉานมีหลักการใบหน้าที่มองมาที่ฉีอวิ๋นเห็นได้ชัดว่าเต็มไปด้วยการท้าทาย
ฉีอวิ๋นฟังแล้วก็ส่ายหน้า ยกสุราใสบนโต๊ะขึ้นดื่มคำหนึ่ง หลังจากนั้นครู่หนึ่งถึงค่อยๆคลี่ริมฝีปากเอ่ยวาจา"องค์ชายอาจจะเข้าใจความหมายของแว่นแคว้นและใต้หล้าผิดไปแล้ว"
"ข้ากำลังรอฟังความอยู่"
"รากฐานแห่งแว่นแคว้นคือประชาชนแว่นแคว้นคือป้อมปราการที่ปกป้องประชาชน แต่ประชาชนคือจุดเริ่มต้นของแว่นแคว้น แม้ใต้หล้าจะกว้างใหญ่แต่สุดท้ายก็เป็นเพียงสถานที่อยู่อาศัยของปวงชนผู้เป็นกษัตริย์ควรจะสร้างประโยชน์สุขให้แก่ไพร่ฟ้าเห็นประชาเป็นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดมิเช่นนั้นแล้วจะคู่ควรแก่การเป็นกษัตริย์ได้อย่างไร?"
หนานจี๋หานกลายเป็นบื้อใบ้ ในหูไม่ได้ยินเสียงใดๆ ไปชั่วขณะผ่านไปชั่วครู่เขาจึงยื่นมือออกมาตบๆ หน้าของตนเองสีหน้าเผยความรู้สึกชื่นชมออกมาให้เห็นเป็นครั้งแรก"หวางเหย่องอาจกล้าหาญมีอุดมการณ์ ผู้น้อยรู้สึกเลื่อมใสเพียงแต่ก็นึกอยากรู้เป็นอย่างยิ่งว่าบุคคลเช่นหวางเหย่เพราะเหตุใดจึงมีใจหมายในราชบัลลังก์?"
"จิตใจย่อมนำมาซึ่งหนทาง เหตุผลง่ายๆ มีเพียงสองประการ ประการแรกพี่รองไม่เหมาะสมที่จะปกครองใต้หล้าที่กว้างใหญ่ แว่นแคว้นมีประชาชนเป็นรากฐานหากเขาไม่สนใจไยดีประชาชน แคว้นเป่ยฉีของข้าจะต้องกลายเป็นเช่นไร? ประการที่สอง... อุดมการณ์ลูกผู้ชาย
"อุดมการณ์ลูกผู้ชาย"
คำกล่าวทิ้งท้ายคำนี้ทำให้หนานจี๋หานมองฉีอวิ๋นด้วยความรู้สึกทึ่งแต่สีหน้าของฉีอวิ๋นยังคงเรียบเฉยราวกับว่าทุกสิ่งล้วนสมควรแก่เหตุผลเช่นนั้นอยู่แล้วและความเย็นชากร้านกร้าวของเขาเมื่อครู่ บัดนี้ได้เลือนหายไปจนหมดสิ้นแล้ว
..........................................................................................................
[1] ดอกเถาฮวา คือ ดอกท้อ