ตอนบ่ายวันนั้น จิงเซียวได้รับโทรศัพท์ เชิญให้เขาไปรักษาคนไข้บางคนแต่เขาปฏิเสธไป
แต่ในอีก 2-3 ชั่วโมงต่อมาก็มีรถเบนท์เลย์สีดำคันใหญ่มาจอดอยู่หน้าบ้าน คนขับรถรีบวิ่งลงมาเปิดประตูหลังโดยมีชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานก้าวออกมาจากรถ และกดกริ่งหน้าบ้านของจิงเซียว
เมื่อแม่บ้านเดินมาเปิดประตู ก็พบชายวัยกลางคนหน้าตาดีอายุประมาณ 35 ปี เขาบอกเธอว่า เขาเป็หลานชายของจิงเซียว ชื่อ จิงเฉิงอู่และอยากจะมาพบกับคุณอาจิงเซียว
แม่บ้านจึงพาเขาเดินเข้าไปในห้องหลังบ้านซึ่งจิงเซียว ลั่วเยี่ยนและจิงซิงอี้นั่งทำงานอยู่ จิงเฉิงอู่ทักทายจิงเซียว
จิงเซียวพาจิงเฉิงอู่ออกไปคุยที่ห้องรับแขกหลังจากนั้นอีกสักพัก ลั่วเยี่ยนได้ยินเสียงเปิดปิดประตูหน้าบ้านและเสียงรถขับออกไป
จิงเซียวเดินกลับเข้ามาด้วยสีหน้าครุ่นคิดเขาพูดกับจิงซิงอี้และลั่วเยี่ยนว่า เขาจะต้องเดินทางไปปักกิ่งเพื่อรักษาอาการของพี่ชาย และต้องใช้เวลาหลายวัน เขาจึงถามจิงซิงอี้ว่าอยากจะไปด้วยหรือไม่ เด็กชายขมวดคิ้วและถามว่า
“คุณตาคนนั้นเหรอครับ”
จิงเซียวพยักหน้าจิงซิงอี้ส่ายหน้าทันที
“ไม่ไปผมไม่ชอบบ้านนั้น!”
เมื่อจิงเซียวถามว่าเขาจะอยู่คนเดียวได้อย่างไรจิงซิงอี้ตอบทันทีว่า เขาอยู่คนเดียวได้ จิงเซียวรู้จักนิสัยดื้อของหลานชายดีเขาจึงจะให้แม่บ้านมาอยู่เป็เพื่อนและในวันที่ไปโรงเรียนก็จะให้คนขับรถมารับส่งตามปกติ
ลั่วเยี่ยนซึ่งนั่งฟังอยู่ก็พูดขึ้นมาว่า“ผมมาอยู่เป็เพื่อนให้มั้ยครับ ผมไปทำงานตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนถ้าไม่ต้องเข้าเวร ก็อยู่เป็เพื่อนเสี่ยวอี้ได้”
“เ้าว่ายังไง” จิงเซียวถามความเห็นจิงซิงอี้
เด็กชายพยักหน้าตกลงจิงเซียวหัวเราะและลูบหัวเด็กชายเบาๆ
จิงเซียวบอกกับลั่วเยี่ยนในตอนเย็นว่า ปกติแล้วจิงซิงอี้ไม่เคยยอมอยู่กับใคร เขาเลือกจะอยู่คนเดียวกับแม่บ้าน แต่นี่เป็ครั้งแรกที่เขายอมอยู่กับคนอื่น
เมื่อจิงเซียวเดินทางไปปักกิ่งลั่วเยี่ยนจึงย้ายมาอยู่กับจิงซิงอี้ เขาคอยดูแลเด็กน้อยพาไปเที่ยวและกินอาหารข้างนอกเมื่อมีเวลาในขณะที่จิงเซียวก็จะคอยโทรศัพท์มาสอบถามเสมอ
ในระหว่างนี้ จิงซิงอี้รับผิดชอบงานของตัวเองโดยไม่บิดพลิ้วนอกจากจะทำการบ้านที่คุณครูสั่งแล้ว เขายังทำงานที่จิงเซียวมอบหมายเอาไว้ด้วย บางครั้งเมื่อเขาไม่เข้าใจการบ้านลั่วเยี่ยนก็จะคอยอธิบายให้ฟัง
วันหนึ่ง ลั่วเยี่ยนได้รับโทรศัพท์จากที่บ้านคุณปู่ของเขาโทรมาชวนไปกินอาหารเย็นที่บ้านในวันเสาร์ ลั่วเยี่ยนจึงคิดจะพาจิงซิงอี้ไปที่บ้านด้วย
เมื่อเลิกงานกลับมาบ้านลั่วเยี่ยนจึงถามจิงซิงอี้ว่า เด็กชายอยากจะไปบ้านของเขาหรือไม่เด็กชายนิ่งคิดไปสักพักก่อนจะพยักหน้าตกลง
ในเย็นวันเสาร์ หลังจากลั่วเยี่ยนกลับมาจากทำงาน เขาก็มารับจิงซิงอี้ และขับรถพาไปบ้านซึ่งอยู่อีกมุมหนึ่งของเมือง
พวกเขาขับรถมาถึงหมู่บ้านเก่าแก่แห่งหนึ่งที่มีความร่มรื่นและสิ่งแวดล้อมเงียบสงบหมู่บ้านนี้เป็ที่อยู่อาศัยของข้าราชการและนักการเมืองที่เกษียณแล้วหลายคน
ลั่วเยี่ยนขับรถไปที่วิลล่าสองชั้นหลังหนึ่งซึ่งมีสนามหน้าบ้านตกแต่งอย่างสวยงามประณีต ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินมาเปิดประตูให้เขาคือพ่อบ้านที่ดูแลวิลล่าหลังนี้
เมื่อรถจอดเรียบร้อยแล้วลั่วเยี่ยนก็พาจิงซิงอี้เดินเข้าไปที่ในห้องรับแขก พวกเขาพบคุณปู่ของลั่วเยี่ยนซึ่งมีหน้าตาใจดี อายุประมาณ 70 ปี นั่งดูโทรทัศน์อยู่ในขณะที่คุณย่าของลั่วเยี่ยนกำลังเตรียมอาหารอยู่กับแม่ครัวในครัว
ลั่วเยี่ยนพาจิงซิงอี้ไปแนะนำตัวคุณปู่ลั่วชอบเด็กชายเป็อย่างมากถึงแม้จิงซิงอี้จะค่อนข้างเงียบขรึมแตกต่างจากเด็กทั่วไปแต่ความเฉลียวฉลาดและความเป็ผู้ใหญ่เกินตัว ทำให้คุณปู่ลั่วรู้สึกเอ็นดูเขามาก
เช่นเดียวกับคุณย่าลั่วที่รีบยกขนมมาให้เด็กน้อยกินเพราะกลัวว่าเขาจะรอกินข้าวเย็นไม่ไหว แต่จิงซิงอี้กลับปฏิเสธและพูดด้วยท่าทางที่เหมือนผู้ใหญ่ตัวน้อยว่า คุณตาจิงเซียวไม่ให้กินขนมก่อนกินข้าวทุกคนหัวเราะออกมา ลั่วเยี่ยนอดไม่ได้ที่จะลูบหัวเด็กชายด้วยความเอ็นดู
เย็นนั้น พวกเขากินอาหารเย็นท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเมื่ออิ่มแล้ว ก็ย้ายไปนั่งที่ห้องรับแขกเพื่อดูโทรทัศน์และจิบชา ในระหว่างนั้นคุณปู่ลั่วก็พูดขึ้นมาว่า
“เสี่ยวเยี่ยน พ่อของหลานโทรมาหาปู่เมื่อวาน”
ลั่วเยี่ยนหันขวับในขณะที่คุณปู่ลั่วยังพูดต่อด้วยเสียงเรียบๆ ว่า
“เขาอยากรู้ว่า สิ้นปีนี้หลานจะกลับไปทำงานที่โรงพยาบาลของเขาได้รึยัง”
ลั่วเยี่ยนหัวเราะหึหึ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงขบขันว่า“แล้วลูกชายของเขากับภรรยาคนใหม่จะยอมเหรอครับ”
คุณปู่ลั่วเงียบไป ก่อนจะพูดว่า
“หลานตัดสินใจเอาเองก็แล้วกัน แล้วค่อยบอกปู่อีกทีถึงไม่ไปทำงานที่นั่น หลานก็มีงานทำอยู่แล้ว”
จิงซิงอี้ซึ่งนั่งฟังอยู่เงียบๆมองหน้าลั่วเยี่ยนด้วยความอยากรู้ว่า ชายหนุ่มจะตอบรับหรือไม่ลั่วเยี่ยนยิ้มให้เด็กชายและตอบคุณปู่ลั่วว่า
“ตอนนี้ผมกำลังเรียนวิชาแพทย์แผนจีนกับคุณหมอจิงเซียวคุณตาของเสี่ยวอี้ ถึงตอนนี้ผมจะยังไม่ได้เป็ลูกศิษย์ แต่คุณหมอจิงก็ให้โอกาสผมได้เรียนรู้ ผมเองก็มีแผนจะเรียนต่อเฉพาะด้านด้วยคงไม่มีเวลาไปทำงานที่โรงพยาบาลของพ่อหรอกครับ”
พ่อของลั่วเยี่ยนเป็หมอแผนปัจจุบันเขายังเป็เ้าของโรงพยาบาลเอกชนในเซี่ยงไฮ้ส่วนแม่ของลั่วเยี่ยนเสียชีวิตไปเมื่อตอนที่ลั่วเยี่ยนอายุได้ 5-6 ปี พ่อของลั่วเยี่ยนจึงแต่งงานใหม่กับลูกสาวนักธุรกิจและมีลูกชายกับภรรยาใหม่
สองแม่ลูกคอยขัดขวางไม่ให้ลั่วเยี่ยนมีส่วนร่วมกับโรงพยาบาลเพราะกลัวว่าเขาจะได้เป็ผู้สืบทอดกิจการ ในขณะที่พ่อของลั่วเยี่ยนก็ใช้เวลาไปกับการทำงานหาเงินและอยู่กับครอบครัวใหม่
เมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้นคุณปู่ลั่วก็บอกให้เขาทำในสิ่งที่้า จากนั้นก็พูดกับจิงซิงอี้ว่า
“ปู่เคยได้ยินชื่อคุณหมอจิงเซียวตอนไปปักกิ่งนะน่าจะมาจากตระกูลจิงที่ปักกิ่ง เสี่ยวอี้ก็มาจากปักกิ่งด้วยหรือ”
เด็กชายส่ายหน้าปฏิเสธ และไม่พูดอะไรต่อคุณปู่ลั่วมองหน้าลั่วเยี่ยนเหมือนจะถาม แต่ชายหนุ่มส่ายหน้าว่าไม่รู้เหมือนกันชายชราจึงหันมาพูดกับจิงซิงอี้ต่อว่า
“เสี่ยวอี้มีคุณตาเก่งขนาดนี้คุณตาได้สอนอะไรบ้างมั้ย”
ชายชราไม่ได้คิดว่าจิงซิงอี้จะมีความรู้ทางการแพทย์อะไรแต่เด็กน้อยกลับจ้องมองคุณปู่ลั่วด้วยดวงตาสีน้ำตาลเข้มเขาอ่านสีหน้าและท่าทางของคุณปู่อย่างตั้งใจ
เขาขอให้ชายชราแลบลิ้นจากนั้นก็คว้ามือของชายชราไปจับชีพจร คุณปู่ลั่วทำหน้าหัวเราะแต่ก็ยอมให้เด็กน้อยทำตามใจแต่ลั่วเยี่ยนรู้ว่าเด็กชายกำลังตรวจร่างกายของคุณปู่ลั่วอยู่จริง
เมื่อจับชีพจรได้สักพัก จิงซิงอี้ปล่อยมือเขามองคุณปู่ลั่ว และพูดช้าๆ อย่างมั่นใจว่า
“คุณปู่น่าจะเป็เบาหวาน”
ชายชราใ เขาสบตากับลั่วเยี่ยนในขณะที่ชายหนุ่มขมวดคิ้วและถามจิงซิงอี้ทันที จิงซิงอี้อธิบายว่า
“เพราะลิ้นคุณปู่มีสีแดงแห้ง ิัแห้งชีพจรตึงและเต้นเร็ว และกระหายน้ำบ่อย เห็นได้จากการจิบชาหลายถ้วย”
จากนั้น เด็กชายก็ถามว่า“่นี้คุณปู่ปัสสาวะบ่อยใช่มั้ยครับ นอนไม่ค่อยหลับ ปวดเมื่อยแถวเอวบางทีก็เวียนหัว”
ทั้งคุณปู่และคุณย่าลั่วที่เดินกลับมาจากครัวเริ่มมีสีหน้ากังวลใจ ชายชราพยักหน้า และหันไปถามลั่วเยี่ยนว่า นี่มันอะไรกันแน่
ลั่วเยี่ยนซักถามอาการของคุณปู่เขาคิดว่าชายชราน่าจะเป็เบาหวานจริง เขาจึงบอกคุณปู่ว่าพรุ่งนี้เช้าเขาจะมาพาคุณปู่ไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจเช็คร่างกายอย่างละเอียด
ลั่วเยี่ยนซึ่งกำลังเรียนแพทย์แผนจีนก็ถามจิงซิงอี้ว่าอาการนี้เกิดจากอะไร เด็กชายตอบอย่างไม่แน่ใจว่า อาจจะเป็ทั้งอินและหยางพร่องแต่เขาก็ไม่แน่ใจ ต้องให้คุณตาจิงเซียวตรวจอีกที
ลั่วเยี่ยนบอกคุณปู่ว่า ไม่ต้องกังวลใจไปเพราะอาการยังอยู่ในขั้นต้น
ในระหว่างนั้นคุณย่าก็ถามเด็กน้อยซึ่งกำลังกินขนมว่า อยากขอให้จิงซิงอี้ช่วยดูหน่อยว่าเธอเป็อะไรหรือไม่
เด็กชายจึงสอบถามอาการและจับชีพจรของคุณย่าลั่วจากนั้นก็ตอบว่า น่าจะชี่พร่อง เพราะกล้ามเนื้อเริ่มเหลว ลิ้นซีดใหญ่ขอบลิ้นมีรอยฟัน เมื่อคุณย่าถามว่าต้องรักษาอย่างไรบ้าง
ลั่วเยี่ยนจึงช่วยตอบแทนว่า ให้กินพวกข้าวซ้อมมือพุทราจีน น้ำผึ้ง และนอนหลับให้เพียงพอ ซึ่งจิงซิงอี้ก็พยักหน้าเห็นด้วย
เด็กชายพูดต่อว่า ถ้าอาการไม่ดีขึ้นอาจจะกินยาจีนและฝังเข็มได้ ซึ่งต้องให้แพทย์จีนที่มีความรู้รักษาให้เพราะทั้งจิงซิงอี้และลั่วเยี่ยนยังไม่มีความรู้ถึงระดับนั้น
ทั้งคุณปู่และคุณย่าลั่วอยากจะขอให้จิงเซียวรักษาให้แต่น่าเสียดายที่เขาไปปักกิ่ง จึงต้องรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันแทนและเมื่อจิงเซียวกลับมา เขาก็ช่วยรักษาอาการของคุณปู่กับคุณย่าลั่วให้
เหตุการณ์ในวันนั้น เป็อีกตัวกระตุ้นหนึ่งที่ทำให้ลั่วเยี่ยนเสียใจที่เขาไม่สามารถสังเกตเห็นอาการของคุณปู่และคุณย่าได้ก่อนแต่กลับเป็จิงซิงอี้เด็กน้อยอายุ 6 ขวบที่สามารถใช้ความรู้ด้านแพทย์จีนตรวจพบโรคก่อน
ลั่วเยี่ยนรู้สึกโกรธตัวเองที่ไม่เก่งพอเขาจึงตัดสินใจที่จะเริ่มต้นใหม่ และจะขอให้จิงเซียวรับเขาเป็ลูกศิษย์ให้ได้
ในระหว่างที่ขับรถไปส่งจิงซิงอี้ที่บ้านนั้นเด็กชายสังเกตเห็นว่าลั่วเยี่ยนดูเงียบๆ ไป เมื่อมาถึงบ้าน ก่อนที่จะลงจากรถไปจิงซิงอี้ก็พูดขึ้นมาว่า
“คุณตาเคยบอกว่า ถ้าเรารู้ว่าเราไม่เก่งเราก็ต้องตั้งใจเรียนให้มากขึ้น แต่หมอก็ไม่ใช่เทวดา เรารักษาชีวิตของทุกคนไม่ได้ถึงรักษาได้ วันหนึ่งทุกคนก็ต้องตายอยู่ดี เราทำหน้าที่ของหมอได้แค่นี้ล่ะ”
ลั่วเยี่ยนตะลึงเมื่อได้ยินสิ่งที่จิงซิงอี้พูดออกมาเด็กน้อยมองหน้าเขาด้วยแววตาไร้เดียงสา เขารู้ว่าเด็กชาย้าจะปลอบใจเขาลั่วเยี่ยนหัวเราะออกมาเบาๆ เขาลูบหัวเด็กน้อยและพูดว่า
“ขอบใจนะเสี่ยวอี้ พี่จะจำคำของนายเอาไว้นะ”