ลู่เฟยรู้ดีว่าตนเองกำลังทำอะไรที่มันกำลังทำอยู่ตอนนี้ก็คือการพยายามปกป้องคนคนหนึ่งสุดชีวิตโดยไม่สนใจว่าตัวเองจะเป็ยังไงหรืออาจได้จบชีวิตลงวันนี้การตัดสินใจของมันกลับรวดเร็วไร้การลังเลเลยแม้แต่น้อยทำราวกับว่าชีวิตของมันไม่มีค่าเลยซักนิด
ลู่เฟยยืนหลังพิงต้นไม้อย่างสงบนิ่งพลังลมปราณควบรวมไหลเวียนบางเบานิ้วมือซ้ายลูบไล้คมกระบี่ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเพียงพอจะใช้สังหารอีกฝ่าย ลู่เฟยครุ่นคิดหาวิธีหลากหลายแต่ก็เป็ไปไม่ได้เลยที่จะเข้าประชิดศัตรูระยะพอที่จะจ้วงแทงอีกฝ่ายมันไม่เคยที่จะต้องวางแผนสังหารอีกฝ่ายอย่างยากลำบากเช่นนี้อีกฝ่ายพลังยุทธ์แข็งแกร่งกว่าตัวเองเป็สิบเท่าหากคิดถึงเื่ความเป็จริงอย่าว่าแต่จะสังหารเลยแต่จะทำให้มันได้แผลบ้างยังแทบจะเป็ไปไม่ได้
...ข้าพอจะมีแผนแล้ว แต่มันคงจะเป็แผนที่โง่ที่สุดที่เคยมีมา
ตอนนี้เองที่ผู้ติดตามตระกูลฟงใกล้เข้ามาในระยะห่างจากลู่เฟยไม่กี่สิบเมตรลู่เฟยยืนหลังพิงต้นไม้อย่างเงียบงันยังไม่คิดลงมือเหมือนจะรออะไรซักอย่าง …หากเดาไม่ผิดมันก็น่าจะเวลาราวๆนี้ไม่ใช่รึไง
ผู้ติดตามที่วิ่งมาไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเหมือนที่ลู่เฟยคิดมันวิ่งเลยที่ที่ลู่เฟยซ่อนอยู่ราวสิบเมตรแล้วลู่เฟยหน้าสีหน้าเกร็งกัดฟันแน่น มือขวาพลันกำกระบี่แน่นพลังลมปราณพร้อมจะะเิออก...แผนหลักล่มแล้ว สงสัยคงต้องใช้แผนสองจริงๆ
แผนสองที่ว่านี้ไม่ต่างจากการเอาตัวเองเข้าไปตายลู่เฟยก้าวเท้าเตรียมกระโจนออกไปซึ่งๆหน้าแต่ทันใดนั้นผู้ติดตามตระกูลฟงพลันหยุดวิ่งกะทันหันลู่เฟยเกือบที่จะพุ่งออกไปยังดีที่ตั้งตัวทัน
ผู้ติดตามตระกูลฟงหยิบยกศิลาสื่อสารที่กำลังส่องแสงออกมาปล่อยพลังลมปราณบางเบาตรวจสอบดูแต่กลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยแม้แต่น้อยศิลาสื่อสารก้อนนี้เป็ก้อนที่ใช้สื่อสารกับอีกก้อนที่อยู่กับฟงซวนเว่ย มันคิ้วขมวดสีหน้างุนงงแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมายเพียงส่งข้อความเอ่ยถามกลับไปแล้วจึงเก็บศิลาสื่อสารเข้าไว้เหมือนเดิม
ที่ศิลาสื่อสารส่องแสงเมื่อครู่ก็เพราะว่าลู่เฟยเป็คนส่งพลังลมปราณติดต่อไปยังดีที่เก็บศิลาสื่อสารมาตอนแรกก็เพียงคิดว่าอาจจะพอมีประโยชน์แต่ก็ไม่ถึงกับคิดว่าศิลาก้อนนี้จะกลายเป็ความหวังเพียงหนึ่งเดียวแผนของมันก็คือเมื่อผู้ติดตามตระกูลฟงเผลอหยุดไม่ระวังตัวเมื่อไหร่ตอนนั้นก็จะลงมือทันที
ทันใดนั้นลู่เฟยกระโจนออกมาจากข้างป่า แต่ถึงแม้อีกฝ่ายจะไม่ได้ตั้งตัวก็ไม่มีทางที่จะเข้าประชิดตัวได้แน่จากที่บรรยากาศเงียบกริบพลันบังเกิดพลังลมปราณะเิขึ้นอย่างกะทันหันผู้ติดตามตระกูลฟงพลันนิ่วหน้าด้วยความแตกตื่น่เวลาที่พลังลมปราณะเิออกมาแบบไร้ที่มาที่ไปมันผ่านไปเพียงเสี้ยววิที่มาไม่ใช่เพียงพลังลมปราณะเิแต่มันกลับมาพร้อมกับกระบี่สีเงินเงาแววปลายแหลมของกระบี่เพ่งเล็งกลางหลังบริเวณตำแหน่งหัวใจพุ่งมาด้วยความเร็วสูงแล้วยังไม่พอราวกับว่ากระบี่เล่มนี้ที่พุ่งมาจู่ๆก็ะเิพลังปะทุออกมาเอาดื้อๆทำเอาความเร็วเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวรอบกระบี่ปรากฏพายุลมกรดขนาดย่อมลู่เฟยไม่ได้แค่ยืนซ่อนรอโอกาสแต่มันก็ยังใช้เทคนิคพิเศษเกี่ยวกับพลังลมปราณถ่ายเทลงไปในตัวกระบี่เพื่อที่จะรอปะทุเพิ่มความรุนแรงไม่ใช่ว่าใครจะทำก็ทำได้แต่ต้องมีความคุ้นเคยกับพลังลมปราณนานพอถึงขั้นที่ว่าถึงจะไม่ถึงหมื่นแต่ก็ต้องไม่ต่ำกว่าแปดพันปี เคล็ดวิชานี้ลู่เฟยเรียกว่า
'พิโรธปราณสถิต'
ฟิ้ววว ซูมมมมมมมม
ผู้ติดตามตระกูลฟงใยิ่งแต่ก็ไม่ลนลานแต่พอเมื่อกระบี่ที่อยู่ห่างเป็สิบกว่าเมตรจู่ๆก็ทบทวีความเร็วเพียงพริบตาก็อยู่ห่างไม่ถึงสิบฟุตคิดจะใช้พลังลมปราณป้องกันก็ไม่ทันการแต่มันกลับทำสิ่งที่ลู่เฟยนั้นลืมคิดไปเสียสนิท
ลู่เฟยเบิกตามองใจหายดิ่ง...บัดซบข้าลืมไปซะสนิทว่ามันก็มีมือมีเท้า
ถึงจะเค้นพลังลมปราณออกมาป้องกันไม่ทันแต่มันกลับไม่ลนลานใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างเข้ารับกระบี่โดยตรงปลายกระบี่ทิ่มทะลวงฝ่ามือทั้งสองจนทะลุ มันเป็คนตัวใหญ่ฝ่ามือหนาร่างกายของมันถึงจะไม่มีพลังปราณคุ้มกันมันก็มีความทนทานระดับเทียบเท่าผู้อวุโสทำให้ความเร็วของกระบี่ลดลงหลายส่วนก่อนที่จะทะลวงเข้าไปกลางอกตำแหน่งหัวใจแต่ก็ไม่มากพอที่จะเข้าถึงจุดตาย!
ฉึกกกกกกกกก แคร๊กกก
“อั๊กกก...” กระบี่เสียบเข้าไปกลางอกเพียงไม่ถึงสามนิ้วไม่สามารถทำให้มันถึงตายได้แต่จะอย่างไรก็เจ็บไม่น้อยแต่เพียงผ่านไปไม่กี่ลมหายใจโลหิตที่หลั่งไหลออกมาจากมุมปากมันก็กลืนลงไปกระบี่ที่เสียบคาอยู่ก็ดึงออกอย่างไม่ยากเย็นมันจ้องมองกระบี่ที่เสียบทะลุมือทั้งสองของมันแล้วก็จ้องแล้วจ้องเล่าไปยังคนที่ปามามันแทบจะไม่เชื่อสายตาว่าคนที่เกือบจะสังหารมันในกระบวนท่าเดียวกลับเป็เพียงชั้นแรกขั้นกลางที่พลังห่างกันเป็ร้อยเท่ารวมถึงกับวิชากระบี่ปะทุพลังสุดเหลือเชื่อที่ทั้งชีวิตมันไม่เคยเจอมาก่อนทีแรกก็คิดว่าอาจจะเป็เพราะกระบี่แต่เมื่อมองแว๊บเดียวไหนเลยมันจะลืมไปได้กระบี่เล่มนี้เป็กระบี่ที่ฟงซวนเว่ยมอบให้ลู่เฟย มองหน้าอีกฝ่ายไปมาจึงมั่นใจอย่างแน่นอนว่ามันคือลู่เฟยนายน้อยตระกูลลู่
ไหนจะรอดูได้อีกลู่เฟยเห็นถึงท่าทีที่ยังตกตะลึงของอีกฝ่ายชิงรีบวิ่งหนีไปอย่างสุดชีวิตแต่ทิศทางที่มันวิ่งไปกลับไม่ใช่ทางเดียวกันกับมู่ไฉซูลู่เฟยไม่ปกปิดรัสมีพลังลมปราณเพื่อให้มันวิ่งตามมาคิดเบี่ยงเบนอีกฝ่ายให้ไปคนละทางออกห่างจากหญิงสาว
ผู้ติดตามตระกูลฟงมเบิกตามองอย่างตกตะลึงตามลู่เฟยที่วิ่งออกไปด้วยความเร็วที่ไม่มีทางเป็ไปได้สำหรับพลังยุทธ์ชั้นแรกขั้นกลางหากแต่ว่าเมื่อมันเก้าเท้าวิ่งต่อทิศทางที่ไปกลับไม่ใช่ลู่เฟยแต่เป็มู่ไฉซูเช่นเดิมเหมือนกับว่ามันไม่ได้สนใจลู่เฟยั้แ่แรก
ลู่เฟยที่วิ่งหนีอย่างสุดชีวิตพลันมองกลับไปเห็นอีกฝ่ายที่ไม่ได้มาทางมันเลยแม้แต่น้อยแต่กลับไปยังทางมู่ไฉซูลู่เฟยพลันหักเลี้ยวกลับทันทีวิ่งกลับไปทางเดิมอีกครั้ง หากมีผู้อื่นมาเห็นเหตุการณ์ครั้งนี้ก็คงจะมีข้อสงสัยเดียวกันว่าสรุปไอ้หมอนี่มันอยากหนีหรือมันอยากตายกันแน่หรือมันคงประสาทหลอนไปแล้ว
ลู่เฟยวิ่งตามด้วยความเร็วสูงสุดพลังลมปราณก็แทบจะไม่เหลือแต่ไม่ว่าจะเร่งขึ้นไวขนาดไหนก็ไม่อาจตามอีกฝ่ายทันมีแต่จะห่างกันไปเรื่อยๆเมื่อพยายามเพ่งตรวจสอบพลังปราณของมู่ไฉซูก็เป็เลือนลางทั้งที่จริงแล้วควรจะััไม่ได้ด้วยซ้ำนี่แสดงว่านางวิ่งช้าหรืออาจจะหยุดอยู่กับที่ระยะทางคร่าวๆของมู่ไฉซูที่พอเดาได้ก็น่าจะไม่เกินสองลี้แล้วไฉนนางถึงไม่วิ่งต่อหรือว่าจะเจออะไรบางอย่างถึงต้องได้วิ่งอ้อมไปมามันคงจะไม่มีทางตันในป่าบนูเาหรอกกระมั้ง
หากวิ่งต่อไปยังไงก็ไม่มีทางตามอีกฝ่ายทันลู่เฟยตามหลังเกือบครึ่งลี้จึงตัดสินใจเอ่ยตระโกนไป “เห้ยยย หยุดฟังข้าก่อนบางทีเราอาจจะพอคุยกันได้” นี่เป็ทางเดียวแล้วหวังว่าอีกฝ่ายจะยอมฟังเพราะว่าจะอย่างไรสำหรับอีกฝ่ายลู่เฟยก็เป็ถึงนายน้อยตระกูลลู่
ผู้ติดตามตระกูลฟงหยุดวิ่งคิดจะฟังวาจาของลู่เฟยเพราะไม่ว่ายังไงตอนนี้ลู่เฟยก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรมันได้อยู่ดี
ลู่เฟยวิ่งมาจนหยุดที่ตรงหน้าอีกฝ่ายอาการของมันตอนนี้แทบจะดูไม่ได้เหงื่อไหลจนทำให้เสื้อเปียกทั้งผืนอาการสีหน้าบ่งบอกว่าหากมันวิ่งสะดุดขาตัวเองล้มมันคงจะสลบไปเลยนี่ไม่ใช่การแกล้งทำแต่อย่างใดอาการมันตอนนี้แทบจะล้มหน้าทิ่มดินได้ตลอดเวลา
ลู่เฟยเอ่ยพร้อมกับหอบหายใจ “ท่าน้าอะไร”
ผู้ติดตามตระกูลฟง “นายน้อยฟงบอกข้าให้จับนางไม่ได้เอ่ยถึงท่าน”
ลู่เฟย “มันไม่ได้บอกเ้าหรอกหรือ”
ผู้ติดตามตระกูลฟง “เื่อันใด”
ลู่เฟย “ไม่มีอะไรๆ” ฟงซวนเว่ยที่บอกผู้ติดตามมันไปก็คือ่เวลาที่ลู่เฟยพามู่ไฉซูหนีซึ่งก็คือหลังจากที่มันถูกลู่เฟยฟันมือขาดแต่มันก็ไม่ได้บอกถึงเื่นี้อาจจะเป็เพราะว่ารีบบอกให้ไปจับแล้วอาจจะบอกเพิ่มเติมอีกทีแต่มันดันตายซะก่อนตอนนี้ลู่เฟยก็เลยเป็เพียงคนไร้ความผิดในสายตาผู้ติดตามตระกูลฟง...นอกจากกระบี่แล้วฟงซวนเว่ยเ้านี่มีประโยชน์กว่าที่คิด
ผู้ติดตามตระกูลฟงมองลู่เฟยเขม็ง “ท่านเกือบฆ่าข้าได้ในกระบวนท่าเดียวแล้วท่านยังดูวิ่งเร็วนัก?”
ลู่เฟย “ข้าเพียงใช้วัตถุวิเศษของตระกูลที่ใช้ได้ครั้งเดียวแล้วมันก็หายไปแล้วข้าก็ขโมยเม็ดยาที่สืบทอดกันมามันทำให้ข้าวิ่งเร็วขึ้นหากคนในตระกูลรู้เข้าตำแหน่งนายน้อยไรนั่นก็คงจะปลิวไปกับลม” แผนที่เตรียมมาในวันนี้ต่างล่มไม่เป็ท่า ยังดีที่ในหัวยังคิดคำแก้ตัวนี้ออกมาได้แต่มันกลับไม่รู้ว่าข้ออ้างประดานี้ช่างห่วยแตกสิ้นดี