“เห้ย ๆ พอแล้ว! พอแล้วพวกมึง!” ทันทีที่สิ้นเสียงะโ
เด็กหนุ่มลูกครึ่งก็หันไปตวัดสายตาไม่พอใจมองกลุ่มรุ่นพี่ทั้งสามคนด้านหลัง พวกเพื่อนของเสือเมื่อถูกเด็กหนุ่มลูกผู้ดีตวัดตามอง ก็เผลอพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เพราะสายตาที่มองตรงมายังพวกเขานั้น มันแฝงไปด้วยรังสีอำมหิต ที่พอเห็นแล้วรู้สึกใจน ขนอ่อนหลังหัวลุกวาบ
ท่านเทพโกรธแล้ว!!
“เราว่าวันนี้ดื่มแค่นี้พอดีกว่านะคะ” ปานเทพยกนาฬิกาข้อมือสุดหรูขึ้นมาดู
“อะ... อ้อ! เออ... งั้นกูไปเช็กบิลเลยก็แล้วกัน” ไอ้ต้นได้ทีรีบชิ่งออกไปก่อน โดยอ้างว่าจะไปจ่ายเงิน ส่วนเพื่อนอีกสองคนรีบเดินอ้อมโต๊ะมาเก็บศพสองศพที่นอนพาดอยู่บนโซฟา อันได้แก่ไอ้นุและไอ้เสือ
“เชี่ย! เอาไงกับพวกแม่งดีวะ?” เพื่อนอีกสองคนปรึกษากันไปมา
“ลากไปไว้ห้องกูก่อนก็ได้ นอนเบียด ๆ กันคืนเดียวเอง” เพื่อนคนหนึ่งเสนอ
“ถ้าไม่รังเกียจคืนนี้ไปนอนที่บ้านเราก็ได้นะคะ บ้านพักตากอากาศของเราแยกจากบ้านของครอบครัว ค่อนข้างใหญ่ มีหลายห้อง แล้วก็อยู่ใกล้ ๆ นี่เอง” ปานเทพมองคนทั้งสอง จากนั้นทั้งสองจึงปรึกษากับไอ้ต้น แล้วได้ข้อสรุปว่า จะไปนอนที่บ้านพักของหม่อมหลวงปานเทพกันก่อน
ขณะที่พวกเพื่อนกำลังจะเข้าไปหามไอ้นุกับเสือ ปานเทพกลับตรงเข้ามาขวางหน้าพวกเพื่อน ๆ ของเสืออีกครั้ง แล้วพูดด้วยสีหน้านิ่ง ๆ ว่า
“ไปอุ้มภานุเถอะค่ะ เดี๋ยวเสือเราอุ้มไปเอง” ปานเทพคลี่ยิ้ม แต่เป็รอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา แค่เห็นก็ขยาดจนไม่อยากเข้าใกล้แล้ว
“อ๋อ เออ ๆ ได้” ทั้งสามรีบเข้าไปรุมไอ้นุที่นอนหลับไม่ได้สติอยู่ ทั้งแอบตบหน้า และแอบดึงหัวมัน ก็ใครใช้ให้ไอ้เด็กเวรนี่มันเอาคุณชายหน้าตายเข้ามาก๊งเหล้าด้วยล่ะ
สองคนช่วยกันจับแขนไอ้นุพาดบ่าแล้วดึงมันขึ้นอย่างแรง ขณะที่ไอ้ต้นเหลือบไปมองเสือ ที่นอนแผ่อยู่บนโซฟาด้วยความเป็ห่วง
“เสือคะ.... เรากลับไปนอนที่บ้านกันเถอะค่ะ” น้ำเสียงของปานเทพกระซิบอย่างแ่เบา ทำเอาไอ้ต้นที่แอบดูอยู่ใกล้ ๆ ขนลุกซู่
ละมุนสัส! นี่พวกมึงเพิ่งรู้จักกันจริงดิ
“ให้เราอุ้มเสือไปนะคะ” ปานเทพก้มลงเอามือช้อนใต้ข้อพับขาของเสือ เตรียมจะอุ้ม แต่อีกฝ่ายกลับดิ้นหนี
“อื้อ... ไม่เอา ไม่อุ้ม” น้ำเสียงงอแงของเสือราวกับเด็ก ๆ
โถอีเสือ! มึงเป็เสือหรือมึงเป็แรดนี่เอาดี ๆ ไอ้ต้นแอบคว่ำปาก
“งั้นขี่หลังไหมคะ?” ปานเทพถาม
พอไม่เห็นอีกฝ่ายปฏิเสธ จึงคว้ามือของเสือมาพาดไว้ที่หลัง แล้วหันหลังให้เสือพาดตัวลงมา มือแต่ละข้างสอดรองใต้ข้อพับขา ก่อนจะยกตัวเสือขึ้นหลังอย่างนุ่มนวล
“หนักไหมวะ? ถ้ามึงเอามันไม่ไหวเดี๋ยวกูช่วยหิ้วปีกคนละข้างก็ได้นะ” ต้นเดินเข้ามาถามด้วยความเห็นห่วง เพราะไอ้เสือตัวสูงพอ ๆ กับปานเทพ เลยกลัวจะแบกไม่ไหว
“เอาไหวค่ะ ต้นเดินนำไปเลยก็ได้นะคะ เดินไปเกือบสุดชายหาดจะเห็นรั้วสีขาว ๆ ตรงนั้นเป็เขตบ้านหัสดีเทพนคร” ต้นได้ยินดังนั้นก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมอีกฝ่ายต้องหงุดหงิดเขาด้วย คนอุตส่าห์ถามด้วยความหวังดี กลัวจะหนักแท้ ๆ
ครู่ต่อมาพวกเขาก็เดินมาถึงเขตรั้ว หัสดีเทพนคร หน้าทางขึ้นจากหาดปูด้วยพื้นหิน ข้าง ๆ เป็สนามหญ้า ปักคบไฟให้แสงสว่าง ทอดยาวไปจนถึงตัวบ้านหลังใหญ่
“นี่บ้านแยกหลังนี้ของมึงคนเดียวเหรอ?” ไอ้ต้นและเพื่อนมองดูบ้านไม้โบราณขนาดใหญ่แทบไม่เชื่อสายตา
“ใช่ค่ะ หลังนี้ของผมคนเดียว ส่วนใหญ่แล้วคุณพ่อกับหญิงย่าจะอยู่แต่บนเรือนใหญ่ตรงโน้นน่ะค่ะ” ไอ้ต้นกับเพื่อน ๆ มองตามมือที่ปานเทพชี้ไปที่ ‘เรือนใหญ่’ ที่ว่า แต่กลับพบสิ่งปลูกสร้างที่ดูคล้ายพระตำหนักสองชั้นสร้างแบบโบราณ แถมยังเปิดไฟสีส้มสว่างทั้งหลัง ให้เห็นอยู่ลิบ ๆ อีกด้วย
“คุณปานเทพ กลับมาแล้วเหรอคะ?” เสียงเอ่ยทักทำให้เพื่อน ๆ ของเสือที่กำลังช็อก หันกลับไปมอง ก็เห็นหญิงวัยกลางคน 2 – 3 คน ในชุดฟอร์มแม่บ้านคอบัวปกสีขาว พื้นสีน้ำเงินเข้ม มีผ้าคาดเอวกันเปื้อนสีขาว กับกระโปรงสีเดียวกับเสื้อ เหมือนหลุดออกมาจากในหนังอย่างไงอย่างงั้น
“ค่ะ คืนนี้พาเพื่อนมาค้างด้วย พรุ่งนี้ช่วยเตรียมอาหารเช้าช้าสักหน่อยนะคะ” พวกแม่บ้านรับคำแล้วทยอยเดินออกจากบ้านไป
“คืนนี้เราใช้ห้องทางนี้กับเสือ คนอื่น ๆ เลือกห้องได้ตามใจเลยนะคะ ยังมีห้องว่างอีก 2 ห้อง พรุ่งนี้เช้าจะมีแม่บ้านมาเตรียมอาหารเช้าให้ประมาณ 9 โมง ตื่นไหวนะคะ?”
“เอ่อ... ความจริง... ให้ไอ้เสือมานอนกับพวกกู...”
เพื่อนของเสือคนหนึ่งเอ่ยปากขึ้นยังไม่ทันจบประโยค ก็ถูกไอ้ต้นตะปบปากไว้
“เอ่อ... ไม่มีอะไร ขอบใจนะคุณชาย ฝากดูไอ้เสือมันด้วย” ไอ้ต้นตอบรับก่อนจะลากพวกเพื่อน ๆ เข้าไปในห้องที่อยู่ใกล้ ๆ
พวกเพื่อน ๆ ที่ช่วยกันหิ้วปีกไอ้นุมาถึงห้องได้ ก็โยนไอ้นุลงไปบนเตียงแล้วสะบัดไหล่ ไล่ความเมื่อยขบ
“เมื่อกี๊มึงจะปิดปากกูทำไมวะไอ้ต้น มึงจะปล่อยให้ไปเสือไปรบกวนคุณชายมันทำไมอีก เพิ่งจะรู้จักกันแท้ ๆ” เพื่อนคนแรกถามด้วยความโมโห
“แล้วมึงไม่เห็นสายตาที่คุณชายมันมองพวกเราหรือไง มองเหยียดเหมือนพวกเราเป็มดปลวก! ขืนสอดมือไปยุ่งกับไอ้เสือเดี๋ยวก็เจอสายตาพิฆาตอีกหรอก!”
“เออ! จะว่าไป กูว่าคุณชายแม่งแปลก ๆ ว่ะ แปลกั้แ่ตอนที่มันเล่มเกมจริงหรือท้าแล้ว ทำไมแม่งกล้าจูบไอ้เสือซะดูดดื่มขนาดนั้นวะ? แถมยังกล้าชวนคนแปลกหน้ากลับมาบ้านอีก ถึงจะบอกว่ามันเป็เพื่อนกับไอ้นุก็เถอะ แต่นี่มันไม่ชะล่าใจเกินไปหน่อยเหรอวะ?” เพื่อนอีกคนตั้งข้อสังเกต
“หรือว่าคุณชายกับไอ้เสือมันเคยรู้จักกันมาก่อน?” ไอ้ต้นเอียงคอ
บ้านพักตากอากาศหลังนี้ก็ดูเหมือนจะสร้างมานานแล้ว แถมชายหาดพัทยาแถวนี้ก็เป็ถิ่นของพ่อไอ้เสือมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว น่าจะรู้จักชนชั้นสูงอย่างปานเทพบ้าง
“วุ้ย! ช่างแม่ง ง่วงจะตายห่าอยู่แล้ว กูไปอาบน้ำนอนดีกว่า เมื่อกี๊ในห้องน้ำกูเห็นมีชุดคลุมอาบน้ำอยู่ด้วย มึงนอนห้องนี้กับไอ้นุไปแล้วกัน พวกกูจะไปนอนอีกห้อง” เพื่อนของต้นตัดบทแล้วเดินกลับห้องไปทันที
--------------------------------------
ขณะเดียวกัน ปานเทพที่อยู่อีกห้องกลับจมอยู่ในอารมณ์เศร้า เขาอยากให้เวลาหมุนช้าลงอีกสักนาที อยากให้ชายหาดทอดยาวขึ้นอีกสักกิโล เขาจะได้มีเวลาอยู่กับพี่เสือให้นานขึ้นอีกหน่อย แต่เขารู้ว่าไม่สามารถยืดระยะทางหรือเวลาให้ยาวไปกว่านี้ สุดท้ายจึงจำต้องปล่อยให้คนบนหลังนอนลงบนเตียงของเขา
ปานเทพยืนมองเสือที่อยู่ในชุดฮาวายสีแดงลายดอก กระดุมสามเม็ดบนนั้นไม่ได้ติด ทำให้ตอนที่เสือทิ้งตัวลงไปเมื่อครู่ คอเสื้อแหวกจนเห็นแผ่นอกอีกฝ่าย
“เสือคะ... ถ้านอนแบบนี้จะป่วยเอานะคะ” ปานเทพเท้ามือลงข้างเตียง คร่อมอยู่เหนือร่างของเสือ
เขาอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือออกไปลูบไล้ร่างกายของเสือ จากนั้นค่อย ๆ เลื่อนมือขึ้นไปตามแผงอก ก่อนจะสอดมือหายเข้าไปใต้สาปเสื้อ ปลายนิ้วของปานเทพจงใจสะกิดผ่านยอดอกของอีกฝ่าย แล้วเลื่อนขึ้นไปที่ลำคอ ปลายคาง ก่อนที่จะใช้มือเกลี่ยริมฝีปากที่เคยถูกเขาบดเบียดจนแดงช้ำ
ภาพตอนที่พวกเขาจูบกันอย่างดูดดื่มตอนเล่นเกม ก็ผุดขึ้นมาในสมองของปานเทพ เขาค่อย ๆ ก้มลงบดเบียดริมฝีปากของเสืออีกครั้ง ริมฝีปากของเสือทั้งนุ่มนิ่ม ทั้งอุ่นร้อน ไม่ว่าจะแทะเล็มอีกครั้งก็รู้สึกว่าไม่พอ
ปานเทพไล้มือจากท้องของเสือเลื่อนขึ้นมานวดคลึงที่หน้าอกแบนราบ แต่มีกล้ามเนื้อบาง ๆ ขณะที่ริมฝีปากก็ดูดกลืนความหอมหวานอย่างจาบจ้วง ลมหายใจของปานเทพหอบกระชั้น สมองเขาแทบะเิอยู่รอมร่อ แต่สุดท้ายต้องหักห้ามใจ ผุดลุกขึ้นยืน ทั้งที่ทั่วร่างมีแต่ความเครียดเขม็งและทรมาน
“พี่เสือ” ปานเทพทอดเสียงอ่อน ฝ่ามือลูบไล้รอยแผลเป็เล็ก ๆ ที่ข้างแก้ม และยืนพิศมองอีกฝ่ายอยู่อย่างนั้น
มันก็นานมากแล้ว จากที่ปานเทพเคยเจอกับพี่เสือเมื่อวัยเด็ก บางทีพี่เสืออาจจะจำเขาไม่ได้แล้วแน่ ๆ
จำได้ว่าปีนั้นเขาอายุ 6 ขวบ ตอนนั้นเขามาบ้านพักตากอากาศที่ชลบุรี และอยากลงเล่นน้ำทะเล แต่คุณพ่อก็ยังมาไม่ถึง หญิงย่าก็อยู่แต่บนเรือนใหญ่เพราะกลัวร้อน เขาจึงลงมาเล่นที่ชายหาดกับพวกแม่บ้าน
ตอนที่พวกแม่บ้านละสายตาจากเขา เพื่อไปเตรียมของว่างมาให้ ปานเทพก็ออกไปเล่นน้ำในทะเล จนกระทั่งถูกคลื่นซัดออกไปไกลจากฝั่งเรื่อย ๆ แม้จะว่ายน้ำเป็ แต่เพราะสู้แรงคลื่นไม่ไหว จึงเกือบจะจมน้ำอยู่หลายครั้ง
โชคดีที่ตอนนั้นเองที่มีเด็กผู้ชายอายุประมาณ 7 – 8 ขวบ ว่ายน้ำเข้ามาช่วยลากเขากลับฝั่ง แต่ตอนนั้นปานเทพกลัวมาก จนเผลอตะกายกอดอีกฝ่ายแน่น จนพี่เสือมีรอยข่วนที่ข้างแก้ม และเกือบจะทำให้พวกเขาจมน้ำตายไปทั้งคู่อยู่แล้ว
แต่ก็เป็พี่เสือคนนี้ที่พยายามว่ายน้ำตีขาพาเขากลับเข้าฝั่งมาได้อย่างทุลักทุเล ตอนนั้นปานเทพสำลักน้ำทะเลเกือบตาย พี่เสือจึงช่วยทุบหลังให้ แต่พวกแม่บ้านกับหญิงย่าที่เพิ่งเข้ามาเห็นไม่เข้าใจ และคิดว่าเขาถูกเด็กคนอื่นรังแก เพราะพี่เสือก็มีแผลที่แก้ม จนทะเลาะกับพ่อของพี่เสือซะใหญ่โต และเป็ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์
ปานเทพในตอนนั้นยังไม่ทันได้รู้ชื่อของอีกฝ่าย และไม่เคยได้ขอบคุณพี่เสือด้วยซ้ำที่ช่วยชีวิตเขาไว้ พอเกิดเื่ผู้ใหญ่ทะเลาะกัน ก็ยิ่งทำให้ปานเทพไม่กล้าเข้าใกล้พี่เสืออีก ได้แต่แอบมองพี่เสืออยู่ห่าง ๆ
ทุก ๆ ปีที่กลับมาที่บ้านพักตากอากาศหลังนี้ ปานเทพจะแอบหนีไปดูพี่เสือ ว่าเล่นอะไร กับเด็กคนไหนอยู่ห่าง ๆ แอบตามดูจนกระทั่งรู้จักบ้าน รู้จักชื่อ รู้ว่าพี่เสือชอบกินอะไร ชอบทำอะไร และสนิทกับใคร
จนกระทั่งมัธยมต้นปานเทพได้รู้จักกับภานุที่เข้ามาเรียนในโรงเรียนประจำที่กรุงเทพฯ เพราะรู้ว่าภานุสนิทกับพี่เสือ ปานเทพจึงได้เข้าใกล้ภานุ เขาแค่อยากจะได้ยินเื่ราวต่าง ๆ ของพี่เสือจากภานุเท่านั้น ไม่คิดว่ายิ่งรู้จักพี่เสือมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งอยากสนิทกับพี่เสือเหมือนอย่างที่ภานุสนิท
ใครจะไปรู้ว่าคนเรานั้น พอปักใจกับอะไรไปแล้ว มันจะติดอยู่ในใจอย่างนั้น โดยเฉพาะ่ 2 – 3 ปี ที่ผ่านมานี้ ปานเทพได้แต่สับสนในตัวเอง เมื่อเพื่อน ๆ เริ่มมีความรักกับเด็กผู้หญิงที่อยู่ต่างโรงเรียน แต่เขากลับไม่มีความรู้สึกสนใจเพศตรงข้ามเลย เขาจึงคิดว่าตัวเองน่าจะชอบผู้ชาย แต่อย่างเพื่อนผู้ชายในห้องที่ตัวเล็ก ๆ น่ารัก ๆ ที่มาบอกรักเขา เขาก็ไม่ได้รู้สึกชอบ
ดังนั้นจึงได้กลับมาพัทยา และแอบออกมาข้างนอกดึก ๆ เพื่อค้นหาตัวตน ไม่คิดว่าวันนี้จะได้มีโอกาสเจอกับพี่เสืออีกครั้ง ตอนที่พี่เสือเข้ามาช่วยเขาไว้จากพวกกะเทย ปานเทพจึงรู้สึกดีใจมากเพราะเขาไม่ได้ชอบกะเทย แต่ก็รู้สึกเสียใจที่พี่เสือจำเขาไม่ได้
ปานเทพก้มมองใบหน้าของเสืออยู่นาน ในที่สุดเขาก็เข้าใจความรู้สึกของตัวเองแล้ว ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ คนเดียวที่เขามีความรู้สึกด้วย คือพี่เสือคนเดียวเสมอมา ปานเทพประคองต้นคอของเสือให้หนุนหมอนของตน และดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุม ขณะที่กำลังจะห่มให้ เสือก็พลิกตัวเข้ามาซบอกเขา
“เสือทำแบบขี้โกงจังเลยนะคะ” ปานเทพพึมพำแล้วโอบไหล่ของเสือดึงเข้าหาตัว เขาเงยหน้ามองเพดานห้องพลางคิดบางอย่างในหัวเงียบ ๆ
---------------------------------
เสือขยับตัวเล็กน้อยเพื่อซุกเข้าหากลิ่นหอมจาง ๆ ที่ละอยู่ข้างแก้ม นอกจากกลิ่นที่หอมสดชื่นแล้ว ยังมีผิวเนียนนุ่มที่เขากำลังลูบอย่างเพลินมืออีก
เสือย่นคิ้วแล้วค่อย ๆ ปรือตาขึ้นมอง กลุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนละอยู่ที่ปลายคางเขา แถมหัวไหล่เนียนขาวที่เขาลูบอยู่ยังเป็ของใครบางคนอีกด้วย!
“เชี่ย!!” เสือพึมพำ เขาตื่นเต็มตาพร้อมกับอาการปวดหัวแทบะเิ เนื่องจากเมาค้าง แถมความทรงจำก็ขาด ๆ หาย ๆ
เสือค่อย ๆ ขยับแขนออกจากการกอดไหล่ขาว ที่เขาลูบอยู่เมื่อครู่ แต่พอทำท่าจะลุกขึ้น คนที่นอนซุกอยู่บนอกเขาก็งัวเงียเงยหน้าขึ้นมอง
“ตื่นแล้วเหรอคะ?” ดวงตาสีเทาอมเขียวจ้องเขาในระยะใกล้แค่คืบ เสือรู้สึกเหมือนลมหายใจตัวเองสะดุด ภาพเหตุการณ์เมื่อตอนเล่นเกมในวงเหล้าไหลเข้าสมองเขา จนเผลอมองไปที่ริมฝีปากของอีกฝ่าย
“เมื่อคืน...” เสือลุกขึ้นนั่งและกำลังจะเปิดปากถาม อีกฝ่ายก็พูดขึ้นเสียก่อน
“เมื่อคืนพวกเสือเมากันมากก็เลยให้มาค้างคืนกันที่บ้านริมทะเลของเราน่ะค่ะ ภานุกับพี่คนอื่น ๆ น่าจะนอนกันอยู่อีกห้อง” เสือมองปานเทพที่กล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ พูดเป็จังหวะจะโคน ไม่มีอาการลนลาน หรือจงใจปลุกปั่นให้ย้อนคิดถึงเื่เมื่อคืนแม้แต่น้อย เมื่ออีกฝ่ายนิ่งและสงบขนาดนี้ เสือจึงใจชื้นขึ้นมาหน่อย
“เสือหน้าซีด ๆ นะคะ ปวดหัวหรือเปล่า?”
ปานเทพลุกขึ้นนั่งแล้วก็ยื่นมือออกมาอังที่หน้าผากของเสือ เสือรู้สึกว่าฝ่ามือของอีกฝ่ายค่อนข้างเย็น แต่ก็ให้ความรู้สึกสบายเสียจนเขาเผลอทิ้งตัวใส่ฝ่ามือนั้น แต่เพราะอีกฝ่ายผละมือจากไปเร็วเหลือเกิน จนเสือเกือบจะหน้าทิ่มลงไปที่เตียงอีกครั้ง
“ดื่มน้ำก่อนค่ะ เวลาที่เมาค้างนอกจากจะมึนหัวแล้วร่างกายจะสูญเสียน้ำ ทำให้คอแห้ง ดูสิคะ ปากของเสือแห้งหมดเลย” ปานเทพแตะปลายนิ้วลงกับริมฝีปากเขา
ลมหายใจเสือกระตุก หลังรับแก้วน้ำที่ปานเทพรินส่งให้ ก็ดื่มลงไปอึกใหญ่ อดรู้สึกดีไม่ได้ ที่คนตรงหน้าดูแลเขาดีเสียยิ่งกว่าไอ้เพื่อนเวรพวกนั้น เสือเคยไปดื่มกับแก๊งปรากฏว่า พวกมันปล่อยให้เขานอนที่พื้นห้องทั้งคืนจนปวดหลัง แถมตอนตื่นยังมีอาการปวดหัวจนอยากจะอ้วก แค่ขอถุงพลาสติกไว้อ้วกหน่อยมันยังให้เดินไปหาเองเลยด้วยซ้ำ
“แล้วเมื่อคืนกูมานอนที่นี่ได้ยังไงอ่ะ?”
“เราให้ขี่หลังมาค่ะ เสืออยากใช้ห้องน้ำไหมคะ? มีแปรงสีฟันกับของใช้ข้างใน เสือใช้ได้ตามสบายเลยนะคะ เสร็จแล้วจะได้ออกไปทานอะไรรองท้องกัน” เสือได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้ารับแล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ
พอออกมาจากห้องน้ำ เสือก็รู้สึกสดชื่นกว่าเมื่อตอนตื่นขึ้นเยอะ อาจจะเป็เพราะเ้าเด็กลูกครึ่งนี่ ให้ความรู้สึกสงบ หลังจากที่เสือออกมาจากห้องน้ำ ปานเทพก็สลับเข้าไปทำธุระส่วนตัวบ้าง รอจนอีกฝ่ายออกมา ปานเทพก็ชวนเขาออกไปนั่งข้างนอก
ที่ห้องรับแขกด้านนอก มีแม่บ้านเตรียมรออุ่นอาหารเช้าให้อยู่แล้ว พอพวกเขาออกไปถึง ปานเทพก็ให้แม่บ้านมาเสิร์ฟอาหารเช้าทันที ทั้งยังชวนให้เขาดื่มน้ำส้มมะนาว เพราะรสเปรี้ยวจะช่วยแก้อาการเมาค้าง จากนั้นพอกินข้าวเสร็จเขาก็กินยาแก้ปวดที่ปานเทพเตรียมไว้ให้ ก่อนจะไปเดินย่อยที่สนามหญ้าหน้าบ้าน รอพวกเพื่อน ๆ เขาตื่น เสืออดคิดไม่ได้ว่า ปานเทพเองก็นิสัยไม่เลวเลย โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่า ั้แ่เช้าเขาเอาแต่เดินตามปานเทพ เหมือนพระรามตามกวางอย่างไรอย่างนั้น
..............................................
เสือในร่างสมัน
แปลว่า คนร้ายที่ปลอมมาในคราบของคนดี
------------------------------
To be Con
เื่นี้อาจจะเล่าความหลังยาวหน่อยนะคะ
ส่วนใครเป็เสือตัวจริง ตอนนี้ก็เฉลยแล้ว อิอิ
ยังไงก็สุขสันต์วันสงกรานต์ด้วยค่ะ
นามิ