จักรพรรดิข้ามกาลเวลา

    ตอนที่ 29 : โทสะของฮูหยิน หวัง

    “อามิตตาพุทธ!! ถูกต้องแล้วประสกทั้งสอง มีคนมาซื้อไฮเดอราบาดไปแล้ว!!”

     

    ไต้ซือ ฮุย หมิง ประนมมือขึ้นทั้งสองข้างพร้อมกับหันไปกล่าวกับผู้อาวุโสทั้งสองจากตระกูล จาง

     

    พวกเขาทั้งสองมองหน้ากันไปมาครู่หนึ่ง โดยไม่อาจหาคำกล่าวใดๆ ออกมาได้

     

    แร่ไฮเดอราบาดไม่ใช่สินค้าที่ขายได้ง่ายๆ ภิกษุชาวสินธุทั้งสองอยู่ภายในทวีปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์มานานหลายเดือนแล้ว แต่จนถึงตอนนี้พวกเขาก็ยังไม่สามารถขายมันได้

     

    อีกทั้งเหตุที่ทำให้ภิกษุชาวสินธุทั้งสองรูปไม่สามารถขายแร่ไฮเดอราบาดได้นั้น ยังเป็นเพราะแร่ไฮเดอราบาดยังไม่เป็นที่รู้จัก จึงทำให้ไม่มีคนรู้ถึงคุณค่าที่แท้จริงของมัน ที่สำคัญนั้นภิกษุทั้งสองรูปยังพูดได้เพียงแค่ภาษาสันสกฤตเท่านั้นอีกด้วย

     

    หากไม่มีใครที่สามารถพูดภาษาสันสกฤตได้แล้วนั้น มันก็เป็นเรื่องยากมากที่จะสามารถสื่อสารกับพวกเขาได้ ดังนั้นตระกูล จาง จึงไม่กังวลว่าใครจะชิงซื้อแร่ตัดหน้าไปจากพวกเขา

     

    ด้วยความจริงเหล่านี้แต่เดิมแล้วทั้งสองคนตั้งใจจะใช้มันเพื่อต่อรองราคาให้ถูกลง แต่พวกเขาไม่คาดมาก่อนว่าจะมีคนซื้อแร่ไฮเดอราบาดไปก่อนพวกเขาเช่นนี้

     

    “ท่านขายแร่ไฮเดอราบาดที่ไหน!?”

     

    ชายวัยกลางคนชุดคลุมสีฟ้ากล่าวถาม

     

    “ถามเขาหน่อยว่า ได้ขายให้กับตระกูลที่ชื่อเสียงในเมืองหลวงหรือไม่!?”

     

    ชายวัยกลางคนอีกคนกล่าวถาม

     

    สิ่งแรกที่พวกเขาคิดก็คือภิกษุชาวสินธุทั้งสองกำลังโกหก เพื่อที่จะได้โก่งราคาขึ้น ไม่เช่นนั้นแล้วก็เป็นไปได้ว่ากลุ่มช่างตีเหล็กได้มาซื้อแร่จากพวกเขาไปแล้ว

     

    หากว่าเป็นเหตุผลข้อแรกมันก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเขา พวกเขาเพียงแค่เสนอราคาให้สูงขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากว่ามันเป็นเหตุผลข้อที่สองแล้วนั้น พวกเขาก็ต้องการรู้ให้ได้ว่าใครเป็นคู่แข่งในการค้าครั้งนี้ของพวกเขา

     

    ไต้ซือ ฮุย หมิง พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะหันไปสนทนาด้วยภาษาสันสกฤตกับภิกษุชาวสินธุทั้งสอง

     

    “ไม่ใช่ตระกูลใหญ่ แต่เป็นเด็กอายุสิบสี่หรือสิบห้าปี!!”

     

    หลังจากครู่หนึ่ง ไต้ซือ ฮุย หมิง ก็หันกลับมากล่าวทางพวกเขาพลางส่ายศีรษะไปมาช้าๆ

     

    “เด็ก!!”

     

    ทั้งคู่ต่างก็ประหลาดใจอย่างมากเมื่อได้รับคำตอบเช่นนี้ มันทำให้พวกเขาประหลาดใจยิ่งว่าครั้งแรกที่ได้ยินว่าแร่ไฮเดอราบาดถูกซื้อไปแล้วด้วยซ้ำ

     

    “ท่านไต้ซือ เป็นไปได้ไหมว่าท่านจะแปลความหมายของพวกเขาผิด!?”

     

    ชายวัยกลางคนทั้งสองกล่าวถาม แม้ว่าคำถามนี้จะก่อให้เกิดความขุ่นเคืองขึ้นก็ตาม แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขากังวลในขณะนี้

     

    ราคาของแร่ไฮเดอราบาดไม่ใช่ถูกๆ จึงย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เด็กจะซื้อของมีค่าเช่นนี้

     

    เด็กเล็กจะมีความสามารถทางด้านการเงินสูงเช่นนี้ได้อย่างไร!?

     

    คำตอบแรกที่พวกเขาคิดก็คือ ไต้ซือ ฮุย หมิง อาจไม่แตกฉานในภาษาสันสกฤต จึงทำให้แปลความหมายจากชื่อตระกูล หรือชื่อบางคนเป็นเด็ก

     

    ในเวลานั้น ใบหน้าของ ไต้ซือ ฮุย หมิง ก็เต็มไปด้วยความเดือดดาล อย่างไรก็ตาม เขาพลันสงบอารมณ์เอาไว้ขณะหันกลับไปกล่าวถามภิกษุชาวสินธุทั้งสองอีกครั้ง

     

    “ไม่มีความผิดพลาด พวกเขาบอกว่ามันถูกซื้อไปโดยเด็กที่มีชื่อว่า หวัง ชง!!”

     

    หลังจากนั้นไม่นานไต้ซือ ฮุย หมิง ก็หันกลับมา กล่าวอย่างหนักแน่น

     

    “หวัง ชง!?”

     

    เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายวัยกลางคนทั้งสองต่างก็รู้สึกหมดหวังอย่างสิ้นเชิง พวกเขาไม่มีความทรงจำใดเกี่ยวข้องกับคนที่ชื่อ หวัง ชง แม้แต่นิดเดียว

     

    อีกทั้งภายในเมืองหลวงยังมีเด็กอายุสิบสี่ถึงสิบห้าปีจำนวนมาก แล้วเช่นนี้พวกเขาจะรู้ได้ยังว่า หวัง ชง เป็นใคร

     

    “ไต้ซือ ขอให้พวกเขาบอกรายละเอียดของเด็กคนนั้นสักหน่อยได้ไหม!?”

     

    ชายชุดคลุมสีฟ้ากล่าวถามอีกครั้ง เขายังไม่ปักใจเชื่อว่าเด็กคนหนึ่งจะสามารถซื้อแร่ไฮเดอราบาดได้ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้รวดเร็วเกินกว่าที่เขาจะรับไหว

     

    “พวกเขาบอกว่าเด็กคนนั้นสวมเสื้อผ้าสีน้ำเงิน สูงประมาณ....!!”

     

    ไต้ซือ ฮุย หมิง อธิบายลักษณะตามที่ภิกษุชาวสินธุทั้งสองกล่าวออกมาอย่างละเอียด แต่มันยิ่งกลับทำให้ชายวัยกลางคนทั้งสองยิ่งรู้สึกท้อแท้มากยิ่งขึ้น เพราะลักษณะดังกล่าวแทบที่เรียกได้ว่าเป็นลักษณะทั่วไปของเด็กภายในเมืองหลวงด้วยซ้ำ

     

    “จริงสิ!! พวกเขายังบอกอีกว่าเด็กคนนั้นเป็นหลานชายของ จิ่วกง แห่งต้าถัง!!”

     

    ในที่สุดไต้ซือ ฮุย หมิง ก็กล่าวสิ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับพวกเขาออกมา

     

    “จิ่วกง!!”

     

    ร่างกายของพวกเขาทั้งสองคนสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างกะทันหัน พร้อมกับใบหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยความประหลาดใจอย่างชัดเจน!! เป็นไปได้อย่างไรที่ จิ่วกง จะมีส่วนร่วมในการค้าขายครั้งนี้!! ทุกคนในเมืองหลวงต่างรู้ดีว่า จิ่วกง ไม่เคยมีส่วนร่วมในการค้าใดๆ มาก่อน ดังนั้น จิ่วกง จะมีส่วนร่วมในการค้าครั้งนี้ได้เช่นไร!?

     

    “ท่านแน่ใจรึว่าฟังไม่ผิด!?”

     

    ทั้งสองเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

     

    “ไม่ผิดแน่นอน!!”

     

    ขณะเดียวกันนั้น ไต้ซือ ฮุย หมิง ก็ไม่ได้ประหลาดใจน้อยไปกว่าพวกเขาทั้งสองคนแต่อย่างใด เดิมทีแล้วที่เขายินดีช่วยเหลือตระกูล จาง เพราะเพียงแค่การมาเป็นสื่อกลางในการสนทนาเท่านั้น แต่ทว่าเขาไม่คิดมาก่อนว่า จิ่วกง จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย

     

    ภายในต้าถัง จิ่วกง มีสถานะที่โดดเด่นสูงล้ำ และแทบไม่มีใครที่จะไม่รู้จักเขา

     

    “ถามพวกเขาดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ จิ่วกง เป็นคนที่มีเกียรติสูงเสียดฟ้า และข้าก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าท่านสนใจในการค้าขาย หรือการตีอาวุธมาก่อน ทำไมท่านถึงได้มีส่วนร่วมในเรื่องนี้!?”

     

    ชายวัยกลางคนทั้งสองคนกล่าว เรื่องนี้แปลกประหลาดเกินไป จึงทำให้พวกเขาต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

     

    ดังนั้น ไต้ซือ ฮุย หมิง จึงได้เริ่มสนทนากับภิกษุทั้งสองอีกครั้ง

     

    “พวกเขาบอกว่าไม่ใช่ จิ่วกง แต่เป็นหลานชายของท่านที่มาหาพวกเขา อีกอย่างพวกเขายังไม่ได้ขายแร่ไฮเดอราบาดให้กับเขา แต่ได้ลงนามในสัญญาบางอย่างเอาไว้ หากว่าหลานชายของ จิ่วกง สามารถรวบรวมเงินได้เก้าหมื่นตำลึงทองภายในหนึ่งเดือน สัญญานั้นจะมีผลบังคับใช้ทันที โดยการที่เขาจะได้รับสิทธิ์ในการแจกจ่ายแร่ไฮเดอราบาดทั้งหมดในทวีปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์!!”

     

    ไต้ซือ ฮุย หมิง กล่าวอย่างตรงไปตรงมา

     

    “เก้าหมื่นตำลึงทอง!?”

     

    ดวงตาของชายวัยกลางคนทั้งสองเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง พวกเขาไม่อาจหาคำกล่าวใดๆ กล่าวออกมาได้ เงินจำนวนเก้าหมื่นตำลึงทองนั้นมากเกินไป แม้แต่ตระกูล จาง ของพวกเขาก็ไม่อาจหาเงินจำนวนนั้นมาได้ทัน

     

    แต่ทว่าหลานชายของท่าน จิ่วกง กลับกล้ารับสัญญานั้น

     

    ในความคิดเห็นของพวกเขาทั้งสองคนแล้วนั้น ข้อตกลงนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ยังได้รับข้อความสำคัญจากไต้ซือ ฮุย หมิง ไม่น้อย

     

    “นี่หมายความว่าข้อตกลงนี้ยังไม่มีผล และเขาก็ยังไม่ได้ขายแร่ไฮเดอราบาดไปงั้นหรือ!?”

     

    ทั้งสองคนกล่าวถาม

     

    ภิกษุชาวสินธุทั้งสองคนพยักหน้ารับเบาๆ

     

    “ฮู่วว.....!!”

     

    ชายวัยกลางคนทั้งสองถอนหายใจยาวออกมาด้วยความผ่อนคลาย ตราบใดที่ข้อตกลงนี้ยังไม่มีผล นั่นก็เท่ากับว่าพวกเขายังพอมีโอกาสอยู่

     

    หลังจากถามที่ตั้งของตำหนักตระกูล หวัง จากภิกษุชาวสินธุทั้งสองแล้ว ชายวัยกลางคนทั้งสองก็กลับขึ้นไปบนรถม้าของพวกเขาทันที

     

    “คุณชาย หวัง ต้องมั่นใจมากแน่ว่ามันเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์!!”

     

    “ใช่!! ราวกับว่าเขาต้องการทั้งหมด!!”

     

    หน้าประตูของร้านขายเครื่องประดับหินโมราสีขาว ภิกษุชาวสินธุทั้งสองต่างส่ายศีรษะไปมาช้าๆ ย้อนกลับไปในขณะที่ หวัง ชง ให้พวกเขาลงชื่อในสัญญาที่ถูกร่างขึ้นโดยหอตรวจการณ์ต้าหลี่นั้น พวกเขาไม่ได้ใส่ใจมากนัก แต่ทว่าในตอนนี้มันกลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

     

    เป็นเพราะความใส่ใจในรายละเอียดของ หวัง ชง มันจึงทำให้เขาสามารถตัดปัญหาจากคู่แข่งของเขาไปได้อย่างสิ้นเชิง

     

    “ตอนนี้พวกเรามารอดูกันว่าเขาจะสามารถหาเงินเก้าหมื่นตำลึงทองมาได้หรือไม่!!”

     

    ภิกษุทั้งสองกล่าว

     

    เก้าหมื่นตำลึงทองไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ แต่พวกเขาไม่มีทางเลือก มันไม่ใช่แค่การทดสอบความสามารถของ หวัง ชง เท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะถิ่นกำเนิดของพวกเขาไม่อาจรอได้นานมากกว่าอีกแล้ว

     

    ทั้งคู่ได้รับข่าวว่าเริ่มมีผู้เสียชีวิตเพราะความอดอยากที่ไฮเดอราบาดแล้ว

     

    “หวังว่าเขาจะสามารถทำได้สำเร็จ ไม่เช่นนั้นพวกเราคงต้องมองหาคู่ค้าคนใหม่เท่านั้น!!”

     

    ภิกษุทั้งสองครุ่นคิด

     

    ....................

     

    ในเวลาเดียวกันนั้นที่ด้านหน้าประตูตำหนักตระกูล หวัง เต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมาก

     

    ที่ด้านหน้าประตูฮูหยิน หวัง ได้นำเก้าอี้ไม้มาฮอกกานีออกมาตั้งพร้อมกับนั่งลงบนนั้น ด้านข้างของนางคือเหล่าข้ารับใช้ที่ยืนเรียงกันเป็นแถว

     

    ทุกคนต่างจับจ้องไปที่รถม้าซึ่งกำลังเข้ามาใกล้ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความกังวล

     

    นายน้อยของพวกเขาไม่เชื่อฟังคำสั่งของฮูหยิน หวัง และลอบออกไปจากตำหนักตั้งแต่เช้าตรู่ มันทำให้นางโกรธอย่างมาก นางได้นำเก้าอี้ตัวนี้ออกมาตั้งแต่เช้า และนั่งรอเขาอยู่ที่นี่ตั้งแต่นั้นมา

     

    หลังจากที่รอมาเป็นเวลานานมากเช่นนี้ ดูเหมือนว่าความโกรธของนางยังไม่ได้ลดลงไปแม้แต่นิดเดียว ใบหน้าของนางนิ่งประดุจเหล็กกล้า เมื่อเหล่าข้ารับใช้เมื่อเห็นใบหน้าของนางก็เกิดความหวาดกลัวไปอีกหลายสิบปี

     

    “วันนี้จะไม่มีใครได้รับอนุญาตให้พูดแทนเขาทั้งสิ้น ข้าจะตีใครก็ตามที่กล้าฝ่าฝืน!!”

     

    คำกล่าวของฮูหยิน หวัง ที่เล็ดลอดผ่านฟันที่กัดไว้แน่นนั้น แม้ว่าจะไม่ดังมากแต่ก็สามารถได้ยินอย่างชัดเจน เหล่าข้ารับใช้ทั้งหมดต่างนิ่งเงียบ และมองตรงไปที่รถม้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสาร

     

    บุตรชายคนนี้เหลวไหลมากเกินไป เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานยังไม่ทันจบลง เขาก็กล้าออกไปเที่ยวเล่นด้านนอกอีกครั้ง หากว่าในวันนี้นางไปตีเขาเพื่อสั่งสอนในอนาคตก็ยากจะบอกได้ ว่าเขาจะนำพาภัยพิบัติใดมาสู่ตระกูล

     

    ฮูหยิน หวัง ได้แสดงความตั้งใจของนางออกมาอย่างแน่วแน่ ที่จะไม่ให้ หวัง ชง ได้ทำตามใจตัวเองอีกต่อไป เมื่อนางได้เตรียมท่อนไม้ไว้รอเขากลับมาเช่นนี้

     

    “เอาไม้ออกมา!!”

     

    สิ้นเสียงของนางข้ารับใช้คนหนึ่งก็นำท่อนไม้ที่มีหนามแหลมมาให้กับนางที่ยื่นแขนออกไปรอรับอยู่ก่อนแล้ว

     

    ผู้ฝึกยุทธ์จะมีร่างกายที่ยืดหยุ่นมากกว่าคนทั่วไป แต่ทว่าไม้ท่อนนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ลงโทษลูกหลานของตระกูลใหญ่ มันสามารถสร้างความเจ็บปวดได้อย่างมาก

     

    ฮูหยิน หวัง จับไม้ท่อนนั้นไว้แน่นโดยไม่ได้กล่าวอะไรออกมา มันยิ่งทำให้บรรยากาศหน้าประตูตำหนักตระกูล หวัง ยิ่งเงียบจนน่าสะพรึงกลัว

     

    ในระยะห่างออกไปนั้น หวัง ชง มองเห็นภาพที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน เขารู้สึกตกใจ และขนลุกทั่วร่างเมื่อเห็น จ้าว ซูฮัว ในลักษณะนี้

     

    เห็นได้ชัดว่าเขาทำให้มารดาโกรธอย่างมาก ที่ไม่เชื่อฟัง และลอบออกจากตำหนัก

     

    “นายน้อย พวกเราจะทำอย่างไรกันดี!?”

     

    เสิน ไห่ และ เมิ่ง หลง กล่าวถาม เมื่อพวกเขามองเห็นด้านหน้า มันก็ทำให้พวกเขาเริ่มหวาดกลัวขึ้นมาจับใจ เพราะอย่างไรแล้วฮูหยิน หวัง จะน่ากลัวอย่างมากเมื่อนางโกรธ

     

    พวกเขาทั้งสองต่างก็ผ่านสนามรบที่นองไปด้วยทะเลเลือดมาก่อนแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่เคยแสดงความหวาดกลัว หรือขมวดคิ้วแน่นแม้แต่ครั้งเดียว แต่ทว่าเมื่อพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับฮูหยิน หวัง พวกเขากลับรู้สึกหวาดกลัว และสำนึกผิดอย่างช่วยไม่ได้

     

    “ไม่ต้องกังวล ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง!!”

     

    หวัง ชง กล่าวออกมาอย่างหนักแน่นขณะที่ตบลงบนไหล่ของทั้งสอง แต่ทว่าภายในใจของเขากลับรู้สึกกังวลอยู่ไม่น้อย หลังจากเพลิดเพลินไปกับผลประโยชน์จากภายนอกมาในวันนี้ เขาก็ต้องเผชิญปัญหาใหญ่เบื้องหน้าในเวลานี้

     

    “ท่านแม่!!”

     

    หวัง ชง ก้าวลงมาจากรถม้าพร้อมกับที่ขนทุกเส้นบนร่างกายตั้งชันขึ้นมา เมื่อเผชิญกับใบหน้าที่นิ่งแข็งประดุจเหล็กของมารดา

     

    “เสิน ไห่ , เมิ่ง หลง เจ้าทั้งสองเข้ามานี่!!” ฮูหยิน หวัง กล่าวออกมาด้วยเสียงเรียบ โดยไม่ได้ชายตามองไปยัง หวัง ชง แม้แต่นิดเดียว

     

    “ฮูหยิน!!”

     

    แม้ว่าพวกเขาทั้งสองคนจะไม่สบายใจนักก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังคงก้าวเข้าไปคุกเข่าลงเบื้องหน้าฮูหยิน หวัง นางได้สั่งให้พวกเขาปกป้อง หวัง ชง และกันไม่ให้เขาออกจากห้อง แต่ทว่าพวกเขาไม่เพียงแต่จะไม่ได้ทำตามคำสั่งเท่านั้น แต่ยังออกไปด้านนอกพร้อมกับนายน้อยของพวกเขาอีกด้วย

     

    เพียงแค่คิดถึงเรื่องนี้ พวกเขาก็รู้ได้ทันทีว่าฮูหยิน หวัง โกรธมากเพียงใด

     

    “เจ้าสองคนมีอะไรจะพูดไหม!?”

     

    ฮูหยิน หวัง กล่าวออกมาด้วยเสียงเย็น นางเชื่อว่าทั้งสองคนเป็นต้นเหตุที่ทำให้นางโกรธจัดอย่างมากเช่นนี้ หลังจากที่นางได้ยินว่าพวกเขาทั้งสองคนอนุญาตให้ หวัง ชง ออกไปด้านนอกได้

     

    “พวกเราล้มเหลวในหน้าที่ของพวกเรา ฮูหยินได้โปรดลงโทษพวกเราด้วย!!”

     

    ทั้งสองคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกับก้มศีรษะลง พวกเขาไม่ได้พยายามอธิบายเรื่องนี้ออกมาแต่อย่างใด พวกเขาตระหนักดีว่าทำให้ฮูหยิน หวัง ผิดหวังมากเพียงใด

     

    “ดี!! พวกเจ้าอยู่กับนายน้อยของพวกเจ้าเพียงไม่กี่วัน พวกเจ้าก็เข้าข้างเขาแล้ว!! จัดการกับพวกเขาตามกฎตระกูล!!”

     

    ฮูหยิน หวัง สั่งการอย่างเย็นชา

     

    นางโกรธอย่างมาก หลังจากที่พวกเขาทั้งสองคนไปเฝ้า หวัง ชง ได้เพียงแค่สองวัน พวกเขากลับเข้าข้าง หวัง ชง ไปอย่างน่าเชื่อ

     

    “ช้าก่อน!!”

     

    เมื่อเห็นว่ามารดาจะลงโทษ เสิน ไห่ และ เมิ่ง หลง เช่นนี้ ใบหน้าของ หวัง ชง ก็มืดมนลงทันที

     

    “ท่านแม่!! ข้าเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ หากท่านจะลงโทษก็ลงโทษข้า เสิน ไห่ และ เมิ่ง หลง ไม่เกี่ยวข้องอันใดด้วย!!”

     

    หวัง ชง กล่าวพร้อมกับคุกเข่าลง และหมอบลงไปกับพื้น เขาเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ดังนั้นเขาจึงควรเป็นคนที่รับโทษ และเขาก็ไม่ต้องการให้ เสิน ไห่ และ เมิ่ง หลง ต้องเข้ามาพัวพันในสิ่งที่ไม่ใช่ความผิดของพวกเขา

     

    “ดี!! เจ้าเรียนรู้วิธีปกป้องผู้อื่นแล้ว!! ถึงข้าจะยังไม่ได้พูดอะไร แต่เจ้าคิดหรือว่าเจ้าจะไม่ถูกลงโทษ!?”

     

    ฮูหยิน หวัง กล่าวออกมาอย่างไม่แยแส

     

    มันเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องรักษากฎของตระกูลเอาไว้เพื่อไม่ให้ผู้ใดทำผิดอีกในอนาคต ฮูหยิน หวัง หวาดวิตกอย่างมากสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อน อีกทั้งเรื่องที่ หวัง ชง ไปข่มเหงผู้หญิงก็ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย แต่เขากลับไปสร้างปัญหาขึ้นภายในโรงเตี๊ยมกระเรียนไพศาล จนทำให้เรื่องนี้ถูกกราบทูลต่อองค์จักรพรรดิ

     

    ฮูหยิน หวัง จึงรู้สึกหวั่นใจเป็นอย่างมาก

     

    จากบทเรียนต่างๆ ที่ผ่านมานั้น ทำให้รู้ว่าหากนางไม่ดัดนิสัยของเขา ก็ยากที่จะบอกได้ว่าเขาจะสร้างปัญหาใดให้กับตระกูล หวัง อีกในอนาคต

     

    .............................