ณ จวนเจิ้นอ๋อง ฮ่องเต้หลี่ซื่อหมินเสด็จเข้าไปภายในจวนด้วยพระพักตร์ที่เปี่ยมไปด้วยความเบิกบานสำราญพระทัย
“ลูกคารวะเสด็จพ่อ!”
หลี่เฉิงเฟิงก้มตัวลงเล็กน้อย ประสานมือและโค้งคำนับให้แก่หลี่ซื่อหมิน
ถึงอย่างไรนี่ก็เป็ธรรมเนียมปฏิบัติและมารยาทในยุคราชวงศ์ถัง หลี่เฉิงเฟิงจะไม่ทำเห็นทีจะไม่ได้
อย่างไรก็ตามหลี่เฉิงยังแอบคิดในใจว่า: เพิ่งเลิกประชุมลงมาจากท้องพระโรงแท้ ๆ ทำไมไม่ไปพักผ่อน ตาเฒ่านี่จะแวะมาหาเราทำไมนะ?
“ฮ่า ๆ ๆ เฟิงเอ๋อร์ลุกขึ้นเถอะ เฟิงเอ๋อร์เป็เด็กที่ไหวพริบดีจริง ๆ จะเรียกว่าเป็ ‘เด็กอัจฉริยะอันดับหนึ่งในใต้หล้า’ พ่อก็ไม่ตะขิดตะขวงใจเลย!”
ฮ่องเต้หลี่ซื่อหมินทรงก้าวขึ้นไปทางด้านหน้า พยุงบุตรชายของตนให้ลุกขึ้นด้วยใบหน้าที่แย้มยิ้มอารมณ์ดี
“เสด็จพ่อ! เมื่อครู่ที่ท้องพระโรง เสด็จพ่อมีรับสั่งให้ขุนนางจ่ายเงินหนึ่งหมื่นหนึ่งพันเหรียญทอง หรือว่าเสด็จพ่อตั้งใจจะให้ลูกนำเงินจำนวนนั้นส่งกลับคืน?”
“หืม... เฟิงเอ๋อร์ พ่อจะเอาเงินหนึ่งหมื่นหนึ่งพันเหรียญทองไว้ทำไม? เฟิงเอ๋อร์สบายใจได้ เฟิงเอ๋อร์เป็ผู้คิดแผนการ ‘ผันน้ำจากใต้สู่เหนือ’ แผนการของลูกจะเรียกว่าเป็ ‘แผนอันดับหนึ่งในการช่วยเหลือราษฎร’ ก็ไม่นับว่าเกินจริง! แต่พ่อยังสงสัยอยู่หนึ่งเื่ ลูกจะเอาเงินจากไหนไปจัดการแผนครั้งนี้?”
พระพักตร์ของหลี่ซื่อหมินเหมือนจะมีเครื่องหมายคำถามผุดขึ้นมา
หลี่เฉิงเฟิงหัวเราะ “เื่นี้ง่ายนิดเดียวพ่ะย่ะค่ะ! เราก็ใช้เงินหาเงินอย่างไรเล่าเสด็จพ่อ! เงินที่เก็บไว้เฉย ๆ มีแต่จะอ่อนค่าลงทุกวัน ดังนั้นลูกจึงมีแผนจะซื้อที่ทางถนนในเมืองฉางอันเพื่อค้าขายพ่ะย่ะค่ะ!”
“ค้าขาย? ฮ่า ๆ ๆ เฟิงเอ๋อร์เป็เด็กที่ไหวพริบดีจริง ๆ ฉลาดมาก!”
หลี่ซื่อหมินผงกศีรษะด้วยความพ่อใจ “ปัญหาของราษฎรที่กวนใจฮ่องเต้มาหลายสิบปี สร้างความปวดหัวให้กับประมุขมาหลายราชวงศ์ แต่เฟิงเอ๋อร์พูดเพียงประโยคเดียวก็สามารถแก้ไขปัญหาเ่าั้ได้ ไม่ว่าจะภัยแล้ง หรือน้ำท่วม! ดูเหมือนว่าพ่อจะมองเฟิงเอ๋อร์ผิดไป!”
“ดังนั้นที่เสด็จพ่อมาครั้งนี้ เสด็จพ่อตั้งใจจะมาชมลูกเป็การส่วนตัวหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ฮ่า ๆ ๆ เฟิงเอ๋อร์ฉลาดจริง ๆ!”
หลี่ซื่อหมินมองใบหน้าน้อย ๆ สีแดงระเรื่อของเด็กน้อย ยิ่งมองมันมากเท่าไหร่พระองค์ยิ่งรู้สึกพอพระทัยมากขึ้นเท่านั้น
พระเนตรของหลี่ซื่อหมินเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดูรักใคร่ในตัวเด็กน้อยตรงหน้า “เฟิงเอ๋อร์ พ่อมีเื่สงสัยบางอย่าง ที่อยากจะถามเ้าโดยละเอียด! พ่ออยากรู้ว่า ‘นักวิจัยโบราณคดี’ ที่เฟิงเอ๋อร์พูดถึงก่อนหน้านี้ ความจริงแล้วคืออาชีพอะไร?”
“อ๋อ! เื่นั้นนั่นเอง ถ้าจะเรียกให้ดูดีก็คือ ‘คนสำรวจโบราณวัตถุ’ แต่ถ้าจะเรียกให้ฟังดูแย่ลูกก็เป็เพียง ‘โจรขโมยสุสาน’ พ่ะย่ะค่ะ!”
“เอ๋!? โจรขโมยสุสาน? เฟิงเอ๋อร์ ลูก...”
พระพักตร์ของหลี่ซื่อหมินหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
เด็กน้อยอายุ 6 ขวบ องค์ชายแปดแห่งแผ่นดินต้าถัง เคยเป็โจรขโมยสุสานมาก่อนอย่างนั้นหรือ?
หลี่ซื่อหมินรู้สึกเป็ทุกข์อย่างห้ามไม่ได้
หลังจากนั้น พระพักตร์ซึ่งเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกผิดได้ถอนหายใจออกมา “เฟิงเอ๋อร์ พ่อขอโทษเ้าจริง ๆ ที่ปล่อยให้เ้าอยู่ร่อนเร่เช่นนั้นถึงหกปี จนต้องไปทำมาหากินด้วยอาชีพเช่นนั้น!”
“ไม่เป็ไรเสด็จพ่อ แต่ลูกอยากถามว่า ตอนที่เสด็จพ่อไปรับลูกมาจากหมู่บ้านลั่วเจียง เสด็จพ่อเห็นท่านแม่เฉิงหยิงหยิงของลูกหรือไม่?”
“เฮ้อ...”
หลี่ซื่อหมินถอนหายใจอีกครั้ง และส่ายหน้าเป็คำตอบ “ไม่เลย! ถ้าไม่ใช่เพราะ ‘หลิวจ่างกุ้ย’ ชาวบ้านของหมู่บ้านลั่วเจียงนำจดหมายมาส่งให้พ่อ พ่อไม่มีทางรู้เลยว่าลูกชายของพ่อยังอยู่ในหมู่บ้านแห่งนั้น พ่ออาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบนโลกใบนี้มีเฟิงเอ๋อร์อยู่ด้วย!”
ยิ่งคิดถึงเื่นี้ฮ่องเต้หลี่ซื่อหมินยิ่งเป็ทุกข์ใจ คิดคราใดพระองค์ก็รู้สึกผิดครานั้น
นี่คือความผิดของพระองค์อย่างไม่อาจปฏิเสธได้ และทำให้บุตรชายต้องระหกระเหินอยู่ภายนอกถึง 6 ปี มิหนำซ้ำแม่ของเขายังหายไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่ทราบความเป็ตายร้ายดี
ยิ่งไปกว่านั้น หมู่บ้านลั่วเจียงเป็หมู่บ้านซึ่งตั้งอยู่ในเขตแดนของเมืองโยวโจว ซึ่งทางทิศเหนือตั้งอยู่ใกล้ดินแดนของชาวถูเจี๋ย เป็สถานที่ที่อันตรายมาก
เวลานี้ฮ่องเต้หลี่ซื่อหมินจึงกังวลพระทัยมากว่า เฉิงหยิงหยิงแม่ของหลี่เฉิงเฟิงจะถูกชาวถูเจี๋ยจับตัวข้ามพรมแดนไปแล้ว?
หลี่ซื่อหมินให้คำตอบ “เฟิงเอ๋อร์ เ้าอย่ากังวลใจไปเลย พ่อได้สั่งให้แม่ทัพเสือฉินฉงนำทัพเกราะทมิฬสามพันนายออกไปแล้ว พวกเขากำลังตามหาตัวแม่ของเ้าที่เมืองโยวโจว นางจะไม่เป็อะไร และจะได้กลับมาหาเ้าอย่างแน่นอน!”
“อื้อ!”
หลี่เฉิงเฟิงพยักหน้าเป็คำตอบ เด็กน้อยไม่พูดอะไรมากกว่านั้น
ตอนนี้ความทรงจำเกี่ยวกับชีวิตของเด็กน้อย กำลังทับซ้อนร่างกายที่อ่อนแอของหลี่เฉิงเฟิงโดยสมบูรณ์
ในความทรงจำของหลี่เฉิงเฟิง ยังมีสตรีที่อ่อนโยนและใจกว้างอยู่หนึ่งคน
สตรีผู้นั้นคือแม่ของเด็กน้อยหลี่เฉิงเฟิง นางมีชื่อว่าเฉิงหยิงหยิง
......
เช้าตรู่ของวันต่อมา หลี่เฉิงเฟิงออกไปที่ท้องพระโรงเพื่อฟังประชุมเหมือนวันก่อน
ทันทีที่เด็กน้อยไปถึงท้องพระโรง ขุนนางทั้งสองฝ่ายต่างมององค์ชายน้อยด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นชม
เด็กผู้นี้คือองค์ชายแปดแห่งแผ่นดินต้าถัง หรือก็คือเจิ้นกั๋วอ๋องหลี่เฉิงเฟิงในอนาคต
“คารวะองค์ชายแปด! วันนี้มาฟังประชุมแต่เช้าเลยนะพ่ะย่ะค่ะ?”
หนึ่งในยี่สิบสี่ขุนนางผู้สร้างชาติแห่งหอหลิงเหยียน ‘เฉินกั๋วกงโหวจุนจี๋’ เอ่ยทักทายหลี่เฉิงเฟิงเป็ผู้แรก
หลี่เฉิงเฟิงหาวออกมาหนึ่งที เขาตอบอย่างไม่ยี่หระ “จะไม่มาก็ไม่ได้นี่! เราไม่ไว้หน้าเ้าได้ แต่ไม่ไว้หน้าเสด็จพ่อไม่ได้จริงไหมเฉินกั๋วกง?”
“เออ... องค์ชายแปด.... ฮ่า ๆ องค์ชายล้อเล่นเก่งจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ!”
ใบหน้าของโหวจุนจี๋หม่นลงในทันที แถมมุมปากยังกระตุกขึ้นมาเองอย่างไม่ได้ตั้งใจ
องค์ชายแปดเป็เด็กที่น่าทึ่งเหลือเกิน!
ที่กล่าวเมื่อครู่องค์ชายแปดกำลังหมายความว่า เขาไม่ได้เห็นขุนนางทั้งหลายในท้องพระโรงแห่งนี้อยู่ในสายตา มีเพียงฮ่องเต้หลี่ซื่อหมินเท่านั้นที่สามารถสั่งเขาได้?
อย่างไรก็ตาม หลี่เฉิงเฟิงกำลังปิดปากและหัวเราะโหวจุนจี๋
เพราะเสียงอิเล็กทรอนิกส์ที่คุ้นเคยจากระบบกำลังแจ้งเตือนเขาว่า : “ติ๊ง! เนื่องจากโหวจุนจี๋ตกตะลึง ค่าความซุกซน +10!”
ขณะเดียวกัน เว่ยเจิงกำลังเดินผ่านหลี่เฉิงเฟิงโดยใช้มือลูบก้นของตนเองไปมา
เห็นดังนั้นหลี่เฉิงเฟิงดวงตาพลันเป็ประกายราวกับเสือที่เจอเหยื่อ เขาทักว่า “เจิ้งกั๋วกง ยังเจ็บก้นอยู่อย่างนั้นหรือ? อุตส่าห์บอกแล้วแท้ ๆ ว่าให้ตั้งใจฟังเสด็จพ่อ ดูสิเหม่อไปพักเดียว ลำบากไปถึงก้นเสียแล้ว!”
สีหน้าของเว่ยเจิงสลดลงในทันใด
หากไม่ใช่เพราะองค์ชายแปดเปิดประเด็นขึ้นมา เมื่อวานเขาจะถูกลงโทษด้วยการโบยสามไม้ได้อย่างไร นี่เป็เพราะองค์ชายแปดโวยวายขึ้นมาแท้ ๆ !?
ผลสุดท้ายเขาก็ถูกทำโทษ แต่ถูกทำโทษยังไม่เท่าไหร่ เหตุใดองค์ชายน้อยจึงต้องตามมาเยาะเย้ยตาเฒ่าเช่นเขาด้วย!?
“ฮึ่ม! องค์ชายแปด กระหม่อมกระดูกแข็งหนังเหนียวไม่เป็อะไรหรอกพ่ะย่ะค่ะ! องค์ชายแปดอย่าได้กังวลใจไปเลย!”
ใบหน้าของเว่ยเจิงสลดราวกับมีเมฆครึ้มปกคลุมอยู่
แผนการ ‘ผันน้ำจากใต้สู่เหนือ’ ที่หลี่เฉิงเฟิงเสนอขึ้นมาเมื่อวาน ได้ยินมาถึงหูของเว่ยเจิงแล้วเช่นเดียวกัน
ทันทีที่ได้ยินแผนการนี้ เว่ยเจิงถึงกับอ้าปากค้าง
ผู้ที่มีความคิดเช่นนี้จะเป็อย่างอื่นไปไม่ได้นอกเสียจากยอดอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะ
สิ่งนี้ยังเป็ข้อพิสูจน์ว่า องค์ชายแปดผู้นี้มีสิทธิ์จะกลายเป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินต้าถังในรอบศตวรรษ!
แต่การเป็คนเก่ง เป็อัจฉริยะย่อมทำให้ผู้อื่นอิจฉาได้ง่าย อนาคตขององค์ชายน้อยผู้นี้อาจจะไปได้เพียงครึ่งทาง
เว่ยเจิงจึงกล่าวว่า “องค์ชายแปดพร์มิควรเปิดเผยมากเกินไป ปัญญาก็เช่นเดียวกัน!”
“หืม? เรา้าให้เ้ามาสั่งสอนหรอกหรือ?”
“ไม่เลยพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายแปดย่อมได้รับการสั่งสอนจากฝ่าา แต่ที่กระหม่อมกล่าวเช่นนี้ก็เพื่อตัวองค์ชายแปดเอง!”
แม้เว่ยเจิงจะกล่าวอ้างถึงฝ่าา แต่ในความเป็จริง เขาเพียง้าจะพูดให้หลี่เฉิงเฟิงรู้สึกรำคาญใจ
หลี่เฉิงเฟิงจึงได้แต่ยิ้มบาง ๆ ตอบกลับ
เอาสิตาเฒ่าเว่ยเจิง เมื่อวานยังเจ็บก้นไม่พอใช่ไหม วันนี้เราจะทำโทษก้นของเ้าอีกสักครั้ง เอาให้หลาบให้จำไปเลย!
เว่ยเจิงเป็มหาเสนาบดีที่มีชื่อเสียงมากในประวัติศาสตร์ มิหนำซ้ำยังชอบขัดแข้งขัดขาหลี่ซื่อหมินฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน เว่ยเจิงเป็ขุนนางที่หลงเหลือมาจากยุคของฮ่องเต้องค์ก่อน เป็ผู้สนับสนุนหลี่ยวน และมีบางครั้งที่พยายามจะสกัดไม่ให้หลี่ซื่อหมินมีอำนาจ
แต่ไม่นึกเลยว่าครั้งนี้ เขาจะกล้าขัดแข้งขัดขาและหมายหัวองค์ชายแปดหลี่เฉิงเฟิง
เว่ยเจิงมีความสุขมาก เขาสบายใจขึ้นเยอะเมื่อได้ทำให้หลี่เฉิงเฟิงรำคาญใจ
อย่างไรก็ตาม หลี่เฉิงเฟิงมีแผนการอยู่ในหัวแล้ว เขาจะทำให้เว่ยเจิงได้เห็นว่า ‘าาปากแจ๋ว’ คนแรกแห่งราชวงศ์ถังเป็อย่างไร!?