
....กลองหินดังระรัวถี่ขึ้น เสียงโห่ร้องแผดดังก้องสะท้อนหุบเขาราวกับเสียงสัตว์ร้ายคร่ำครวญ
ร่างนักบวชเผ่าเพลิงแดงสวมผ้าคลุมแดงชุ่มเลือด เดินวนรอบแท่นหินพร้อมชูมีดบูชาที่เปื้อนคราบสนิม
เสียงสวดโบราณดังต่ำจนพื้นหินสั่นสะท้าน
ควันดำหนืดหนาทะลักจากร่องหิน ราวกับมีดวงวิญญาณนับพันกำลังถูกดูดออกมา
เงาร่างบิดเบี้ยวปรากฏขึ้นรอบลานพิธี เหมือนผู้ที่เคยถูกสังเวยยังคงตะโกนร่ำไห้อยู่
บนรูปปั้นเทพบรรพกาลแห่งไฟ ดวงตากลวงโบ๋พลันลุกไหม้เป็นเปลวเพลิงสีดำ
เปลวไฟนั้นไม่ให้ความร้อน หากแต่เย็นเยียบ…จนวิญญาณสั่นสะท้าน
เสียงของหัวหน้าเผ่าดังก้องลาน
“โลหิตของพวกมัน… จะปลุกให้ท่านเทพเสด็จ!
เจ้าพวกคนนอก จงกลายเป็นเถ้าถ่านเพื่อเสริมพลังให้เผ่าเพลิงแดงนิรันดร์!”
เหล่าชนเผ่าต่างกรีดร้อง คลุ้มคลั่งเหมือนวิญญาณสูญสติ
เสียงโซ่เหล็กรัดแขนขาของอวี้เฟิงสั่นกราวเมื่อเขาขยับตัว
แต่แทนที่จะหวาดกลัว เขากลับยกคางขึ้น ยิ้มกวนประสาท
“โอ้โห… บรรยากาศอลังการนะนี่
ถ้าไม่บอกว่าเป็นพิธีบูชาเทพ ข้าคงนึกว่าเป็นงานเลี้ยงสุราในหอร้อยบุปผา!(ซ่องโสเภณี)”
เสียงชนเผ่าทั้งลานโห่ฮืออย่างเกรี้ยวกราด
อวี้เฟิงยังไม่หยุด
“ไหนๆก็ทำพิธีแล้ว… จะไม่มีอาหารเลี้ยงแขกเลยเหรอ?
โจ๊กเห็ดหอมสักชามก็ยังดีนะเว้ย ข้าหิว!”
อวี้ปิงที่ถูกมัดข้างๆ แทบจะกัดลิ้นตัวเองตาย
“พี่! นี่มันไม่ใช่เวลามุกนะโว้ย!”
หัวหน้าเผ่าชี้มีดบูชาใส่หน้าอวี้เฟิง เสียงคำรามต่ำดังออกมาจากในอก
“ปากของเจ้า… จะเป็นชิ้นแรกที่ข้าสังเวยให้เทพ!”
ทันใดนั้น แท่นหินใต้เท้าพลันเรืองแสงแผ่พลังมืด เสาเพลิงสีดำผุดขึ้นพันธนาการทั้งสามไว้
เสียงครืนครั่นจากรูปปั้นดังสะเทือนราวกับสิ่งที่อยู่ข้างในกำลังจะตื่น
แต่ท่ามกลางบรรยากาศสยอง อวี้เฟิงยังแค่นหัวเราะ
“เหอะ… ไอ้เทพซุ่มซ่ามเนี่ยนะเป็นเทพแห่งไฟของพวกเจ้า ถ้ามีกล้าตื่นขึ้นมาจริง
แล้วเห็นข้า ระวังมันจะเปลี่ยนใจ… ยกตำแหน่งเทพให้ข้าแทนก็ได้นะโว้ย! ฮ่าๆ”
เสาเพลิงสีดำพุ่งสูงขึ้น ลมรอบลานบูชากระหน่ำจนเปลวคบเพลิงสั่นไหว
ทุกสายตาจับจ้องแท่นหินที่ส่องสว่างยิ่งขึ้น…
เสียงสวดมนต์ต่ำลึกดังลั่น แทบจะฉีกหูออกเป็นชิ้นๆ
และทันใดนั้นเอง อวี้เฟิงเชิดหน้าขึ้น ตะโกนก้องสุดเสียง
“ไอ้เทพซุ่มซ่าม เอ้ย ไอ้เทพบรรพกาลแห่งไฟ! ถ้ามันมีตัวตนจริงก็โผล่มาให้ข้าเห็นสิวะ!
หรือว่ากลัวไอ้หล่อๆแบบข้าจะเผาเอ็งกลับไปเป็นถ่าน!!”
เสียงก้องสะท้อนลานราวกับมีคนตะโกนซ้ำเป็นพันครั้ง
เหล่าชนเผ่าต่างหันขวับไปมองรูปปั้นยักษ์ด้วยสายตาลุ้นระทึก
บางคนถึงกับคุกเข่า มือสั่นเพราะเชื่อว่าทวยเทพจะลงโทษทันตา
อวี้เฟิงไม่หยุดแค่นั้น
“เอ้า! แน่จริงออกมาเลย!
หรือเอ็งเป็นเทพไฟเก๊? มีแต่รูปร่างแต่ไม่มีน้ำยา?
จะให้ข้าส่งไม้ขีดไฟไปให้ยืมมั้ยเฮ้ย!!”
เสียงหัวเราะกวนๆของเขาก้องกังวานจนบรรยากาศที่ควรจะขึงขังกลับพลันบิดเบี้ยว
อวี้ปิงกัดฟันแน่นแทบอยากเอาหัวโขกพี่ชาย
“พี่! พูดบ้าอะไรออกไป”
แต่ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้ทุกคนชะงัก
เปลวไฟในดวงตารูปปั้นที่เคยลุกโชน… ดับลงอย่างฉับพลัน
รอยรูนบนแท่นหินค่อยๆ มืดมิดลง เหมือนพลังถูกดูดหายไปในพริบตา
เสียงสวดโบราณของนักบวชแปรเปลี่ยนเป็นเสียงแตกพร่า ก่อนจะหยุดชะงักราวกับคอถูกบีบ
ทั้งลานพิธีตกสู่ความเงียบงัน…
เพียงเสียงลมหนาววูบผ่านราวกับดวงวิญญาณหนีหาย
หัวหน้าเผ่าเบิกตาโพลง ใบหน้าซีดเผือด
“ม-ไม่นะ… ทุกครั้ง… ทุกครั้งที่เราทำพิธี เทพจะต้องตอบสนอง…!
ทำไมครั้งนี้… ไร้การตอบรับ!?”
เหล่าสมาชิกเผ่าเพลิงแดงเริ่มสั่นสะท้าน บ้างก็โวยวาย บ้างก็ทรุดตัวคุกเข่าเหมือนสิ้นหวัง
บางคนถึงกับตะโกนลั่นว่า “เทพทอดทิ้งพวกเราแล้ว!”
อวี้เฟิงหัวเราะหึๆ ยกไหล่ขึ้นแม้จะถูกมัดอยู่
“ฮะฮะ! เห็นมั้ยล่ะ? ข้าแค่ตะโกนไม่กี่คำ… เทพของพวกเอ็งยังไม่กล้าโผล่มาเลย
สงสัยจะกลัวโดนข้าซัดจนกลายเป็น ‘ไฟจุดเตา’ มากกว่าเป็นบรรพกาลล่ะมั้ง ฮ่าๆๆๆๆ!”
ท่ามกลางความโกลาหลของชนเผ่าเพลิงแดง พลังอาคมที่พันธนาการทั้งสามเริ่มสั่นไหวเลือนหายเพราะเหล่าหมอผีมัวแต่ตะลึงกับพิธีที่ล้มเหลว.
หลี่หวานเหวินเพ่งสมาธิแผ่วเบา เรียกกระบี่เซียนที่ถูกยึดไว้ให้ลอยกลับมาหาด้วยแสงวูบหนึ่ง.
กระบี่พุ่งฉวัดเฉวียนเฉือนโซ่และเงื่อนเชือกอย่างแม่นยำ เสียงเหล็กขาดดังกร๊อบสะท้อนกลางลาน.
พันธนาการร่วงหล่นลงพื้น ขณะที่เปลวเพลิงสีดำรอบตัวดับวูบไปพร้อมกัน.
อวี้เฟิงสะบัดแขน ยกยิ้มกวนๆ พลางตะโกนลั่น “ไงล่ะ! เทพก็ไม่มา เชือกก็ขาด… สรุปว่าข้าหล่อเกินไปใช่มะ ฮ่าๆๆ!”