เมื่อเข้าไปใกล้หูหลันเยวี่ยก็เห็นชัดเจนว่าคนที่ร้องขอความช่วยเหลือเป็ผู้หญิงจริงๆ ด้วย
ดูจากรูปร่างหน้าตาแล้วน่าจะเป็หญิงวัยกลางคน
ผู้หญิงคนนั้นสวมชุดกระโปรงสีน้ำตาลอ่อนลายดอกไม้สวมรองเท้าผ้าใบสีขาว ผมดัดเป็ลอนสวยงาม
บนคอระหงประดับสร้อยคอทองคำขาวและที่ข้อมือยังมีนาฬิกาข้อมือสตรีอยู่ด้วย
ดูจากภายนอกก็รู้ว่าเป็คนที่มีฐานะพอสมควร
ผู้หญิงคนนั้นกำลังนั่งอยู่บนก้อนหินสีดำขนาดใหญ่เผยให้เห็น่ขาส่วนล่างที่มีรอยแผลยาวเหยียด
บริเวณด้านขวาของเธอมีงูกำลังเลื้อยคลานไปขณะที่แลบลิ้นออกมาอยู่
เห็นได้ชัดว่ารอยแผลบนขาของผู้หญิงคนนั้นเป็ผลงานของเ้างูตัวนี้เอง
เมื่อเห็นว่าเป็งูหูหลันเยวี่ยก็ร้องกรี๊ดออกมาโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าเล็กๆ ถึงกับซีดเผือดในทันที
ตอนที่ขึ้นเขามากับถิงถิงไม่เจองูเลยทำให้หลันเยวี่ยลืมนึกไปว่าการขึ้นเขามาคนเดียวอาจจะเจองูได้
ผู้หญิงที่นั่งอยู่บนก้อนหินได้ยินเสียงดังก็รีบหันไปมอง
เมื่อเห็นว่าเป็เด็กสาวเธอก็ถอนหายใจอย่างหมดหวัง
นึกว่าจะได้เจอคนมาช่วยที่ไหนได้กลับเป็เด็กสาวที่ขี้กลัวยิ่งกว่าเธอเสียอีก
งูที่กำลังเลื้อยอยู่ถูกกระตุ้นด้วยเสียงแหลมเล็กของเด็กสาวมันจึงรีบเลื้อยหนีไปอย่างรวดเร็ว
แต่ทิศทางที่งูเลื้อยไปนั้นทำให้หลันเยวี่ยหวาดกลัวจนต้องถอยหลัง“อย่าเข้ามานะ ถ้าเข้ามาอีก ฉันจะฆ่าแกให้ตาย!”
พูดจบหลันเยวี่ยก็คว้าจอบเล็กที่อยู่ในตะกร้าไม้ไผ่ออกมาเริ่มเหวี่ยงไปยังทิศทางที่งูกำลังเลื้อยมาทางเธอ
ในขณะนั้นเองจู่ๆ ก็มีก้อนหินสองก้อนปลิวมาจากไหนก็ไม่รู้กระแทกเข้าที่จุดสำคัญหลังคองูอย่างแม่นยำ เ้างูตัวนั้นจึงหยุดเลื้อย
พร้อมกันนั้นหลันเยวี่ยก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำของผู้ชายดังขึ้น “ไม่ต้องกลัวงูเงี้ยวนั่นตายแล้ว”
คนพื้นที่เรียกงูว่า‘งูเงี้ยว’
หลันเยวี่ยรู้สึกว่าเสียงนี้คุ้นเคยมากเหมือนเคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน
เธอกับผู้หญิงผมดัดลอนที่นั่งอยู่บนก้อนหินมองไปยังทิศทางที่เสียงดังขึ้นพร้อมกัน
มองเห็นชายคนหนึ่งที่สวมเสื้อแขนยาวสีฟ้ากางเกงสีดำ วิ่งลงมาจากเนินสูงอย่างรวดเร็ว
ชายคนนั้นะโลงมาจากก้อนหินสูงหลายเมตรมาหยุดยืนบนพื้นราบได้อย่างคล่องแคล่ว
ในชั่วพริบตาเขาก็มาถึงตรงหน้าหลันเยวี่ยและผู้หญิงคนนั้น
เมื่อเขาพูดอีกรอบหลันเยวี่ยก็นึกขึ้นได้ว่าเคยได้ยินเสียงนี้จากที่ไหนมาก่อนดังนั้นเธอจึงพอเดาได้ว่าชายที่มีรูปร่างสูงโปร่งและเคลื่อนไหวคล่องแคล่วคนนี้เป็ใคร
“ป้าคนนี้โดนงูกัดต้องรีบพันบริเวณที่โดนงูกัดเพื่อป้องกันไม่ให้พิษกระจายไปมากกว่านี้” ชายคนนั้นพูดขึ้นพลางถอดเสื้อแขนยาวของตัวเองออกอย่างคล่องแคล่วเผยให้เห็นผิวสีแทนของเขา
จากนั้นก็ได้ยินเสียงแคว่กชายคนนั้นฉีกผ้าชิ้นใหญ่จากเสื้อในมือ แล้วยื่นให้หลันเยวี่ยที่ยังยืนงงอยู่“ฉันไม่สะดวก เธอช่วยพันแผลเหนือบริเวณที่โดนงูกัดให้ป้าคนนี้หน่อยกันไม่ให้พิษแล่นขึ้น พันให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้นะ”
"อ้อ ได้ๆ เข้าใจแล้ว" หลันเยวี่ยรับผ้าชิ้นยาวมาจากชายคนนั้นด้วยอาการงุนงง
หลันเยวี่ยถือผ้าเดินไปหาผู้หญิงที่ถูกงูกัด"ป้าคะ หนูจะช่วยพันแผลให้นะคะ"
ผู้หญิงคนนั้นรีบกล่าวขอบคุณเป็การใหญ่
ในขณะที่หลันเยวี่ยกำลังพันแผลเหนือบริเวณที่โดนงูกัดผู้ชายคนนั้นก็หยิบขวดเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋า
เขายื่นขวดเล็กๆให้ผู้หญิงที่ถูกงูกัด "นี่คือยาเม็ดแก้พิษงูที่ผมพกติดตัวไว้กินสักเม็ดก่อนนะครับ"
ผู้หญิงคนนั้นกล่าวขอบคุณแล้วรับขวดไป
จากนั้นผู้ชายคนนั้นก็หยิบยาเม็ดสีดำคล้ำออกมาอีกเม็ด
เขาบิยาเม็ดขนาดใหญ่สีดำคล้ำนั้นออกเป็หลายส่วนแล้วนั่งลงเตรียมจะทายาลงบนแผลของหญิงคนนั้น
หลังจากที่หลันเยวี่ยช่วยพันแผลเสร็จก็ช่วยทายาลงบนแผลที่ถูกงูกัด
เมื่อมองดูแผลที่ดำคล้ำเป็วงกว้างบนขาของผู้หญิงคนนั้นแล้วก็รู้สึกขยาดเล็กน้อย
หลังจากทั้งกินและทาแบบนี้อาการของผู้หญิงที่ถูกงูกัดก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สีหน้าของเธอไม่ซีดเซียวเหมือนเมื่อครู่แล้วคิ้วก็ไม่ได้ขมวดจนแน่นเหมือนตอนนั้น
ผู้หญิงคนนั้นกล่าวขอบคุณ"ทั้งสองคน ขอบคุณมากจริงๆ ให้ฉันเรียกพวกเธอว่าอะไรดี?"
"หลินซือหย่วน" ผู้ชายคนนั้นบอกชื่อของตนเองทีละคำ"เื่เล็กน้อย ไม่ต้องใส่ใจหรอกครับ"
ผู้หญิงคนนั้นจึงหันไปมองเด็กสาวที่ยืนอยู่กับหลินซือหย่วน"แล้วหนูล่ะ ชื่ออะไรจ๊ะ?"
"หนูชื่อหูหลันเยวี่ยค่ะ คุณป้า ถ้าจะขอบคุณจริงๆต้องขอบคุณหลินซือหย่วนนะคะ หนูไม่ได้ช่วยอะไรเลย" หลันเยวี่ยไม่ได้แสร้งทำเป็ถ่อมตัวเพราะเธอรู้สึกว่าเธอไม่ได้ช่วยอะไรเลยจริงๆ
ผู้หญิงคนนั้นยิ้มให้อย่างอ่อนโยน"พวกเธอทั้งสองคนเป็ผู้มีพระคุณของฉันเลยนะ"
จากนั้นคุณป้าก็หยิบธนบัตรสิบหยวนจำนวนหนึ่งออกมาจากกระเป๋าแล้วยัดใส่มือหลินซือหย่วน "เสี่ยวหลินรับเงินนี่ไป ถือว่าเป็ค่ายาแล้วกัน"
"ผมไม่รับเงินหรอกครับเดี๋ยวคุณป้าตามพวกเราลงเขาไปฉีดเซรุ่มแก้พิษงูที่หมู่บ้านก่อนนะครับถ้าที่หมู่บ้านไม่มี ก็ต้องไปที่ตัวอำเภอ" หลินซือหย่วนถอยหลังออกไปไกลๆทันที เพื่อไม่ให้ผู้หญิงคนนั้นยัดเงินให้
เขายังไม่ลืมดึงแขนเสื้อของหลันเยวี่ยตามไปด้วย
เพิ่งจะรู้จักกันก็โดนดึงแขนหลันเยวี่ยจึงเหลือบมองหลินซือหย่วน แล้วถอยหลังสองสามก้าวตามเขาไป
เมื่อได้ยินว่าต้องฉีดยาผู้หญิงคนนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
หลังจากเห็นว่าทั้งสองคนไม่ยอมรับน้ำใจผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ฝืนใจ เพียงเก็บความรู้สึกดีๆ นี้เอาไว้
“ฉันอายุมากกว่าพวกเธอ เรียกฉันว่าป้าซู หรือป้าเพ่ยอวิ๋นก็ได้นะวันหลังถ้าพวกเธอว่างๆ ไปเที่ยวในเมือง ฉันจะพาไปกินของอร่อยๆ” ผู้หญิงคนนั้นแนะนำตัวเองอย่างเรียบง่าย
ผู้หญิงคนนั้นชื่อซูเพ่ยอวิ๋นบ้านอยู่ในเมือง แต่บ้านเกิดอยู่ในบริเวณนี้
เธอออกมาเดินเล่นคลายเครียดเพราะอารมณ์ไม่ดีไม่คิดว่าจะเข้ามาในป่าแล้วโดนงูกัดเอา
หูหลันเยวี่ยขึ้นเขามาหลายวันแล้วยังไม่เห็นจะเจองูคาดว่าต่อไปคงต้องระวังให้มากขึ้น
จากนั้นหลันเยวี่ยกับหลินซือหย่วนก็พาผู้หญิงคนนั้นลงเขาไป
ขาที่โดนงูกัดของซูเพ่ยอวิ๋นยังไม่ค่อยดีขึ้นเดินได้ไม่กี่ก้าวก็ไม่ไหวเสียแล้ว
"ป้าซู ผมให้ขี่หลังลงไปดีกว่าครับ" พูดจบหลินซือหย่วนก็ย่อตัวลง
ซูเพ่ยอวิ๋นลังเลเล็กน้อย"มันจะดีเหรอ?"
"ป้าซู ถ้าคุณป้าไม่ขี่หลังผม สภาพของคุณป้าตอนนี้คงลงเขาไม่ไหวแน่"หลินซือหย่วนเหลือบมองหลันเยวี่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ เขา "จะให้เด็กผู้หญิงที่เดินยังไม่ค่อยจะแข็งคนนี้แบกคุณขึ้นหลังก็คงจะไม่ไหวเหมือนกัน"
หูหลันเยวี่ยถึงกับงงไปเล็กน้อยทำไมถึงต้องลากเธอเข้าไปเอี่ยวด้วยล่ะ
แต่เมื่อเห็นว่าซูเพ่ยอวิ๋นยังลังเลอยู่หูหลันเยวี่ยจึงไม่ได้ถือสาหลินซือหย่วน และช่วยพูดให้"ใช่ค่ะป้าซู หนูเดินขึ้นเขาก็ไม่ค่อยจะไหว ถ้าให้ป้าขี่หลังไปหนูก็กลัวจะพาป้ากลิ้งลงไปค่ะ ให้หลินซือหย่วนแบกไปดีกว่า เขาเดินเร็วเดี๋ยวเราลงไปถึงข้างล่างแล้วก็รีบไปฉีดยา จะได้ไม่เสียเวลาด้วยค่ะ"
หลินซือหย่วนเหลือบมองเด็กสาวที่กำลังคุยกับซูเพ่ยอวิ๋นแวบหนึ่ง
ไม่คิดว่ายัยอ้วนคนนี้จะพูดจาคล่องแคล่วขนาดนี้
เพื่อที่จะลงเขาให้เร็วที่สุดซูเพ่ยอวิ๋นจึงไม่ลังเลอีก "เสี่ยวหลินป้ารบกวนด้วยนะ!"
"ป้าซู ไม่ต้องเกรงใจครับ" หลินซือหย่วนแบกเธอขึ้นมาอย่างง่ายดาย
"เธอไม่ลงเขาไปกับพวกเราเหรอ? ไม่แน่ว่าอาจจะมีงูออกมาอีกก็ได้ระวังตัวด้วยนะ" หลินซือหย่วนเหลือบมองหูหลันเยวี่ยที่ยังคงยืนเหม่ออยู่ตรงนั้นแล้วเดินทิ้งห่างไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งหูหลันเยวี่ยก็เดินตามไปเงียบๆ