2
ชั้น 13 สุดสยอง
สองสัปดาห์ผ่านไป…
ฮ้าา~ อรุณสวัสดิ์ วันนี้อากาศดีจริงๆ ฝนตกฟ้าครึมเชียว -O-
ฉันลุกนั่งพรางบิดี้เี มือเรียวเอื้อมไปเปิดม่านหน้าต่างออกเล็กน้อยเพื่อให้มองเห็นวิวด้านนอก แน่นอนว่าอากาศตอนนี้คือมืดครึมเต็มไปด้วยเมฆดำและฝนตกปรอยๆ คนที่ต้องเดินทางสัญจรในตอนเช้าแบบนี้ อาจจะต้องลำบากว้าวุ่นหน่อย ถนนอาจจะลื่น หรือบางคนที่ต้องเดินไปทำงานอาจจะมีตัวเปียกกันเล็กน้อย อืม…แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับฉัน เพราะว่าไม่ต้องไปทำงานยังไงล่ะ หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไม บ้านรวยเหรอ? บอกเลยว่าเปล๊าา ก็แบบว่า…เื่ของฉันมันยาวนะ ฟังไหวเหรอ? อะฮิ ถ้าอยากรู้ล่ะก็นะ ฉันจะเริ่มเล่าเลยละกัน ????
กาลครั้งนึงผ่านมาไม่นานเท่าไหร่หรอก ฉันชื่อชารีน อายุ 25 ขวบถ้วน เป็พนักงานของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ซึ่งฉันอาศัยอยู่คอนโดกับแฟนหนุ่มชื่อว่าเควินที่คบหากันมานานั้แ่ฉันอยู่ปี3 เราเจอกันที่บริษัทที่ฉันฝึกงาน ตอนนั้นเขาเป็ผู้ชายที่ป๊อปมากๆ เลยล่ะ เพราะเขาหน้าตาดี สูงยาว เข่าดี เป็หนุ่มลูกครึ่งเยอรมัน โชคดีตรงที่เขาเป็ลูกครึ่ง ไม่งั้นฉันคงคุยกับเขาไม่รู้เื่แน่ เพราะฉันไม่ค่อยสันทัดภาษาต่างประเทศสักเท่าไหร่ใน่นั้น รักของเราหวานชื่นไม่มีเปลี่ยนจนถึงปัจจุบัน เราทั้งสองต่างดูแลกันและกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาตลอด
เขาเป็คนที่ฉันรักและคงเป็คนเดียวที่รักฉันในชีวิตที่เหลือ เพราะฉันไม่เหลือใครแล้ว พ่อแม่ฉันเสียไปในอุบัติเหตุเมื่อตอนฉันยังอายุ 8 ขวบ ฉันกำพร้าพ่อแม่ คนที่เลี้ยงฉันจนโตคือย่า ซึ่งย่าเองก็มีแค่พ่อฉันที่เป็ลูกชายคนเดียว ส่วนปู่ก็ไม่อยู่แล้วเหมือนกัน ตลอดมาฉันอยู่กับย่าเพียงสองคนเท่านั้น และเหมือนฟ้ากลั่นแกล้ง เมื่อฉันอายุ23 ฉันก็เสียร่มโพธิ์ร่มไทรสุดท้ายไปอีกคน ความสูญเสียนั้นทำให้ฉันไม่เหลือใคร ญาติที่มาหวังแค่รับทรัพย์สมบัติ เมื่อได้แล้วก็หายไปไม่มีใครช่วยเหลือ
หลังจากนั้นคนที่ส่งเสียฉันเรียนและดูแลฉันทุกอย่างก็คือเขา เควิน เขาเป็ทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่างในชีวิตฉัน ถึงแม้ฉันจะถูกหลายๆ คน มองว่ากาฝาก หรือถูกมองเป็ภาระก็ตามเขาก็ไม่เคยทอดทิ้ง ฉันเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจหลังจากเรียนจบก็ตั้งใจทำงาน ส่วนนึงก็อยากแบ่งเบาภาระและตอบแทนเขาบ้าง เงินเดือนที่ได้ ครึ่งหนึ่งก็ให้เขาเก็บไว้ เขาเองความจริงก็ไม่ได้อยากให้ฉันทำแบบนั้น พอฉันบอกว่าขอฝากเอาไว้กับเขา เขาจึงยอมเก็บไว้ ผู้ชายคนนี้ช่างเป็คนดีจริงๆ เลยน้า ฉันโชคดีมากๆ ที่มีเขา เฮ้อ…ถึงอย่างนั้น ฉันก็มีนิสัยเสียอย่างนึง ฉันเอาแต่ใจ และชอบอ้อนเขามาก เพราะเขาชอบบอกว่ามันน่ารักตลอด จึงทำให้ฉันติดทำเป็นิสัยเหมือนเด็กๆ
อ๊ะ มาเข้าเื่ดีกว่า เริ่มจากเช้าวันนึงฉันเดินทางไปทำงานโดยรถไฟฟ้า เพราะตอนนั้นรถที่ใช้ขับไปทำงานทุกวันเกิดเสีย เลยจำเป็ต้องเดินทางด้วยรถสาธารณะแทน ต้องลำบากในการขึ้นรถหลายต่อหน่อยแต่มันก็พอใช้ได้ จำได้ว่าฉันลงผิดสถานีและตอนนั้นก็เริ่มจะสายแล้ว เลยตัดสินใจว่าเปลี่ยนไปขึ้นแท็กซี่ดีกว่า
คนขับเป็ชายวัยกลางคน เดาว่าจะอยู่ใน่อารมณ์หัวร้อน ขับไปบ่นไปไม่หยุดเนื่องจาก่เช้ารถบนถนนเยอะและติดมาก ไม่รู้ฉันคิดถูกหรือคิดผิดกันแน่ ก็ยังดีที่รถที่นั่งยังอยู่แถวหน้าสัญญาณไฟจราจร
ปิ๊ป! เสียงแตรจากคันข้างหลังบีบไล่คันข้างหน้าทันทีเมื่อสัญญาณไฟเขียว ฉันก็เข้าใจนะว่ารีบ แต่อย่างน้อยก็ให้คนขับเขาได้เข้าเกียร์หรือเหยียบคันเร่งก่อนก็ได้นะ -*- คนขับรีบพุ่งตัวออกไปด้วยความเร็วอาจจะโมโหด้วยมั้งจากเหตุการณ์เมื่อกี้
ปิ๊ปๆๆๆ เสียงแตรของรถตู้ฝ่าไฟแดงออกมาจากทางขวามันพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วเต็มที่และวินาทีนั้นเอง
โครมมม!!
สิ้นเสียงนั้นลง ภาพของฉันก็ตัดไป หลังจากนั้นไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ ฉันก็ฟื้นขึ้นมาในห้องเก็บศพของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในต่างจังหวัด สำคัญคือไม่ได้ฟื้นมาอยู่ในร่างของตัวเองด้วยซ้ำ อื้มมม ฟังไม่ผิดหรอก ฉันไม่ได้ฟื้นขึ้นมาในร่างตัวเอง แต่ทว่ากลับฟื้นขึ้นมาอยู่ในร่างของผู้หญิงคนนึง เธอชื่อเมญ่า เธอเป็คนที่มีรูปร่างดี ใบหน้าสะสวยราวกับดารา ไอดอล ได้เลยล่ะ เทียบกันในร่างก่อนแล้วคนละฟ้ากับเหว ฉันพูดตรงๆ ว่าฉันไม่รู้ว่าฉันจะดีใจหรือรู้สึกแบบไหนดี
ลองคิดตามดูนะ ถ้าฉันมาอยู่ในร่างคนอื่นแบบนี้ ร่างของฉันจะเป็อย่างไรแล้ว? ถูกฌาปนกิจไป หรือถ้าคิดในแง่ดีหน่อยคือยังนอนโคม่าอยู่ที่โรงพยาบาลไหนสักแห่ง และอีกข้อหนึ่ง ิญญาของเมญ่าล่ะ เธอไปอยู่ที่ไหน จะว่าไปฉันก็ไม่เคยเห็นเธอเลย พอยิ่งคิดมันยิ่งปวดหัว เื่นี้มันไม่สามารถพูดปรึกษาใครได้เลย เกิดไปเล่าให้ใครฟังจริง ใครจะเชื่อล่ะ
อาจจะถูกจับส่งโรงพยาบาลไปหาคุณหมอจิตแน่ เพราะอาการแบบนี้คล้ายกับโรคจิตเภทซะด้วย คิดว่าตัวเองเป็คนอื่นอะไรประมาณนี้ แต่ฉันเปล่านะ มีหลักฐานชัดเจนว่าฉันมีตัวตนอยู่จริง เพราะฉันเปิดอ่านข่าวอุบัติเหตุของตัวเองที่เกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน ใช่แล้ว 3 ปีก่อน ฉันเองก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน ในข่าวรายงานว่ามีคนเสียชีวิตเป็ผู้ชาย 1 คนาเ็สาหัส 4 าเ็ เล็กน้อย 5 อย่างน้อยคนเสียชีวิตทันทีที่นั่นไม่ได้เป็ฉัน
ถ้าจะให้ไปสืบหาชื่อในโรงพยาบาลตัวเองใกล้ๆ ที่เกิดเหตุจะพบหรือเปล่า มันผ่านมาตั้ง 3 ปีแล้ว ถูกย้ายไปไหนบ้างแล้วก็ไม่ทราบได้ ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือติดต่อเควิน เพราะเขาเป็แฟนฉัน เขาจะห่างจากฉันหรือไง เขาเป็คนเดียวที่รู้ว่าร่างฉันอยู่ที่ไหน
โอ้ย…ปวดหัวแต่เช้าเลย เอาล่ะ สรุปก็คือฉันไม่ได้ไปทำงานก็เป็เพราะว่าฉันอยู่ในร่างคนอื่นนั่นแหละ อยู่ในตัวตนคนอื่นไปแล้ว แล้วสิ่งที่ฉันต้องทำในร่างนี้ก็คือไปอาบน้ำ และลงไปทานข้าว ที่ทุกๆ เช้าจะมีนายไลท์เตรียมไว้ให้
“หลับสบายดีมั้ย?”
ฉันหันไปมองเ้าของเสียงที่ยื่นหน้าออกมาจากห้องครัวพร้อมกับยิ้มให้ ทันทีที่ฉันหย่อนก้นนั่งลงตรงเก้าอี้ภายในห้องรับประทานอาหารไลท์ก็เดินออกมาพร้อมกับจานที่มีชุดอาหารเช้า เบคอน ไข่ดาวและขนมปังปิ้ง ก่อนจะบรรจงวางมันลงตรงหน้าของฉัน
“น่ากินจัง ขอบคุณนะ” ฉันพูดพลางหยิบส้อมกับมีดเพื่อจะให้จัดการกับอาหารตรงหน้า “ด้วยความยินดีครับ” ไลท์ตอบแต่สายตาของเขายังจ้องมองรอรีแอคชั่นของฉันกับการกินอาหารที่เขาทำ เห็นดังนั้นแล้วฉันเองก็รู้สึกแอบเขินนิดๆ ก็ใครบอกให้มาเล่นจ้องคนจะทานข้าวเนี่ย คงจะอยากรู้แหละ ว่าฝีมือตัวเองที่ทำจะถูกปากอีกฝ่ายหรือเปล่า
จะว่าไปฉันเองก็เคยทำแบบนี้กับแฟนตัวเองเหมือนกัน เริ่มจะเข้าใจความรู้สึกขึ้นมาแล้ว เอาล่ะ ถ้าจะคาดหวังอย่างใจจดใจจ่อขนาดนั้นล่ะก็นะ ฉันจะตอบไปเหมือนๆ ทุกวันแล้วกัน “อร่อยดีนะ เบคอนกรอบดี ไข่ดาวก็เป็แบบไม่สุกอย่างที่ฉันชอบ เยี่ยมเลย” ฉันไม่พูดเปล่า ยกนิ้วโป้งชูให้สองนิ้วด้วย (พอใจยัง)
“อ้อ แล้วลูก้าไปไหนเหรอ”
โดยธรรมชาติแล้ว (ทำไมใช้คำนี้วะ) ทุกเช้าจะมีลูก้านั่งทานอาหารเช้าด้วยกันสามคน วันนี้ไม่เห็นฉันจึงไถ่ถามไปตามมารยาท โดยส่วนนึงฉันก็เริ่มไม่สบายใจนิดหน่อยที่มานั่งทานข้าวกับผู้ชาย(ที่ไม่ใช่แฟน) สองต่อสอง ถึงแม้ฉันจะเจอหน้าเขาทุกวันติดต่อเป็เวลาสองอาทิตย์แล้ว ยังคงไม่คุ้นชินมากนัก แม้ว่าเขาจะไม่ได้คุกคามฉันเหมือนวันที่เจอกันวันแรก ที่อยู่ๆ ก็พุ่งมากอด หรือจับไหล่ของฉัน กรณีนี้ก็คือว่าเป็การแตะต้องร่างการโดยไม่ได้รับอนุญาต
“อยู่ชั้นข้างล่าง เห็นบอกว่าจะไปทำความสะอาดแล้วก็จัดห้องนอนน่ะ”
“ทำความสะอาด? จัดห้องนอน? ใครจะเข้ามาอยู่ล่ะ”
“แดเนียล หมอนั่นจะกลับมาจากต่างประเทศ”
ใครอีกล่ะนั่น ตัวละครลับเยอะจริง
“แดเนียล เขาเป็เพื่อนของเรา เขาอยู่ในภาพที่ผมเคยโชว์ให้เธอดูไง จำได้มั้ย”
คงจะเห็นฉันทำหน้าครุ่นคิดได้สักพักใหญ่ๆ เขาจึงเสริมขึ้นมา
“อ๋อ…” อ๋อที่ว่านี่คือจำไม่ได้อยู่ดี -O-
“หมอนั่นรู้ข่าวว่าเธอประสบอุบัติเหตุ เลยรีบวิ่งแจ้นกลับมาเลยล่ะ” เขาพูดพลางจ้องหน้าฉัน
“แล้วหมอนั่นไม่มีบ้านตัวเองอยู่เหรอ”
“ฮ่าๆ” ฉันถามอะไรผิดหรือเปล่านะ หลังจากได้ฟังคำถามของฉัน จู่ๆ เขาก็หลุดขำออกมา เ้าตัวคงรู้ตัวว่าฉันมองไปด้วยสีหน้าประมาณว่า ‘หัวเราะอะไร?’ จึงกระแอมเล็กน้อยก่อนจะตอบแบบคีปลุค
“ขอโทษที” เขาเว้น่ “หมอนั่นก็มีบ้านอยู่ แต่หากอยากมาพักอยู่ที่นี่อาจจะเพราะว่าอยากอยู่ใกล้ๆ เธอแหละมั้ง”
อะไรอีกเนี่ย ยิ่งถามก็ยิ่งงงไปกันใหญ่ แล้วทำไมนายแดนงแดเนียลถึงต้องอยากมาอยู่ใกล้ฉันด้วย ไม่ใช่สิ หมายถึงอยากอยู่ใกล้เมญ่าสินะ เธอช่างคาริสม่าเสียจริง ฉันควรอิจฉาไหมนะ แล้วฉันจะอิจฉาไปเพื่อในเมื่อฉันอยู่ในร่างของเธอฉันไม่ได้พูดอะไรต่อแค่พยักหน้ารับรู้ ก่อนจะตั้งใจทานอาหารให้เสร็จ แล้วหยิบจานตัวเองเดินไปล้างในอ่างล้างจาน ถึงฉันจะได้ยินไลท์บอกว่าเดี๋ยวเขาจะล้างให้ ฉันก็ไม่ได้สนใจเสียงเขา ลงมือล้างๆ มันให้เสร็จ ต่อจากนั้นตั้งใจจะลงไปชั้นล่างเพื่อไปหาลูก้า เผื่อจะได้ช่วยทำอะไรบ้าง เพราะว่าอยู่แต่ในห้องมันค่อนข้างจะเบื่อเอามากๆ
ในระหว่างที่ฉันลงไปหาลูก้าที่ชั้น 7 แปลกใจใช่มั้ยล่ะ ความจริงแล้วพวกเราอาศัยอยู่คอนโดกลางใจเมืองตึกสูงตะหง่าน ห้องของฉันอยู่ชั้น 28 ส่วนห้องลูก้ากับไลท์อยู่ชั้น 7 พวกเขาอาศัยอยู่ในห้องเดียวกัน แต่อย่าเพิ่งใ พวกเขาไม่ใช่แฟนกันแต่อย่างใด พวกเขาเป็ฝาแฝดกันต่างหากล่ะ ตอนแรกเองฉันก็ไม่ได้สังเกตว่าพวกเขาหน้าตาละม้ายคล้ายกัน แต่พอมองดูอย่างละเอียดถึงรู้ว่ามันจริงด้วย และที่ไลท์มาอยู่ห้องฉันได้เพราะว่าตอนที่าเ็ยังต้องพักฟื้น พวกเขาทั้งสองอาสาขึ้นมาอยู่เป็เพื่อนฉัน ยังไม่พอยังคอยดูแล จัดการเื่ต่างๆ ให้ ทั้งเื่การรักษาพยาบาล การเดินเื่อุบัติเหตุ กระทั้งเอกสารบัตรที่หายไปพร้อมกระเป๋าสตางค์ รถยนต์เองก็หายไปด้วย ฟังดูหนักหนาเอาการ ถ้าไม่ได้พวกเขาก็คงแย่จริง ถ้าให้ฉันลงมือเองคงจะมืดแปดด้าน ก็ฉันเป็คนอื่นที่มาอยู่ในร่างของเธอ ข้อมูลอะไรฉันจะไปเอามาจากที่ใด
ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ ที่ทุกๆ คนเชื่อว่าเมญ่าสูญเสียความทรงจำ เนื่องจากได้รับการกระทบกระเทือนจิตใจที่เกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุ เหตุผลนี้มันคงดูดีกว่าหากบอกไปว่าเมญ่าถูกเข้าสิงโดยิญญาดวงอื่น แต่ถึงอย่างไรสักวันนึงฉันต้องหาหลักฐานและพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นจงได้ แต่ตอนนี้ควรรอไปก่อน
มีเื่หนึ่งที่ดูผิดธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับฉันในร่างนี้ มันจะใช้อ้างอิงได้หรือเปล่า แต่แรกร่างเมญ่าเธอมีแผลหลายแห่ง รวมทั้งกระดูกยังหักหลายซี่ แผลทั้งหลายเ่าั้กลับหายได้เพียงไม่กี่วัน ให้ยกตัวอย่างนะ กระดูกสมานกันโดยใช้เวลาภายใน 3-4 วัน แผลฟกช้ำหายไปภายใน 14 ชั่วโมง แล้วโดยรวมแผลอื่นๆ ใช้เวลาไป 5-6 วัน มันไม่แปลกหรือไง มนุษย์ปกติแล้วต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์เลย ตอนก่อนที่จะออกจากโรงพยาบาล ได้พบคุณหมอเพื่อตรวจดูอาการ คุณหมอยังดูอึ้งกิมกี่แทบจะอธิบายไม่ถูก บอกได้แค่ว่าฉันได้รับการดูแลที่ดีมากจึงทำให้หายเร็วกว่าปกติ
จะเป็ไปได้หรือเปล่าที่ฉันไม่ได้แค่ฟื้นมาจากความตาย แต่หากมีพลังวิเศษแถมด้วย โฮะๆ และจะดีมากๆๆ กว่านี้ ถ้าเป็เหมือนมังงะ ที่ส่วนมากตัวเอกไปเกิดใหม่ในต่างโลก พร้อมพรวิเศษที่มีผลทำให้มีพลัง OP จัดๆ
ครึ๊งงง!!
นี่มัวแต่คิดเื่จูนิเบียวจนฟ้าลงโทษแล้วกระมัง ไม่ใช่ แค่เป็เสียงของลิฟต์ที่ทำงานขัดข้องนิดหน่อยเท่านั้นเอง
วืด~ ติ้ง! ลิฟต์มาหยุดอยู่ชั้นที่ 13 และเปิดออกอ้าซ่า ซึ่งเท่าที่รู้มาอาคารนี้ไม่มีชั้นนี้นะ(ใช่ป่ะ) ปกติอาคารคอนโดส่วนใหญ่เขาจะไม่สร้างชั้นนี้กัน จะแทนเป็ชั้น 12A หรือ 12B อะไรเทือกๆ นั้น ทำไมฉันมาอยู่ที่นี่ได้ ปุ่มกดเลขชั้นในลิฟต์เองก็ไม่มีเลขนี้ด้วย วอท เดอะ …!!! ฉันตะบี้ตะบันกดปุ่มปิดประตูลิฟต์อย่างมันมือ ไม่ว่าจะกดเท่าไหร่มันก็ไม่ยอมปิด เกิดอะไรขึ้น ฉากนี้เหมือนในหนังที่นางเอกกำลังจะโดนผีหลอกเลยนี่หน่า สำหรับฉันแล้วใครมันจะไปยอมโดนหลอกวะ คนยิ่งเป็โรคภูมิแพ้ผีอยู่ด้วย เจอผีไม่ได้นะ ฉันกลัวมาก T^T
มองออกไปข้างนอกเห็นเพียงทางเดินมืดๆ มีแสงจากในลิฟต์ส่องออกไป ถึงกระนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้เห็นอะไรมากขึ้น มันก็ดีแล้วที่ไม่เห็นอะไร ถ้าเห็นคงจะฉี่ราดไปแล้ว
“นะโมตัสสะ ภะคะวะโต”
ฉันท่องบทสวดด้วยเสียงที่สั่นด้วยความกลัว ตอนนี้นิ้วเปลี่ยนมากดปุ่มฉุกเฉินแล้วเพื่อจะมีใครทราบว่าฉันติดอยู่ในชั้นแปลกๆ แห่งนี้ จะได้มีคนมาช่วยเหลือ ให้ตายสิ ถ้ามีโทรศัพท์ติดมาด้วยก็คงดี เพราะอีตาไลท์แท้ๆ ที่อาสาเอาโทรศัทพ์ฉันไปซ่อมหน้าจอให้ที่ศูนย์มันใช้เวลาตั้งหลายวันกว่าจะได้เครื่องคืน เครื่องสำรองก็ยังไม่ได้แกะออกจากกล่องเลยไม่ได้หยิบมาด้วย เวรของกรรมจริงๆ
“ไหนเธอบอกว่าอยากเจอฉันไม่ใช่เหรอ” ฉันลอบกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก มีเสียงเย็นๆ ของผู้หญิงดังลอยมาแตะหู มีแค่เพียงเสียงแต่มองไม่เห็นตัว ชัดๆ เลย ผะ…ผี!!! ผีหลอกโว้ยยยย!!!
“กรี๊ดดดดดดด”
ฟุ่บ!