“เป็แค่ไข้หวัดธรรมดาเท่านั้น กินยาแล้วก็นอนพักสักสองสามวันก็หายแล้ว” หมอจูบอกกับหลินซูลี่ “หนุ่มสาวในเมืองได้มาใช้ชีวิตในชนบทก็ต้องลำบากกันบ้างล่ะ”
“ขอบคุณคุณหมอมากเลยนะคะ อันที่จริงอาการฉันก็ดีขึ้นมากแล้วล่ะค่ะ เพียงแต่เพื่อนๆ กลัวว่าฉันจะป่วยเป็อะไรร้ายแรงมากกว่านี้ พวกเขาก็เลยบังคับให้ฉันมาหาคุณหมอน่ะค่ะ”
คุณหมอจูคือคนในหมู่บ้านที่ได้รับการอบรมทางการแพทย์เบื้องต้น เพื่อให้มาทำหน้าที่เป็ผู้ดูแลเื่สาธารณสุขของคนในหมู่บ้าน เขาเป็คนใจดีและเป็มิตรกับผู้คนมาก ตอนนี้คุณหมอจูมีอายุห้าสิบปีแล้ว คุณหมอจูอาศัยอยู่กับลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานชายวัยห้าขวบ ความจริงแล้วคุณหมอจูมีลูกสาวอยู่อีกคนหนึ่ง แต่ลูกสาวของเขาเสียชีวิตไปอย่างไม่ทราบสาเหตุหลังจากที่เธอแต่งงานไปอยู่บ้านสามีได้แค่ปีเดียว
“ดีแล้วล่ะ ไม่ว่าจะป่วยหรือาเ็ต่างก็ไม่ดีกับร่างกายทั้งนั้น หากมีอาการถึงจะแค่เล็กน้อยเราก็ไม่ควรละเลย ถ้ามารักษาช้ามันก็อาจจะลุกลามใหญ่โตเกินกว่าที่จะรักษาได้”
“ฉันเอาขนมเปี๊ยะมาฝากคุณหมอด้วยค่ะ ฉันเคยได้ยินพี่ใหญ่จางเคยบอกว่าคุณหมอชอบกินขนมเปี๊ยะกับน้ำชา”
“ยังจะลำบากเอาขนมมาฝากทำไมกัน ค่ารักษาเธอก็จ่ายมาแล้วนี่” คุณหมอจูทำเสียงดุ “มาอยู่ไกลบ้านอย่างนี้ก็ต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวังบ้างนะ เราบอกไม่ได้หรอกว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง”
“ได้ยินคุณหมอพูดอย่างนี้ก็ทำให้ฉันคิดถึงคุณพ่อของฉันมากเลยนะคะ ท่านก็มักจะบ่นฉันอย่างนี้ล่ะ แต่ท่านก็ชอบของทุกอย่างที่ฉันเอามาให้” หลินซูลี่พูดยิ้ม “คุณหมอรับขนมชิ้นนี้ไว้เถอะค่ะ ฉันซื้อมาจากร้านสหกรณ์ในตำบล อร่อยมากเลยนะคะ”
“เธอก็ทำให้ฉันนึกถึงลูกสาวของฉันมากเหมือนกัน เอาล่ะ กลับไปพักผ่อนได้แล้ว และขอบใจสำหรับขนมชิ้นนี้ของเธอด้วย”
หลังจากนั้นหลินซูลี่ก็เดินไปที่ศาลากลางของหมู่บ้านเพื่อรอรับการแบ่งส่วนธัญพืชของเดือนนี้
หลินซูลี่เก็บธัญพืชใส่ตู้ไว้อย่างดี ธัญพืชนี้เพียงพอสำหรับกินในหนึ่งเดือน ยุวชนจะได้รับธัญพืชในทุกสิ้นเดือน ซึ่งไม่เหมือนกับชาวบ้านทั่วไปที่มักจะได้รับส่วนแบ่งเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จในแต่ละรอบ
บ้านพักของยุวชนจะแบ่งออกเป็สองหลังคือสำหรับยุวชนชายหนึ่งหลังและยุวชนหญิงหนึ่งหลัง โชคดีที่แต่ละคนจะมีห้องพักส่วนตัวไม่จำเป็ต้องนอนรวมกัน เมื่อก่อนหลินซูลี่ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรกับเื่พวกนี้มากนัก เพราะเธอคิดว่าเธอสนิทกับฟางซินเยว่อยู่แล้ว หากจะให้พวกเธอสองคนนอนด้วยกัน หลินซูลี่ก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา แต่ในครั้งนี้เธอคิดว่าการได้นอนในห้องคนเดียวมันดีมาก และต่อไปเธอจะไม่ให้ฟางซินเยว่เข้ามายุ่งในห้องของเธออีก รวมถึงเธอจะล็อกประตูอย่างดีเพื่อป้องกันไม่ให้ฟางซินเยว่เข้ามาเอาของของเธอไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตอีกแล้ว
มื้อเย็นหลินซูลี่ทำเมนูง่ายๆ สำหรับตัวเองด้วยการต้มบะหมี่ไข่ใส่ผักป่าออกมาชามหนึ่ง กลิ่นหอมของบะหมี่ฟุ้งไปทั่วบ้าน แม้แต่ฟางซินเยว่ที่นอนอยู่ในห้องก็ยังหิวเมื่อได้กลิ่น แต่ฟางซินเยว่ก็ยังไม่คิดที่จะออกไป เพราะเธออยากให้หลินซูลี่รู้ว่าเธอโกรธที่หลินซูลี่ทำให้ต้องขายหน้าต่อหน้าคนอื่น และหลินซูลี่ต้องมาง้อเธอ
ผ่านไปจนตะวันตกดินก็ยังไร้วี่แวว ในที่สุดฟางซินเยว่ก็ทนไม่ไหว เธอทั้งหิวทั้งโกรธที่หลินซูลี่ไม่สนใจ เธอออกจากห้องไปเพื่อต่อว่าเพื่อนแต่สิ่งที่เธอได้เห็นคือความว่างเปล่า แม้แต่ในห้องครัวหลินซูลี่ก็ดับไฟในเตาลงจนหมด บะหมี่ไข่กลิ่นหอมที่เธอคิดว่าจะต้องมีส่วนของเธอเหลืออยู่สักชามก็ไม่มีเหมือนอย่างเคย
ฟางซินเยว่เดินไปหยุดที่หน้าห้องของหลินซูลี่ด้วยความโมโห เธอทุบประตูห้องอย่างแรง “หลินซูลี่! เธอออกมาเดี๋ยวนี้นะ เธอทำอย่างนี้หมายความว่ายังไง บะหมี่ของฉันล่ะอยู่ที่ไหน ฉันหิวจะตายอยู่แล้ว”
ไม่มีเสียงตอบรับดังออกมาจากในห้อง เพราะเวลานี้หลินซูลี่กำลังตกตะลึงกับสิ่งที่เธอกำลังมองเห็น มิติแห่งนี้คือ ‘มินิมาร์ท’ นี่มันคือมินิมาร์ทของเธอไม่ใช่หรือ มันเป็ที่ที่เธอใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นนานถึงสามสิบห้าปี ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนั้นถือว่ามินิมาร์ทของเธอนั้นมีสินค้าทุกอย่างครบครันที่สุด ของกิน ของใช้ หรือแม้แต่ตู้แช่อาหารสด ในมินิมาร์ทของเธอก็ยังมีขาย
หลินซูลี่เข้าไปในมิติอย่างดีใจ หลังจากที่เดินสำรวจมิติได้สักพัก เธอก็ตรงไปอุ่นอาหารอย่างที่เธออยากกิน ในชีวิตที่แล้วเพราะอายุมากแล้วทำให้เธอต้องควบคุมอาหาร แต่ตอนนี้เธอกลับมาเป็หญิงสาววัยแรกรุ่นอีกครั้ง แถมยังอยู่ใน่ที่ต้องใช้แรงงาน เพราะฉะนั้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไส้กรอก ปีกไก่บาบีคิว และน้ำอัดลมจึงเป็อาหารอย่างแรกที่เธอเลือกที่จะกิน
แต่น่าเสียดายที่ในชีวิตที่แล้วหลินซูลี่ไม่ค่อยเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เพราะเธอคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตอย่างประหยัดและเรียบง่าย เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทันสมัยหลายๆ อย่างเธอก็ปฏิเสธที่จะซื้อหามาไว้ใช้ จะมีก็แต่หม้อหุงข้าวไฟฟ้าและเตาแก๊สเท่านั้นที่เธอเรียนรู้ที่จะใช้มัน นอกเหนือจากนั้นเช่น กาต้มน้ำไฟฟ้า กระติกน้ำร้อนไฟฟ้า เครื่องทำน้ำอุ่น หรือแม้แต่ไมโครเวฟเธอก็ไม่คิดที่จะซื้อมาใช้เลย
แต่ก็ไม่เป็ไร อย่างน้อยในมินิมาร์ทของเธอก็มีหม้อหุงข้าวไฟฟ้าและเตาแก๊ส มีแค่สองอย่างนี้หลินซูลี่ก็สามารถเอาของในมินิมาร์ทมาประกอบอาหารได้อย่างสบายๆ แล้ว
ไม่รอช้าหลินซูลี่ตรงเข้าไปในครัวและเริ่มอุ่นอาหารอย่างที่ตัวเองอยากกิน และเธอยังทำเตรียมวัตถุดิบแช่ตู้เย็นไว้สำหรับทำอาหารในวันพรุ่งนี้ด้วย ของในมิติเธอก็จะแอบเอาไว้กินคนเดียว ส่วนชีวิตข้างนอก เธอก็แค่ต้องแกล้งเอาธัญพืชออกมาทำอาหารเพื่อบังหน้าเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
“หลินซูลี่ เธอเปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ เธอออกมาคุยกับฉันให้รู้เื่เดี๋ยวนี้เลย ถ้าเธอยังไม่ออกมา ฉันจะยืนะโอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน ถ้าเธอคิดว่าฉันไม่กล้าทำเธอก็ลองดู”
หลินซูลี่ออกจากมิติมาถึงได้ยินเสียงฟางซินเยว่ะโอยู่หน้าห้อง เธอจับใจความไม่ออกเลยสักนิดว่าเพื่อนของเธอโวยวายเื่อะไรอยู่ แต่นี่ก็ดึกมากแล้ว หลินซูลี่เกรงใจเพื่อนบ้านและเพื่อนยุวชนชายที่อาศัยอยู่บ้านใกล้เคียง เธอจึงเดินไปเปิดประตูห้องด้วยความหงุดหงิด
“เธอมีอะไรถึงมาะโอยู่หน้าห้องฉันอย่างนี้ล่ะ เธอไม่เกรงใจเพื่อนบ้านคนอื่นบ้างเลยหรือไง” น้ำเสียงของหลินซูลี่ฟังดูไม่ค่อยดีนัก แต่นั่นก็ไม่เป็ปัญหาสำหรับฟางซินเยว่ เพราะยังไงเสียวันนี้เธอจะต้องได้กินบะหมี่ไข่ที่หลินซูลี่ทำ
“ทำไมเธอถึงปล่อยให้ฉันยืนเรียกตั้งนาน เธอแกล้งไม่ได้ยินเพื่อที่จะไม่ต้องมาเปิดประตูให้ฉันใช่ไหม ซูลี่...เราสองคนจากเมืองหลวงมาอยู่ที่หมู่บ้านนี้กันแค่สองคน แล้วเธอจะมาใจดำทำเป็ไม่สนใจฉันอย่างนี้ไม่ได้นะ ตอนนี้ฉันหิวมากเลย เธอมีอะไรพอที่จะแบ่งให้ฉันกินได้บ้างล่ะ” ฟางซินเยว่พยายามองเข้าไปในห้อง แต่เธอก็มองอะไรไม่เห็นเพราะหลินซูลี่ไม่ได้จุดเทียนเอาไว้
“ซินเยว่ วันนี้เราเพิ่งพูดกันไปไม่ใช่หรือว่าฉันแบ่งข้าวของของฉันให้เธอไม่ได้อีกแล้ว ตอนนี้ตัวฉันก็ลำบากมาก แม่เลี้ยงไม่ได้ส่งเงินมาให้ฉันเหมือนอย่างเคย ฉันช่วยเหลือเธอไม่ได้อีกแล้วนะ แต่ฉันขอถามเธอหน่อยเถอะ ธัญพืชของเธอมันหายไปไหนหมด พวกเราต่างก็ได้รับส่วนแบ่งมาเท่าๆ กัน และส่วนมากเธอก็มาอาศัยกินกับฉัน” หลินซูลี่ยกยิ้มที่มุมปาก ก่อนที่จะพูดขึ้นช้าๆ “หรือว่าเธอแอบเอาธัญพืชไปขาย นี่มันไม่ดีเลยนะซินเยว่ เธอลืมกฎของท่านผู้นำไปแล้วหรือว่าร้านค้าของรัฐเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ขายสินค้าพวกนี้”