.....
หลังจากที่ภาคินและคนอื่นๆได้หายตัวไปจากบ้านหลังนี้ได้เพียงไม่นาน จู่ๆก็มีคนกลุ่มหนึ่งวิ่งกรู่เข้ามาภายในบ้านพร้อมกับอาวุธที่ครบมือ ดั่งเช่นที่คาดเอาไว้จริงๆ
"บ้าเอ้ย!! พวกเรามาช้าไป แต่ว่า..นี้มันเป็ฝีมือของใครว่ะ!!?? ช่างโเี้จริงๆ"
เสียงของผู้ชายคนหนึ่งที่เดินเข้ามาในบ้านเป็คนแรก อดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา เนื่องจากฉากตรงหน้าของมันในตอนนี้ มีร่างของพลที่กำลังนอนตายอยู่ และบนร่างกายที่ไร้ลมหายใจของพลในตอนนี้ ยังมีร่องรอยที่เกิดจากการถูกทรมานอยู่เต็มไปหมด และจากรอยแผลที่อยู่บนร่างกายของพล ชายคนนี้จึงสามารถบอกได้อย่างเต็มปากเลยว่า คนที่ลงมือสังหารพลนั้นจะต้องเป็คนที่โเี้และน่ากลัวเป็อย่างมากแน่นอน
"เห้ย!!..ไปเรียกคนมาเพิ่ม แล้วจัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อย อย่าให้หลงเหลือหลักฐานใดๆที่พอจะโยงมาถึงตัวพวกเราได้"
“ครับ!!”
ผู้ชายคนเดิมหันไปออกคำสั่งกับลูกน้องของมันด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด เพราะตอนนี้แผนของพวกมันที่ได้วางเอาไว้ ถูกใครบางคนที่พวกมันไม่รู้จักทำลายไปแล้ว และคนลึกลับที่เข้ามาขัดขวางแผนการของพวกมันในครั้งนี้ จะต้องกลายมาเป็ก้างชิ้นใหญ่ของพวกมันในวันข้างหน้าแน่ๆ ดังนั้นมันจึงทำให้ชายคนนี้รู้สึกเครียดอยู่ไม่น้อย เพราะพวกมันยังไม่รู้ว่าศัตรูที่อยู่ในเงามืดนี้แท้จริงแล้วเป็ใครกันแน่?
30นาทีต่อมา..
เมื่อคนกลุ่มใหม่ที่มาถึงก็เริ่มเก็บกวาดทุกสิ่งทุกอย่างๆรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็ข้าวของที่พังเสียหาย ศพ ชิ้นส่วนร่างกาย ปืน ปลอกะุ และของอื่นๆ พวกมันทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับคืนสู่ความเรียบร้อยอีกครั้ง โดนใช้เวลาไปเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น
"โรจน์ แกสั่งให้ลูกน้องของแกเอากล้องวงจรปิดขนาดเล็ก และเครื่องดักฟังไปติดไว้ในมุมอับต่างๆของบ้าน และติดให้ทั่วบริเวณบ้านเลยนะ เพราะฉันคิดว่าเ้าคนที่ชิงลงมือก่อนพวกเรา จะต้องปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งแน่ๆ"
“ได้ครับหัวหน้า”
ชายวัยกลางคนที่มีรอยแผลเป็บนใบหน้า กล่าวออกมาพร้อมกับใช้มือขวาลูบไปที่รอยแผลเป็เบาๆ เหมือนกำลังจะคิดแผนการอะไรบางอย่างอยู่ ในขณะที่คนลึกลับพวกนั้น กำลังเตรียมแผนการต่างๆนาๆอยู่ ตอนนี้ภาคิน ภูมิ มาเรีย ลุงยศ เชฟใหญ่ ทั้งห้าคนได้มาโผล่ที่ร้านอาหารในเมืองนอริชเป็ที่เรียบร้อยแล้ว และเสียงของผู้หญิงคนเดิมก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
"พลังงานที่เหลือ 175/300 ค่ะ" ดูเหมือนครั้งนี้ การที่ภาคินพาคนมาด้วยถึงสี่คน มันทำให้เขาต้องเสียแต้มเพิ่มถึงหนึ่งร้อยแต้มเลยทีเดียว แต่ภาคินก็ไม่ได้สนใจมากนัก เพราะตอนนี้เขายังมีเื่ที่น่าปวดหัวรออยู่
"เื่แต้มเอาไว้ก่อนละกัน แต่ตอนนี้คงได้เวลาอธิบายกันยาวละเห้ออ.."
เมื่อภูมิ มาเรีย ลุงยศ และเชฟใหญ่ มาถึงพวกเขาก็ต้องใกับการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันนี้ ทุกๆคนมีอาการเวียนหัวอย่างรุนแรง จากการข้ามมิติ โดยเฉพาะเชฟใหญ่ที่เกือบจะอ๊วกออกมาอยู่เป็พักๆ
"นี้มันที่ไหนกัน...?"
นี้คือคำพูดแรกของคนทั้งสี่ที่พูดออกมาแทบจะพร้อมๆกัน เพราะรอบๆตัวของพวกเขาในตอนนี้ มันเป็ที่ๆพวกเขาไม่รู้จักเลยซักนิด โดยเฉพาะอาคารสิ่งปลูกสร้างรอบๆตัว ที่ดูแปลกประหลาดเป็อย่างมาก และเมื่อทุกคนถามออกมาแบบนี้ มันก็คงจะถึงเวลาแล้วที่ภาคินจะต้องอธิบายเื่ราวทั้งหมด ออกมาให้พวกเขาได้รับรู้
แต่ภาคินก็ไม่ได้บอกความจริงทั้งหมด เขาเลือกที่จะบอกออกไปแค่เพียงผิวเผินเท่านั้น ส่วนเื่ราวแท้จริงทั้งหมด คงมีเพียงแค่พ่อกับแม่ของเขาเท่านั้นที่สมควรจะได้รับรู้ แต่ก็ยังไม่ใช่ตอนนี้ เนื่องจากภาคินได้คิดไว้แล้วว่าค่อยหาโอกาสบอกพวกท่านทีหลังตามลำพัง เพราะตอนนี้มันยังคงจะไม่เหมาะสมนัก
และหลังจากที่ทั้ง4คนได้ฟังคำอธิบายอยู่นาน ณ.ตอนนี้ในหัวของพวกเขาก็ล้วนแต่ขาวโผลนไปหมด พวกเขารู้สึกสับสนมึนงงหรือจะบอกว่าพวกเขามีอาการไม่ต่างไปจากภาคิน เมื่อไม่กี่วันก่อนเลย
"นี้ลูกรู้ตัวไหมว่าตัวเองกำลังพูดอะไรออกมา!?? หรือว่านะนี้คือความฝัน?"
ภูมิยังไม่หายจากอาการใทั้งยังสับสน เขายังคงถามเดิมออกมาซ้ำๆอยู่หลายครั้ง แต่ภาคินก็เข้าใจความรู้สึกของภูมิดี เพราะขนาดตัวเขาเองทุกวันนี้ก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่า เหตุการณ์แปลกๆพวกนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง
1 สัปดาห์ผ่านไป....
"บ้าจริง!!! เผลอออกแรงมากไปหน่อย เก้าอี้พังอีกแล้ว"
ภูมิอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา เพราะตอนนี้เขากำลังจะยกเก้าอี้มานั่ง แต่ด้วยความที่พวกเขามาจากโลกปัจจุบัน ดังนั้นทุกๆคนจึงมีพลังที่มากกว่าเดิมถึงสิบเท่า และเพราะเหตุนี้มันจึงทำให้พวกเขายังไม่ชินกับการออกแรงในต่างโลกนี้ซักเท่าไหร่ และตอนนี้ภูมิก็ทำเก้าอี้พังไปเป็ตัวที่สามแล้ว
"คิน..ในเมืองนี้มีแชมป์มวยโลกอยู่ไหมลูก พ่อจะไปท้าชกชิงเข็มขัดแชมป์เล่นซะเลยฮ่าๆ..." ภูมิพูดออกมาพร้อมกับทำท่าชกลมโชว์ให้ลูกชายของตัวเองดูอย่างสนุกสนาน
ตอนนี้ ภูมิ มาเรีย ลุงยศ และเชฟใหญ่ เริ่มที่จะคุ้นเคยกับต่างโลกไม่น้อย ซึ่งการดำเนินชีวิตของคนในโลกนี้ ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากโลกปัจจุบันมากนัก ดังนั้นจึงไม่ต้องปรับตัวมากเท่าที่ควรจะมีก็เพียงแค่ลุงยศคนเดียวเท่านั้น ที่ยังมีปัญหาอยู่ในตอนนี้ เพราะลุงยศยังพูดภาษาของคนในโลกนี้ไม่ได้
เมื่อเป็เช่นนี้เซนลูกน้องหมายเลข1ของภาคิน จึงอาสาสอนภาษาให้ลุงยศด้วยตัวเอง เพราะเซนอยากจะทำประโยชน์ให้กับเ้านายบ้าง โดยหวังลึกๆว่าจะได้รับโลหิตัทองซักเล็กน้อยก็ยังดี เพราะตอนนี้งานของเซนแทบจะไม่มีให้ทำแล้วนั่นเอง
หลังจากผ่านมา7วัน ทุกๆคนเริ่มคุ้นเคยกับบทบาทหน้าที่ของตัวเองในต่างโลกแล้ว เนื่องจากพวกเขาเป็คนสมัยใหม่ หรือพูดง่ายๆ ก็คือคนยุคปัจุบัน ดังนั้นเื่พวกนีั้จึงไม่มีผลกับพวกเขามากนัก พวกเขาอาจจะใบ้างใน่ไม่กี่วันแรกๆ แต่ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ปรับตัวได้ในอย่างไม่ยากเย็นนัก
ตอนนี้เชฟใหญ่มีหน้าที่ในการทำอาหาร โดยมีภาคิน มาเรีย และภูมิ เป็ลูกมือในครัว ส่วนเซนกับลุงยศมีหน้าที่ทำความสะอาดร้าน ร่วมถึงจัดโต๊ะเก้าอี้ในร้าน และภาคินยังได้รับคนงานมาเพิ่มอีก10คน ซึ่งทั้ง10คนนี้ก็มีหน้าที่ๆต่างกันออกไปทั้งเสริฟ รับออเดอร์ และล้างจาน
มันจึงทำให้ตอนนี้ร้านัทองเป็ร้านอาหารที่โด่งดังอย่างมากในเมืองนอริช เพราะด้วยอาหารที่อร่อย สะอาด และในร้านยังมีหลอดไฟที่คอยให้แสงสว่างแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการในยามค่ำคืน และเป็เพราะโคมไฟพวกนี้ๆเอง ที่เป็สิ่งดึงดูดลูกค้าให้มาใช้บริการ อย่างต่อเนื่อง
ดังนั้นลูกค้าใน่กลางคืนจึงเยอะกว่ากลางวันอย่างเห็นได้ชัด และที่สำคัญที่สุดก็คือราคาของ มันไม่ได้แพงอย่างที่ใครหลายๆคนคิดเลย เมนูบางอย่างยังถูกกว่าอาหารหลักที่พวกเขาเคยทานด้วยซ้ำ
ภายในร้านอาหาร..
"คิน พ่อว่าเรามาหลบอยู่ในเอ่อ..ต่างโลกสินะ เรามาหลบที่ค่างโลกนี้ก็หลายวันแล้ว แบบนี้ข้างนอกจะไม่วุ่นวายหรอ.."
ภูมิถามออกมาด้วยความวิตกกังวล เพราะนี้มันก็ผ่านมาหลายวันแล้ว ภูมิกลัวว่าทางโรงแรมจะมีปัญหาเมื่อเขาไม่อยู่
"ไม่ต้องห่วงเหรอกครับพ่อ เวลาในโลกปัจจบันนั้นเดินช้ากว่าต่างโลกนี้มากๆ คราวก่อนผมมาอยู่ในต่างโลกนี้ตั้งหลายวัน แต่โลกปัจจบันกลับผ่านไปเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น" ภาคินตอบข้อสงสัยของภูมิออกมา ด้วบใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
"แต่ผมว่าเื่ที่เราควรเป็ห่วงในตอนนี้ ไม่ใช่เื่โรงแรมเหรอกครับ สิ่งที่น่าเป็ห่วงคือคนที่ร่วมมือกับพลในครั้งนี้ตังหาก คนที่อยู่เื้ัเื่นี้คงไม่ยอมปล่อยพวกเราไปง่ายๆแน่"
ภาคินพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียดทันที เมื่อนึกถึงคนที่อยู่เื้ัของพล ที่ค่อนข้างรับมือยากมากเลยทีเดียวเพราะคนๆนี้เป็คนที่มีอำนาจนาจอย่างแท้จริง เพียงแค่คำสั่งเดียวของเขา อย่าว่าแต่โรงแรมของภูมิเลย ต่อให้เป็โรงแรมที่ใหญ่กว่านี้เขาก็สามารถสั่งยึดมันได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ถ้าหากว่าเขา้ามันจริงๆ
ภาคินในตอนนี้รู้ดีว่าพลังของตัวเองยังไม่เพียงพอที่จะสู้กับคนระดับนั้นได้ สิ่งแรกที่เขาต้องทำในตอนนี้ก็คือ การฝึกควบคุมพลังเวทย์มนตร์ และสนามพลังงานแม่เหล็กระดับสูงให้ชำนาญซะก่อน ดังนั้นเขาจึงนำเื่นี้ไปปรึกษาเ้าเมืองนอริชแต่เ้าเมืองนอริชกลับแนะนำออกมาว่า ให้ไปสมัครเป็นักเรียนของสมาคมนักเวทย์
ซึ่งภาคินไม่เห็นด้วย..เพราะคนอย่างมิเกลนั้นไว้ใจไม่ได้ ขนาดต่อหน้าเ้าเมืองนอริชมิเกลยังกล้าแสดงออกอย่าชัดเจนเลยว่า ้ารู้ความลับในการหยิบยืมพลังงานธรรมชาติของภาคิน และเมื่อเป็แบบนี้การที่เข้าไปเป็นักเรียน ในสมาคมนักเวทย์ มันก็ไม่ต่างไปจากการส่งตัวเองไปให้มิเกลศึกษาเลย
"เอาแบบนี้หากเ้า้าจะเรียนเวทย์มนตร์จริงๆ ข้าสามารถออกใบรับรองให้เ้าได้ ไม่ไกลจากที่นี้มีเมืองใหญ่ระดับ2อยู่ที่นั้นน่าจะเพียงพอสำหรับเ้าในตอนนี้ แต่เ้าต้องไปถามความเห็นจากพ่อและแม่ของเ้าก่อนนะ"
เมื่อภาคินได้ยินสิ่งที่เ้าเมืองพูดออกมา เขาก็เครียดขึ้นมาเล็กน้อย เพราะมาเรียปกติจะเป็ห่วงเขามาก เธอคงไม่ยอมปล่อยให้ภาคินออกไปจากเมืองคนเดียวแน่ๆ แถมยังเป็ในต่างโลกที่ไม่คุ้นเคยอีกด้วย
แต่หากเขาพูดด้วยเหตุผลมันก็คงจะไม่ยากจนเกินไป เพราะภาคินในตอนนี้ตัดสินใจไว้อย่างแน่วแน่แล้วว่า หากเขายังไม่สามารถใช้เวทย์มนต์ และพลังงานสนามแม่เหล็กระดับสูงได้อย่างชำนาญ ชาตินี้ทั้งชาติเขาก็คงไม่สามารถที่จะกลับไปยังโลกปัจจุบันได้อย่างแน่นอน เพราะศัตรูของเขานั้นน่ากลัวเกินไป