ตอนที่ 43 ถอนเงินทุน
ตอนที่ 43 ถอนเงินทุน ในเวลานี้หวังซินไม่รู้ว่าควรจะปลอบหยางเจียอิ่งยังไง สิ่งที่เขาสามารถให้หยางเจียอิ่งได้ในตอนมีแค่ไหล่ที่ให้พึ่งพิงเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปช่วงหนึ่ง หยางเจียอิ่งก็ได้สติขึ้นมาจากอารมณ์โศกเศร้า ซึ่งการที่เห็นว่าตัวเองได้อยู่ในอ้อมกอดของหวังซิน หน้าจึงแดงเล็กน้อย หลังจากนั้นก็ดันตัวออกจากหวังซินเบา ๆ แล้วพูดกับหวังซินว่า: “ดึกแล้ว นายกลับไปเถอะ” “หัวหน้าห้องคนเก่ง อย่าคิดเรื่องน่าเศร้าใจพวกนั้นเลยนะ เรื่องมันก็เกิดไปแล้ว ยังไงก็ไม่สามารถหวนกลับได้อีก ตอนนี้พวกเราก็แค่ใช้ชีวิตในตอนนี้ให้ดีก็พอแล้ว” หยางเจียอิ่งจึงพยักหน้า และเมื่อเห็นว่าอารมณ์ของหยางเจียอิ่งดีขึ้นแล้ว หวังซินถึงได้ออกมา เมื่อมองดูเงาด้านหลังของหวังซินที่จากไป มุมปากของหยางเจียอิ่งก็มีรอยยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย แล้วหลังจากนั้นจึงหันกลับมา ก็แค่ทำให้หวังซินรู้สึกกลุ้มใจเล็กน้อย การเดินบนถนนที่แสงจันทร์สาดส่อง ในหัวสมองก็มีคำพูดพวกนั้นที่หยางเจียอิ่งพูดกับตัวเองผุดขึ้นมาตลอด จริง ๆ แล้วที่หัวหน้าห้องสื่อมามีกี่ความหมายกันแน่? ความหมายที่แฝงอยู่คืออะไรกันนะ? หวังซินส่ายหัวไปมา จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจ ซึ่งรู้แค่ว่าเรื่องราวชีวิตที่หัวหน้าได้เจอมาน่าสงสารมาก และตัวเองก็ได้กอดหัวหน้าห้องเอาไว้ โดยให้ที่พึ่งพิงกับหัวหน้าห้องได้ เมื่อกลับมาถึงบ้าน ก็ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว หวังซินที่เดินกลับมาตลอดเส้นทางนี้ แม้ว่าจะเป็นที่เขตเมือง ที่หลังจากเที่ยงคืนไปก็ไม่มีรถแท็กซี่แล้ว ล้างหน้าบ้วนปากสักหน่อย โน้มตัวลงนอนอยู่บนเตียง ในหัวสมองของหวังซินก็ยังคงมีคำพูดพวกนั้นผุดหลังจากที่หัวหน้าห้องมาส่งตัวเอง สีหน้าท่าทางของหยางเจียอิ่งและการซบไหล่ครั้งสุดท้าย จึงทำให้หวังซินไม่เข้าใจมาตลอดว่าที่จริงแล้วเธอจะสื่อความหมายอะไรกันแน่ เขานอนไม่หลับพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียง เมื่อหลับตาลง ในหัวก็เต็มไปด้วยเรื่องราวชีวิตที่น่าสงสารของหัวหน้าห้องและน้ำตาที่ไหลทั้งสองข้างนั้น ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ ตลอดจนฟ้าสว่าง ก็ยังไม่มีความง่วงนอนใดทั้งสิ้น จึงถือโอกาสลุกขึ้นมาจากเตียง และไปรายงานตัวที่กองถ่าย เมื่อได้เดินผ่านห้องพัก ใบหน้าของหวังซินก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย การมีควันบุหรี่ที่ลอยออกมาจากช่องประตูอย่างไม่ขาดสาย หรือว่าข้างในจะไฟไหม้งั้นเหรอ? หวังซินจึงรีบผลักประตูห้องพักเข้าไปในทันที แล้วตัวเขาเองก็ชะงักขึ้นมาทันใด ข้างในห้องไม่ได้เกิดไฟไหม้ แต่ก็ไม่ต่างจากไฟไหม้สักเท่าไหร่ กลิ่นควันนิโคตินฉุนไปทั่วทั้งห้อง ซึ่งร่างของหลินชงในท่ามกลางกลุ่มควันได้แสดงให้เห็นถึงความวิตกกังวลเป็นพิเศษ “ผู้กำกับหลินครับ นี่คุณเป็นอะไรไปครับ?” หวังซินนึกไม่ถึงเลยว่าจะเห็นหลินชงในสภาพแบบนี้ หลินชงได้ยินว่ามีคนเรียกตัวเอง จึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ด้วยใบหน้าที่ไร้เรี่ยวแรงที่ทำให้หวังซินตกใจกลัว เมื่อวานยังดูดีอยู่เลย ทำไมวันนี้ถึงได้ไร้สิ้นหมดซึ่งเรี่ยวแรงได้ถึงขนาดนี้? ในภาพความจำของหวังซิน หลินชงก็ได้เป็นผู้กำกับที่เข้มงวดกับตัวเองคนหนึ่ง ซึ่งตอนทำงานก็จริงจังมาก ในด้านรายละเอียดปลีกย่อยในการใช้ชีวิต ก็เป็นคนหนึ่งที่ระมัดระวังมาก แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยทำร้ายร่างกายตัวเองเลย แต่ตอนนี้ก็เห็นได้ชัดว่าหลินชงไม่ได้นอนทั้งคืน อีกทั้งก้นบุหรี่ที่อยู่ในที่เขี่ยบุหรี่บนโต๊ะ ทั้งหมดก็เป็นผลงานชิ้นเอกของเธอ เป็นเพราะเรื่องอะไรกันที่ทำให้หลินชงเปลี่ยนมาอยู่ในสภาพแบบนี้? หลินชงก็ไม่ได้สนใจหวังซิน เมื่อเห็นว่าเป็นหวังซินเข้ามาห้องพัก ก็ไม่ได้กล่าวทักทายหวังซิน และมัวแต่สูบบุหรี่ของตัวเองอยู่ เมื่อมองหลินชงที่ยังสูบบุหรี่อยู่ หวังซินก็รีบมาที่ข้าง ๆ ของหลินชงแล้วแย่งเอาบุหรี่ของหลินชงไปขยี้จนดับ หลินชงจึงขมวดคิ้ว แล้วไม่ได้สนใจหวังซิน และจึงไปหยิบบุหรี่ที่วางอยู่บนโต๊ะมาอีก หวังซินก็ได้มีปฏิกิริยาตอบสนองขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่เมื่อผ่านไปสักพักก็แย่งเอาบุหรี่มาได้ จึงมองหลินชงด้วยสีหน้าที่จริงจัง แล้วพูดว่า: “ผู้กำกับหลินครับ ที่จริงแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ถึงได้ทำให้คุณทำร้ายร่างกายตัวเองได้ถึงขนาดนี้?” หลินชงยังคงไม่ตอบคำถาม “เหอะเหอะ ผู้กำกับหลินครับ แม้ว่าอกหักก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทรมานร่างกายตัวเองขนาดนี้นี่ครับ? อกหักน่ะ เป็นเรื่องปกติครับ ใครจะไม่เคยผ่านไอ้พวกคนเฮงซวยพวกนี้บ้างล่ะ” เมื่อมองจากมุมมองของหวังซินแล้ว หลินชงจะต้องอกหักแน่ ๆ ไม่อย่างงั้นผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานคนหนึ่ง ทำไมถึงสูบบุหรี่ไม่หยุดกันล่ะ ใช้วิธีการแบบนี้มาทำร้ายตัวเองงั้นเหรอ? ตัวหลินชงเองในตอนนี้ก็รู้สึกกลุ้มใจเป็นอย่างมาก แต่กลับไม่ใช่การอกหักเหมือนอย่างที่หวังซินพูด แต่เป็นการประสบปัญหาในเรื่องงานที่ทำให้เกิดความกังวล คำพูดของหวังซินทำให้หลินชงพูดไม่ออก จึงเงยหน้ามองหวังซิน แล้วพูดว่า: “ไอ้เด็กผีอย่างนายจะไปรู้อะไรกันล่ะ” เมื่อถูกคำพูดของหวังซินทำให้โมโหแล้ว ในเวลานี้หลินชงจึงพูดว่า: “ตอนนี้ทีมละครได้เจออุปสรรคในด้านการถ่ายทำน่ะ” “เจออุปสรรคงั้นเหรอครับ?ผมยังคิดว่าคุณอกหักกันอีก แม้ว่าจะเจออุปสรรคแต่การสูบบุหรี่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้หรอกครับ นี่คุณกำลังทรมานร่างกายตัวเองอยู่นะ” หวังซินพูด พร้อมเปิดหน้าต่างในห้องพักออก ซึ่งทำให้ห้องพักที่อบอวลไปด้วยควันบุหรี่เกิดความปลอดโปร่งขึ้นมาบ้าง “จริง ๆ แล้วไปเจอกับเรื่องอะไรกันแน่ครับ?” หลินชงเป็นคนที่เข้มแข็งคนหนึ่ง เกรงว่าเรื่องราวที่เจอในครั้งนี้คงจะไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ “ทางฝั่งผู้ลงทุนจู่ ๆ ก็ถอนเงินทุนไปน่ะสิ” หลินชงที่เอ่ยถึงเรื่องนี้ ก็อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้ ก่อนหน้านี้ตัวเองก็ได้สนทนาตกลงกันเรียบร้อยแล้ว แต่จู่ ๆ ทางฝั่งผู้ลงทุนก็ได้ถอนเงินทุนออก ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าต้องเป็นทำเพื่อโจมตีเธอจนล้มลงในทันที หวังซินจึงตกตะลึง ซึ่งนึกไม่ถึงเลยว่าในเวลาชั่วข้ามคืนจะมีเรื่องเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้ เมื่อวานยังถ่ายทำละครอยู่ดี ๆ และไม่มีสัญญาณใดเลย แล้วทางฝั่งผู้ลงทุนทำไมถึงได้ถอนเงินทุนอย่างกะทันหันกันล่ะ? “ต่อให้ถอนเงินทุนไปก็คงจะไม่เป็นไรหรอกมั่งครับ?ถึงยังไงนี่ก็เป็นละครซิทคอมที่ถ่ายทำในห้อง ไม่ต้องใช้เงินเยอะเท่าไหร่” หวังซินรีบปลอบใจหลินชง สำหรับเรื่องเบื้องหลังการถ่ายทำละคร หวังซินก็ไม่ค่อยเข้าใจ ถึงยังไงก็รู้สึกว่าละครซิทคอมเรื่องหนึ่งที่ถ่ายทำอยู่แต่ในห้อง ก็ไม่ได้ใช้เงินเยอะเท่าไหร่ แม้ว่าทางฝั่งผู้ลงทุนจะถอนทุนออก แต่ผลกระทบต่อละครโทรทัศน์เรื่องนี้ก็คงจะไม่มากเท่าไหร่ เมื่อหลินชงได้ยินคำพูดของหวังซิน ก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตาบน แล้วพูดว่า: “ละครซิทคอมที่ถ่ายทำในห้องไม่ใช้เงินงั้นเหรอ?ใครบอกเหตุผลนี่กับนายกัน!” จึงได้มองหวังซินที่พูดไม่ออกเล็กน้อย แล้วหลินชงก็พูดอีกว่า: “นี่เป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญเลย ยังมีอีกเรื่องคือรองผู้กำกับเฉินคนนั้นก็หนีไปแล้ว” “อะไรนะครับ?” หวังซินได้ตกตะลึงตาค้าง นี่ก็ทำเกินไปแล้วหรือเปล่า รองผู้กำกับเฉิน ไม่ว่ายังไงก็เป็นรองผู้กำกับอันดับหนึ่ง การถ่ายทำ《Home With Kids》ครั้งนี้โดยพื้นฐานแล้วก็ล้วนเป็นเขาที่ได้รวบรวมกลุ่มขึ้นมา หลินชงก็ถือเป็นแค่คนดูแลสถานการณ์โดยรวมเท่านั้น สำหรับเรื่องการถ่ายทำในด้านนี้ทั้งหมดแล้วล้วนส่งต่อให้กับรองผู้กำกับเฉิน แต่ว่าตอนนี้รองผู้กำกับเฉินก็ได้หนีไปแล้ว นี่ยังจะถ่ายละครอะไรได้อีกล่ะ! “ภายในนี้จะต้องเกิดปัญหาอะไรสักอย่างขึ้น เป็นไปไม่ได้ที่ฝั่งผู้ลงทุนจะถอนทุนกะทันหัน แล้วรองผู้กำกับเฉินคนนั้นก็หนีไปอีก” “ไม่มีปัญหาอะไรเลย” หลินชงได้ให้คำตอบที่แน่นอนกับหวังซิน ถึงยังไงหลายวันมานี้ที่ถ่ายละครก็เหมือนกับช่วงก่อนหน้านี้ ที่ไม่มีความผิดพลาดใดเลยแม้แต่น้อย แต่ว่าในเวลาแค่ชั่วข้ามคืน สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปเยอะมาก อันดับแรกคือได้รับข่าวว่าฝั่งผู้ลงทุนขอถอนเงินทุนออก หลังจากนั้นก็เป็นรองผู้กำกับเฉินที่หนีไปโดยไม่เห็นเงา ช่องทางการติดต่อที่สามารถติดต่อรองผู้กำกับเฉินได้ทั้งหมดก็ใช้การไม่ได้ นี่จึงทำให้ละครเรื่องนี้ที่มากกว่าครึ่งตกอยู่ในมือหลินชง สำหรับหลินชงแล้ว การโจมตีนี้เรียกได้ว่าเป็นการโจมตีครั้งยิ่งใหญ่ การซื้อบทละครมาจากหวังซินด้วยความมั่นอกมั่นใจ ตอนนี้ก็ถ่ายทำไปแล้วห้าสิบตอน กลับคิดไม่ถึงเลยว่าจะเกิดปัญหาแบบนี้ขึ้นกลางคัน “ม้วนฟิล์มยังอยู่ในมือเราไหม?” นี่คือเรื่องที่สำคัญที่สุด ถ้าม้วนฟิล์มไม่อยู่แล้วล่ะก็ งั้นความพยายามก่อนหน้านี้ทั้งหมดก็สูญเปล่าด้วย “ม้วนฟิล์มยังอยู่ แต่ว่าตอนนี้ด้านทีมละครก็ไม่มีเงินเลยแม้แต่น้อย ฝั่งผู้ลงทุนก็ถอนเงินทุนออก ซึ่งเท่ากับว่าขาดทรัพยากรทั้งหมดในการผลิตละครต่อหลังจากนี้ ซึ่งห้าสิบตอนข้างหลัง ก็เกรงว่าจะไม่มีวิธีที่จะถ่ายทำต่อไปได้แล้ว” ใบหน้าของหลินชงก็เต็มไปด้วยความกลุ้มใจ โดยนับว่าเป็นครั้งแรกที่เจอปัญหาแบบนี้ตั้งแต่ที่เธอถ่ายละครมา ก็เหมือนกับที่หวังซินพูด ฝั่งผู้ลงทุนเป็นไปไม่ได้ที่จะถอนเงินทุนออกโดยไม่มีสาเหตุ ภายในเรื่องนี้จะต้องมีปัญหาเกิดขึ้นแน่นอน หลังจากที่เรื่องเกิดขึ้น เธอก็รีบติดต่อกับฝั่งผู้ลงทุนเป็นอันดับแรก แต่ว่าท่าทีของฝั่งผู้ลงทุนก็เด็ดเดี่ยวมาก ซึ่งเดิมทีก็ไม่ได้พูดเรื่องเงินทุนที่จะลงต่อไป นี่จึงทำให้หลินชงหมดหนทางไปโดยปริยาย อีกทั้งรองผู้กำกับอันดับหนึ่งก็หนีไปแล้ว ละครเรื่องนี้จะต้องหาผู้กำกับใหม่อีก โดยไม่ต้องพูดถึงรายละเอียดของเรื่องนี้ที่เกรงว่าจะล่าช้าไปสักระยะหนึ่ง โดยที่ไม่มีเงินผลิตละครหลังจากนี้ นี่ถึงเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุด ละครเรื่องนี้หลินชงเห็นว่าดีมาก ดังนั้นจึงได้ซื้อลิขสิทธิ์จากในมือของหวังซินโดยไม่ลังเล หลังจากนั้นภายในระยะเวลาอันสั้นก็เริ่มจัดเตรียมการถ่ายทำ แต่ตอนนี้เรื่องผลิตละครหลังจากนี้เดิมก็ไม่มีทางตามทันเลย ละครโทรทัศน์ก็ได้ตกมาอยู่ในมือของตัวเองไปโดยปริยาย นี่ก็เหมือนกับการมองดูลูกของตัวเองที่เลี้ยงมาจนเติบใหญ่อย่างลำบากแล้วเสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน ที่ทำให้หลินชงรู้สึกไร้เรี่ยวแรงมากขึ้นเป็นเท่าตัว “ตอนนี้คุณกำลังทุกข์ใจกับเรื่องพวกนี้อยู่เหรอครับ?” หลังจากที่หวังซินรู้สาเหตุจากปากของหลินชง ก็ข่มตามองหลินชง โดยในใจคิดว่าผู้กำกับใหญ่คนนี้คุณภาพจิตใจก็ไม่เท่าไหร่นะ ก็แค่ฝั่งผู้ลงทุนถอนเงินทุนออกที่ทำให้เธอหมดหนทางไปโดยปริยาย ช่างไม่มีความสามารถเอาเลย “ละครโทรทัศน์เรื่องนี้ตอนนี้ไม่มีทางที่จะถ่ายทำต่อไปได้แล้วจริง ๆ อีกทั้งเงินเดือนของทีมงานถ่ายละครก็ไม่มีแล้ว ถึงตอนนั้นสถานการณ์ที่ฉันต้องเผชิญทั้งหมดก็จะร้ายแรงยิ่งขึ้น” หลินชงยิ่งคิดก็ยิ่งกลุ้มใจ เธอสามารถนึกท่าทีของทีมงานถ่ายละครหลังจากที่รู้ว่าฝั่งผู้ลงทุนถอนเงินลงทุนออกและรองผู้กำกับเฉินที่หนีออกไปแล้ว เมื่อได้ยินคำตอบของหลินชง หวังซินก็พูดไม่ออกไปโดยปริยาย 《Home With Kids》เป็นบทละครที่ดีขนาดนี้ ละครโทรทัศน์ที่ดีขนาดนี้ ยังกลัวจะดึงเงินทุนมาไม่ได้อีกงั้นเหรอ? “เรื่องนี้ง่ายมาก ก็หาฝั่งผู้ลงทุนใหม่อีกครั้งก็ได้แล้วครับ” หวังซินปลอบใจหลินชง เมื่อได้ยินคำตอบที่เหมือนกับคนโง่อย่างหวังซิน หลินชงก็เลือกที่จะไม่สนใจหวังซิน หาผู้ลงทุนใหม่อีกครั้งงั้นเหรอ? ละครโทรทัศน์ถ่ายทำไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว ยังจะสามารถหาผู้ลงทุนมาใหม่อีกครั้งได้ นายกำลังล้อเล่นอยู่ใช่ไหม? ใครจะยินยอมให้เงินทุนนายอีกหลังจากที่ถ่ายทำละครโทรทัศน์ไปครึ่งหนึ่งกันล่ะ? พูดอีกอย่าง เรื่องที่จะหาผู้ลงทุนใหม่อีกครั้งหลินชงก็เคยคิดมาแล้ว เมื่อวานตอนเย็นเธอก็เคยเจรจากับบริษัทใหญ่มาหลายบริษัท แต่ไม่มีจุดมุ่งหมายในทางด้านนี้ จากนั้นจึงปฏิเสธข้อเรียกร้องของหลินชงไปอย่างนิ่มนวล ถ้าสามารถหาผู้ลงทุนมาได้จริง ๆ ในตอนนี้เธอก็ไม่ต้องมาทุกข์ใจอยู่ที่นี่ต่อไปแล้ว แต่จุดเริ่มต้นของหวังซินก็นับว่าดีแล้ว ก็แค่ว่าอายุยังน้อยเกินไป จึงนึกไม่ถึงในปัญหาทางด้านนี้เท่านั้นเอง “นายคิดว่าใคร ๆ ก็ยอมลงทุนงั้นเหรอ?ถ้าไม่เกิดเรื่องถอนเงินทุนออกเรื่องนี้ขึ้น ก็อาจจะมีคนเข้ามาลงทุน แต่ตอนนี้ข่าวของฝั่งผู้ลงทุนที่ถอนเงินทุนออกกะทันหัน ก็ไม่สามารถที่จะปิดบังได้ สาเหตุในนั้นแค่สอบถามเล็กน้อยก็รู้เรื่องแล้ว เกรงว่าหลังจากที่รู้ว่าฝั่งผู้ลงทุนเดิมของละครโทรทัศน์เรื่องนี้ถอนเงินทุนออกอย่างกะทันหัน ซึ่งก็จะไม่มีใครยอมที่จะลงทุนเข้ามาอีกแล้ว” หลินชงได้นวดหน้าผากของตัวเองเบา ๆ ในเวลานี้สีของท้องฟ้าก็ค่อย ๆ สว่าง แต่ก็กลับคิดหาวิธีการใดไม่ได้ เมื่อมองดูท่าทีหน้านิ่วคิ้วขมวดของหลินชงในเวลานี้ หวังซินก็รู้ว่าหลินชงคิดเยอะกว่าตัวเองมาก เรื่องที่เธอเป็นกังวลทั้งหมดล้วนมีเหตุผล แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ตัวเองร่วมแสดงละครโทรทัศน์ด้วย ซึ่งก็มาตกอยู่ในมือของตัวเองแบบนี้ หวังซินจึงไม่เต็มใจ อีกทั้งเรื่องนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีแก้ไข อย่างน้อยอาศัยประสบการณ์เหล่านั้นในโลกยุคหลังของตัวเอง ก็จะต้องหาวิธีแก้ไขเรื่องราวเหล่านี้ให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับตอนนี้ ก็คงจะต้องให้หลินชงกลับเข้าสู่สภาวะของการทำงานได้ตามปกติ ยังไงก็ไม่อาจปล่อยให้ตกอยู่ในสภาพที่กลุ้มใจแบบนี้ต่อไปอย่างแน่นอน...