บทที่4 ความลับในห้องมืด
หลินเฟิงตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ ทว่าสิ่งแรกที่เขาทำไม่ใช่การคว้าสมาร์ทโฟนหรือจัดการธุระส่วนตัวเหมือนคนทั่วไป
เขากลับพุ่งตรงไปที่หน้าต่างบ้านในสวนเอเดน คว้ากล้องส่องทางไกลขึ้นมาส่องมองไปยังมหาสมุทรแห่งชีวิตด้วยแววตาคาดหวัง
แม้ภาพที่เห็นจะมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยและต้องใช้เวลาอีกมหาศาล แต่วันนี้... เขามีภารกิจสำคัญในโลกแห่งความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ณ โรงพยาบาลหลัวซี
หลินเฟิงยืนหยุดนิ่งอยู่หน้าประตูห้องผู้ป่วยบานหนึ่ง มือของเขาค้างอยู่ในอากาศเนิ่นนานก่อนจะรวบรวมความกล้าเปิดมันเข้าไปอย่างเบามือ
“แค๊ก! แค๊ก!”
เสียงไออย่างทรมานของหญิงสาวข้างในดังแทรกขึ้นมา พร้อมกับเสียงสะอื้นไห้ที่พยายามจะสะกดกลั้นเอาไว้
“คุณแม่... ต้องอดทนไว้นะคะ” หลินเซี่ยวเหยาพูดพลางเช็ดน้ำตาที่อาบแก้ม
“พี่หลินเฟิงต้องหาเงินมาจ่ายค่ารักษาได้แน่ๆ พี่เขาเก่งจะตาย แม่ต้องไม่เป็ไรนะ”
ซูชิงเหยา ผู้เป็แม่ ทำได้เพียงลูบหัวลูกสาวเบาๆ ด้วยมือที่ผอมบาง เธอยิ้มออกมาอย่างฝืนๆ
“แม่ขอโทษนะที่เป็ภาระ... ต้องลำบากพวกลูกไปหมด ถ้าไม่มีเงินรักษาจริงๆ ก็ไม่เป็ไรหรอก แม่เองก็แก่แล้ว เจ็บป่วยก็เป็เื่ธรรมดา...”
ในขณะนั้น เด็กน้อยวัยไม่ถึงเจ็ดขวบที่นั่งเบียดตัวอยู่บนเตียงคนไข้ก็คว้ามือแม่ไว้แน่น “แม่จ๋า... หนูไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว เรากลับบ้านกันเถอะนะ”
ซูชิงเหยาตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ จ้าๆ หลินเสี่ยวไป๋ เ้าตัวน้อย ”
“ ดูสิ…..กินลูกอมจนเลอะเทอะหมดแล้ว”
คำขอร้องไร้เดียงสานั้นเหมือนมีดที่กรีดลึกเข้าไปในใจของหลินเฟิงที่ยืนฟังอยู่หลังประตู เขาลดมือลงช้าๆ ร่างกายที่ดูเหมือนแข็งแรงกลับสั่นเทาด้วยความเ็ปที่ไม่มีใครเห็น
“ไม่... จะให้พวกเขารู้ไม่ได้เด็ดขาด” หลินเฟิงกัดฟันกรอด ความลับเื่ “มะเร็งกระเพาะอาหารระยะสุดท้าย” ของเขาต้องถูกฝังไว้ที่นี่
เขาจะพังทลายลงตอนนี้ไม่ได้ ในเมื่อทั้งครอบครัวมีเขาเป็ที่พึ่งเพียงคนเดียว
เขากำหมัดแน่นจนเล็บแทงเข้าไปในฝ่ามือ แววตาที่เคยหวั่นไหวกลับกลายเป็ความมุ่งมั่นอันแรงกล้า
“ฉันจะต้องนำ 'ยารักษา' จากโลกนั้นกลับมารักษาแม่ให้ได้!”
หลินเฟิงหันหลังกลับเดินจากไปทันทีโดยไม่เปิดประตูเข้าไปเผชิญหน้า เพราะเขารู้ดีว่าหากเข้าไปตอนนี้ น้ำตาอาจจะทำให้ความเข้มแข็งของเขาพังทลาย
แม้โอกาสจะริบหรี่ แต่ในฐานะพระเ้าฝึกหัด เขาเดิมพันทุกอย่างไว้กับโลกจำลองเ่าั้
“ยังเหลืออีกสามเมล็ด... ถ้าโลกใบแรกไม่สำเร็จ ฉันก็จะสร้างมันใหม่ สร้างจนกว่าจะพบทางรอด!”
ท่ามกลางความมืดมิดของโชคชะตา หลินเฟิงไม่ได้เดินไปสู่จุดจบเพียงลำพังอีกต่อไป แต่เขากำลังแบกความหวังของทั้งครอบครัวมุ่งหน้ากลับสู่ สวนเอเดน เพื่อชิงตัวตนของเขากลับมาจากความตาย!
แม้จะได้รับสถานะพระเ้าฝึกหัดที่ยิ่งใหญ่ แต่เมื่อก้าวเท้าออกจากโรงพยาบาล หลินเฟิงก็ตระหนักดีว่าในโลกใบนี้เขายังคงเป็เพียงมนุษย์ธรรมดาที่มีข้อจำกัดและภาระทางสังคม และก่อนที่จะกลับไปยังสวนเอเดน เขายังมีธุระสำคัญอีกแห่งหนึ่งที่ต้องจัดการ...
ณ สถานที่แห่งหนึ่ง
หลินเฟิงเดินลึกเข้าไปในย่านที่ผู้คนพลุกพล่าน ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ร้านค้าแห่งหนึ่งที่ดูธรรมดาจนน่าสงสัย เขาผลักประตูเข้าไปยังห้องลับหลังร้าน...
ทันทีที่ก้าวเข้าไป ความมืดมิดก็เข้าปกคลุม มีเพียงแสงสลัวที่ลอดออกมาจากหน้าจอทีวียุคเก่าที่กำลังฉายภาพที่ดูผิดแปลกไปจากข่าวกระแสหลัก
บนหน้าจอทีวีสั่นไหว ชายสวมแว่นแต่งตัวเรียบร้อยกำลังสัมภาษณ์หญิงสาวคนหนึ่งที่มีสีหน้าซีดเผือกและหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
“จริงหรือเปล่าครับ... ที่คุณอ้างว่ามองเห็นอนาคตได้?” พิธีกรในจอนั้นถามด้วยน้ำเสียงกึ่งสงสัยกึ่งคาดคั้น
“จริงค่ะ... ฉันมองเห็นมันจริงๆ...” หญิงสาวตอบด้วยเสียงที่สั่นเครือ
“ถ้าอย่างนั้น ช่วยบอกเราหน่อยได้ไหมว่า อนาคตของโลกเราในอีกสิบปี หรือร้อยปีข้างหน้า... มันจะเป็อย่างไร?”
หญิงสาวในจอนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ดวงตาของเธอเบิกกว้างราวกับกำลังเผชิญหน้ากับฝันร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
“ฉะ...ฉันเห็น...สัตว์... ปะ...####...”
” ทุกคนบนโลกจะต้อง “###” กันหมด ”
คำพูดของเธอยังไม่ทันจบประโยค เสียงหนึ่งที่ทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยอำนาจก็ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องมืดนั้น
“มาแล้วสินะ... หลินเฟิง”
หลินเฟิงชะงักไปเล็กน้อย สายตาของเขาละจากหน้าจอทีวีเพื่อมองไปยังต้นตอของเสียงนั้น ความกดดันมหาศาลเริ่มก่อตัวขึ้นรอบตัวเขาในทันที นี่ไม่ใช่แค่การพบปะธรรมดา แต่มันคือการเผชิญหน้าที่อาจกุมชะตากรรมของเขาทั้งในโลกมนุษย์และโลกจำลองที่เขากำลังสร้างขึ้น!