“หมายความว่าพวกผู้ก่อการร้ายนั้นจะต้องอยู่ไม่ข้างๆที่นั่งของเธอ ไม่ก็ที่เบาะหลังอย่างนั้นสินะ..”พิชญ์กล่าวพร้อมกับคิดตามเหตุการณ์ที่มันจะเกิดขึ้นได้
“มีความเป็นไปได้สูงครับ และมันมีสมมติฐานได้เพียงแค่สองกรณีเท่านั้นที่ผมคิดเอาไว้..หนึ่งคือพวกเขาวางแผนก่อเหตุนี้มานานพอสมควรและพวกเขาจะต้องคำนวณเป็นวินาทีกันเลยทีเดียวเพื่อที่จะให้เธอไม่ขับรถเลยจุดหมายที่เป็นซอยนี้ไป แต่ว่ามันเป็นเรื่องยากมากเพราะจริงๆแล้วผมก็เพิ่งจะรู้จักกับปิงปิงได้เพียงแค่ 4 วันเท่านั้น..มันจึงทำให้เหลือสมมติฐานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น..” โอ๊ตกล่าว
“มันก็จริงอย่างที่นายกล่าวภาวิน.. แล้วอีกสมมติฐานอีกอย่างของนายล่ะ”พิชญ์กล่าว
“อีกอย่างนั้นก็คือ.. พวกมันจะต้องมีคนชี้เป้าที่เป็นคนท้องถิ่นหรือก็คือต้องเป็นคนที่อาศัยในเมืองเชียงใหม่นี้เป็นเวลานานพอสมควร..มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะรับรู้ว่าซอยนั้นจะไม่ค่อยมีคนผ่านในเวลากลางคืนทั้งเป็นจุดที่ห่างจากตัวเมืองพอสมควรไม่มีทางเลยที่มันจะเป็นเรื่องบังเอิญพบเจอสถานที่เหมาะสมเช่นนี้..” โอ๊ตกล่าว ก่อนที่เขาจะชี้ไปยังจอภาพและให้พวกเขามองไปยังรถของบอดี้การ์ด..
“จุดสังเกตอีกอย่างคือพวกบอดี้การ์ดข้ารับใช้.. ถ้าจากที่กิตติกล่าวมานั้นเพียงแค่ข้ารับใช้ระดับต่ำสุดของตระกูลก็ต้องเคยเป็นทหารหน่วยรบพิเศษมาก่อนแถมยังมีระดับกลางอีกคนหนึ่งพวกเขาไม่มีทางที่จะพลาดท่าอย่างแน่นอนถ้าจู่ๆรถคันอื่นจะมาจี้ประกบข้างแล้วยิงอัดพวกเขามันจะต้องไม่มีรอยยิงรอบคันขนาดนี้..” โอ๊ตกล่าว
“เป็นเช่นที่คุณชายกล่าวขอรับ.. อีกอย่างระบบของเราค่อนข้างที่จะสะดวกสบายในการแจ้งเตือนย้อนกลับเพียงแค่พวกเขาคนใดคนหนึ่งกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว ทางเราก็จะรู้ได้ทันทีว่ามีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นขอรับ..และมันแปลได้อย่างเดียวคือพวกเขาตายในทันทีที่เกิดเหตุครับจึงไม่มีการแจ้งเตือนใดๆจากพวกเขา..” กิตติกล่าวเสริมคำพูดของผู้เป็นนาย
“จากที่กิตติพูดมาประกอบกับรอยกระสุนรอบรถที่มันยิงมาจากทุกทิศทุกทางขนาดนั้นมันบอกได้ว่าจุดเกิดเหตุนั้น เป็นจุดที่พวกมันวางกับดักเอาไว้อยู่ก่อนหน้านี้แล้วและล่อให้พวกข้ารับใช้ที่ตามคุ้มกันปิงปิงไปยังจุดนั้น แล้วก็จัดการสังหารทันที..แต่ว่าพวกมันจะคาดการณ์เอาไว้ถึงขนาดนั้นเชียวหรือ..ชิ!”
โอ๊ตกล่าวพร้อมกับเดาะลิ้นอย่างไม่พอใจและกลุ่มบอดี้การ์ดที่ตามไปนั้นพวกมันรู้ได้ยังว่าเขาจะส่งพวกเขาไปคุ้มกันปิงปิงกลับบ้านมันยังเป็นสิ่งที่ยังคงค้างคาใจสำหรับโอ๊ตตอนนี้ และในจังหวะเดียวกันนั้นเองเสียงแจ้งเตือนก็ดังขึ้นมาที่ชูเกียรติ เขาจับหูฟังของตัวเอง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“เรียนคุณชาย.. เราพบตัวของผู้จัดการมีนและจุดที่คิดว่าจะเป็นเกิดเหตุของคุณหนูมนต์ และคุณหนูเฟิร์นแล้วขอรับ..ภาพกำลังจะถูกส่งเข้ามาขอรับ..” ชูเกียรติกล่าว พร้อมกับภาพรถยนต์ของมนต์ที่จอดเอาไว้ข้างทางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยดีก่อนที่โดรนจะบินไปรอบๆคันรถ..
“มันเป็นระเบียบเรียบร้อยเกินไป.. หืออทำไมกระจกรถข้างคนขับถึงถูกเปิดออกเช่นนั้นล่ะ..” โอ๊ตกล่าวพร้อมกับเริ่มตั้งจุดสังเกตอีกครั้งทุกคนไม่ว่าใครจะมองยังไงก็ไม่เข้าใจสิ่งที่โอ๊ตกำลังพยายามจะสื่อ
“มันผิดสังเกตยังไงเหรอภาวินพวกผู้ก่อการร้ายมันอาจจะเป็นคนเปิดทิ้งเอาไว้ก็ได้..” พิชญ์กล่าว
“ไม่หรอกครับ.. พวกเขามีเวลาไม่มากพอที่จะทำอย่างนั้นครับ อีกอย่างย่านนั้นมีผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาตลอดเวลาถ้าพวกเขาต้องการจะชิงตัวทั้งสองคนนั้นจะต้องทำให้แนบเนียนที่สุดเหตุการณ์นี้พวกพี่อาจจะไม่คุ้นชินแต่ว่าพวกเราประชาชนคนธรรมดาจะพบเห็นกันบ่อยเป็นเรื่องปกติ.. ด่านแอลกอฮอล์..”
โอ๊ตกล่าวและมันทำให้ทุกคนอึ้งไปเลยทีเดียว ด้วยความที่พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่มีอภิสิทธิ์สูงมันเป็นเรื่องยากเลยที่ตำรวจชั้นผู้น้อยจะหาญกล้าจับพวกเขามาลงโทษมันเป็นอะไรที่พวกเขาคาดไม่ถึงจริงๆเพราะมันไม่ได้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามปกติในชีวิตประจำวัน
“ผมคิดว่ามนต์ที่เป็นคนขับจะต้องถูกเรียกเพื่อขอดูบัตรใบอนุญาตขับขี่ และถูกเชิญลงไปตรวจแอลกอฮอล์อย่างแน่นอนก่อนที่เธอจะถูกจับตัวเข้ารถห้องขังไป ส่วนเฟิร์นที่เป็นคนขี้โวยวายอยู่แล้วพวกเขาก็แค่ตะโกนเสียงดังหน่อยให้ว่าเธอเมาแล้วโวยวาย ก่อนจะถูกจับตัวไปอีกคน..”
“มันเป็นแผนการง่ายๆที่ทำให้มนต์จะต้องจอดรถ และแผนนี้มันง่ายมากเพราะว่าบ้านของยัยเฟิร์นนั้นมีทางเข้าออกติดกับถนนใหญ่ เพียงแค่เส้นเดียวเท่านั้นหรือก็คือพวกเขาดักตรวจจับทั้งขามา และทั้งขากลับเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว.. มันจึงเป็นเหตุผลว่าทำรถของพวกเธอจึงมีสภาพนี้..”โอ๊ตกล่าว
“ภาวิน.. หรือว่าจริงๆแล้วนายคือยอดนักสืบมัธยมปลายคนนั้นกัน..” พิชญ์กล่าวถามอย่างอึ้งๆ เพียงแค่จุดสังเกตเล็กๆน้อยเจ้าน้องชายคนนี้ก็เล่าออกมาได้เป็นฉากอย่างกับเป็นคนคิดแผนการทั้งหมดอย่างนั้นแหละ
“ก็พอตั้งสติได้แล้วมันก็คิดออกน่ะครับ.. ทั้งหมดนี้ก็ต้องขอบคุณพี่พิชญ์นะครับที่เรียกสติผมคืนมาได้..แต่ว่าตอนนี้พวกเราก็ยังไม่ได้ข้อมูลอะไรนอกจากวิธีการที่พวกมันลงมือ.. กิตติ!ย้อนรอยกล้องวงจรปิดตามสี่แยกได้ไหม.. มันน่าจะมีเบาะแสอะไรบ้าง..”โอ๊ตหันมายิ้มให้กับพิชญ์เป็นการขอบคุณเธอก่อนที่จะหันกลับมาจริงจังกับเหตุการณ์ต่อทันที
“เรียนคุณชาย.. กล้องวงจรปิดทั้งหมดของตำรวจจราจรถูกแฮกขอรับ..เราไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลพวกนี้ได้เลยขอรับ...” กิตติกล่าวและโอ๊ตก็ไม่ได้หวังอะไรมากจากจุดนี้เพราะเขาคิดเอาไว้อยู่แล้วก่อการใหญ่ขนาดนี้จะไม่มีแผนที่รอบคอบได้ยังไงแปลว่าพวกมันคงจะรู้ว่าตระกูลของเขาจะทำงานยังไง จึงหาทางดักเอาไว้ทั้งหมดเป็นอย่างดีแล้ว
“เรียนคุณชาย..ภาพของผู้จัดการมีนกำลังจะถูกส่งเข้ามาเป็นแบบวีดิโอคอลขอรับ..” และมันเป็นจังหวะเดียวกับที่ชูเกียรตินั้นกล่าวรายงานกับผู้เป็นนายพอดี..
“อืมๆ ส่งเข้ามา..” โอ๊ตกล่าวและมันก็เป็นภาพของผู้จัดการมีนที่หน้าตาบวมแดงคาดว่าเธอจะถูกของแข็งอะไรอย่างกระแทกเข้าหน้า ก่อนจะสลบไปมีนที่เห็นคุณชายเธอก็รีบขอร้องให้ช่วยเหลือไอนะทันที เธอดูเป็นห่วงไอนะมากจริงๆ
จากนั้นโอ๊ตก็ได้รับฟังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเธอคนพวกนั้นที่ทำร้ายเธอแอบอ้างตัวว่าเป็นคนของโอ๊ต และมามอบของอะไรบางอย่างให้กับไอนะที่ลืมเอาไว้ที่รถยนต์ของโอ๊ตก่อนที่เธอจะถูกทำร้าย และไอนะหายตัวไป ซึ่งมันก็ยังไม่ได้ข้อมูลอะไรอีกเช่นเคยก่อนที่เขารับปากมีนไปว่าจะรีบตามหาตัวของไอนะให้กลับมาอย่างปลอดภัยและวางสายกันไป..
“เราก็ยังไม่มีข้อมูลอะไรอีกเหมือนเดิม.. เอาไงต่อดีภาวิน..” พิชญ์กล่าวถาม พร้อมกับถอนหายใจ
“คงต้องรอที่จะคุยกับคนที่จะโทรมาอีกครั้ง..” โอ๊ตกล่าวด้วยท่าทางนิ่งๆ
“ภาวิน.. นายแน่ใจได้ยังไงว่าพวกมันจะติดต่อเข้ามาอีกครั้งที่แล้วนายกวนประสาทมันไปเยอะเหมือนกันมันจะสมเหตุสมผลกว่าถ้ามันเลือกที่จะติดต่อผ่านทางพ่อบ้านของนาย..” พิชญ์กล่าวพร้อมกับให้เหตุผลตามความเป็นจริง แต่โอ๊ตกลับส่ายหัวเบาๆ
“ไม่หรอกครับพี่พิชญ์.. เขาจะต้องติดต่อมาที่ผมแน่นอน ถ้าเขาเป็นคนที่ผมคิดเขาจะต้องทำอย่างนั้นแน่นอนครับ..” โอ๊ตกล่าว
“นายมั่นใจขนาดนั้นเชียวเหรอ.. นายอย่าลืมที่ฉันกล่าวเตือนไปก่อนหน้านี้นายมั่นใจได้ แต่ต้องรอบคอบด้วย.. ฉันไม่อยากเอาคนของฉันไปตายด้วยหรอกนะ..”พิชญ์กล่าวเตือนอีกครั้ง ซึ่งโอ๊ตก็ได้แต่พยักหน้ารับเท่านั้นแซมสันที่เหมือนเป็นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งของโอ๊ต หลังจากที่เขาเงียบมานานเขาก็เอ่ยขึ้นมาถาม
“ขออภัยขอรับคุณชาย..แต่กระผมคิดว่าคุณชายควรจะแจ้งชื่อผู้ต้องสงสัยให้พวกเราทราบก่อนนะขอรับอย่างน้อยก็จะได้เตรียมการอะไรได้ทันก่อนจะกระทำการใดๆต่อไปขอรับ..” แซมสันกล่าว
“อีกเดี๋ยวพวกเราก็จะรู้แล้วนะครับ.. การที่เราคาดเดาว่าจะเป็นใครและเตรียมความพร้อมเป็นอย่างดี มันก็เหมือนกับเป็นการปล่อยไก่ให้พวกมันได้ใจดีๆนี่เองแหละครับและเมื่อพวกมันเห็นว่าเราเป็นกังวลกับเรื่องนี้แล้วล่ะก็..มันจะมีอำนาจในการต่อรองที่เยอะกว่า..แต่ถ้าเราเซอร์ไพรส์พวกมันด้วยการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงต่อหน้าของพวกมัน..พวกมันนั่นแหละที่จะต้องเป็นกังวลกว่าพวกเรา..” โอ๊ตกล่าวพร้อมกับยิ้มรับ..
“เข้าใจแล้วๆ.. พี่สาวคนนี้จะรอรับชมผลงานของนายก็แล้วกัน..มีอะไรให้ช่วยก็บอกมาได้เลย” พิชญ์กล่าวก่อนจะสั่งให้แซมสันไปเอาเหล้ายี่ห้อโปรดของเธอมาเปิดตั้งรอรับชมเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นงานในครั้งนี้เธอไม่จำเป็นต้องใช้สมอง หรือสติ เธอเพียงแค่รับชมเหตุการณ์และให้ยืมตัวข้ารับใช้เท่านั้น..
“ครับพี่พิชญ์.. กิตติ! แกแจ้งกับครอบครัวของพวกเธอด้วยแต่อย่าให้พวกเขาทำตัวมีพิรุธล่ะ แล้วก็เชิญพวกเขาไปรวมตัวกันเงียบๆในสถานที่ของแกซะ..ละครฉากนี้มันกำลังจะเริ่มแล้ว..” โอ๊ตกล่าว
“ขอรับคุณชาย..” กิตติกล่าวก่อนจะเร่งสั่งการลงไปที่เหล่าข้ารับใช้ทันทีและมันเป็นจังหวะเดียวกันที่เสียงของโทรศัพท์ของโอ๊ตนั้นดังขึ้นมาพอดิบพอดี..
“..ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ซื้อ ไม่สนใจเว้ยย แล้วแกจะโทรมาอีกทำไมกันล่ะเนี่ย..”โอ๊ตรับสาย และเริ่มกล่าวโวยวายกับอีกฝ่ายก่อนเลยทันทีแต่ทว่าอีกฝ่ายกลับมีแผนเตรียมมาอย่างดีแล้วในครั้งนี้ พวกมันปลุกปิงปิงในตื่นและเปิดปากของเธอออกให้ใช้เสียงได้..
“โอ๊ตคะ ปิงปิงขอโทษ.. พวกเราถูกลักพาตัวมาค่ะโอ๊ต..” ปิงปิงเริ่มกล่าวตามแผนสคริปต์ที่ตัวหัวหน้าเขียนให้เธออ่านส่วนหนึ่งก็เพื่อให้โอ๊ตนั้นรู้ตัวสักที..
“ถูกลักพาตัว?.. ใครกล้าลักพาตัวเพื่อนของฉันกันเหอะ!..” โอ๊ตเองก็กล่าวไปตามสคลิปของตัวเองเช่นกันและมันก็ยืนยันได้อย่างหนึ่งว่าพวกเธอนั้นปลอดภัยกันดี เขาจึงโล่งใจไม่น้อยก่อนที่ภาพจะกลับมาเป็นตัวของหัวหน้าผู้ก่อการร้ายอีกครั้ง
“กระผมคิดว่าท่านชายควรจะเลิกเล่นละครได้แล้วนะขอรับ..ลูกน้องของกระผมแจ้งว่าตัวของท่านได้ทราบเรื่องลักพาตัวในครั้งนี้แล้วถึงขนาดส่งตัวพวกขี้ข้าไปตรวจสอบสถานที่แล้วนี่ขอรับ..” หัวหน้าผู้ก่อการร้ายกล่าวกับท่านชายเหมือนเป็นแต้มต่อเขาพยายามจะบอกกับท่านชายว่าเขามีสายรายงานตลอดเวลา และอย่าได้คิดถ่วงเวลาอีก..
“เฮ้อออ นั่นสินะครับ ผมเองก็คิดว่าพวกเราสองคนก็ควรเลิกเล่นละครกันจะดีกว่านะครับ..พี่เกมส์!!!..”