บทที่ 17 เหตุผลของการหมั้นหมาย
"โธ่เอ๊ย ไม่เห็นต้องทำความเคารพขนาดนี้เลย วันนี้ไม่ใช่โอกาสพิเศษสักหน่อย ฉันจะรับไว้ได้ยังไงกัน? อีกอย่างฉันไม่มีเงินอั่งเปาให้เธอหรอกนะ!" เสิ่นหนานซิงยิ้มแย้มพลางมองไปที่เสิ่นหนานฮุ่ยที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้น
เมื่อเห็นลูกสาวตัวเองพ่ายแพ้ หลิวผิงก็ไม่สนใจเสิ่นหนานฮุ่ยที่นอนกองอยู่บนพื้น เธอรีบวิ่งเข้าไปทันทีเพื่อจะแก้แค้นให้ลูกสาว
เสิ่นหนานซิงยื่นขาออกไปเตรียมรับมือ แต่จังหวะนั้นเองก็ได้ยินเสียงะโดังมาจากด้านหลัง ตามมาด้วยกระเป๋าใบใหญ่ที่ถูกเหวี่ยงมา การเตะหนึ่งครั้งบวกกับแรงกระแทกจากกระเป๋าใบใหญ่ ทำให้หลิวผิงล้มคว่ำลงไปทันที!
"ยังกล้ามาทำร้ายลูกสาวฉันอีก! หลิวผิง เธออยากโดนตีใช่ไหม!"
ซูอวี้จู๋ถือของที่เก็บมาจากเหมือง เมื่อเดินมาถึงปากซอยก็ได้ยินเสียงด่าทอของเสิ่นหนานฮุ่ย ในใจคิดว่าต้องมีเื่ไม่ดีเกิดขึ้นแน่ และหวังว่าจะไม่มีการทะเลาะกันอีก!
เธอถือของวิ่งกลับบ้าน ทันทีที่เข้าประตูบ้านก็เห็นหลิวผิงกำลังจะยกมือขึ้นอีกครั้ง! ด้วยความตื่นตระหนก เธอจึงเหวี่ยงกระเป๋าในมือออกไป
เสิ่นหนานซิงมองหลิวผิงที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ในใจคิดว่าแม่เก่งจริง ๆ!
พูดถึงซูอวี้จู๋ ั้แ่เมื่อวานที่เธอต่อสู้กับหลิวผิง ดูเหมือนว่าเธอจะปลดล็อกพลังบางอย่างได้ เธอเดินเข้าไปยกกระเป๋าออกแล้วตบเข้าที่แก้มซ้ายขวาของอีกฝ่ายอย่างแรง
"สมน้ำหน้า หาเื่ใส่ตัว! เมื่อวานยังไม่เข็ดใช่ไหม!"
เสิ่นหนานฮุ่ยเห็นแม่ตัวเองถูกตี จึงพยายามดิ้นรนจะลุกขึ้น แต่กลับถูกเสิ่นหนานซิงเตะซ้ำอีกครั้งจนต้องนอนคว่ำลงไปตามเดิม
"เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ? พูดอีกทีสิ ให้ฉันได้ยินชัด ๆ หน่อย"
เสิ่นหนานฮุ่ยลุกไม่ขึ้นและไม่อยากพูด ในตอนนี้เธอเริ่มนึกออกแล้วว่าตัวเองพูดอะไรออกไป
"บอกไว้เลยนะ ว่าฟางหลูเกินกับฉันมีการหมั้นหมายกันั้แ่เด็กแล้ว เขาคือคู่หมั้นของฉัน ฉันไม่สนใจว่าเขาจะไม่มีฉันในสายตาหรือเปล่า แต่ตราบใดที่พ่อแม่ของเขาไม่พูดออกมา เขาก็ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเธอเสิ่นหนานฮุ่ย!"
เสิ่นหนานซิงเข้าไปกระซิบข้างหูเธอด้วยเสียงที่มีเพียงสองคนเท่านั้นที่ได้ยิน เสิ่นหนานฮุ่ยเป็คนตื้นเขิน เธอทนกับการยั่วยุแบบนี้ไม่ไหวแน่นอน และจะต้องทำอะไรสักอย่างแน่ ๆ จากนั้นเสิ่นหนานซิงก็ลุกขึ้นปัดฝุ่นออกจากตัว โดยไม่สนใจเสิ่นหนานฮุ่ยอีก
เสิ่นฟางเฉวียนรีบวิ่งมาช่วยพยุงหลิวผิงขึ้นมา สภาพของเธอเต็มไปด้วยฝุ่นและยังคงด่าทอไม่หยุด
"หลิวผิง ถ้าเธอยังพูดจาไม่ดีอีก ฉันจะไม่ปรานีนะ!" ซูอวี้จู๋ลุกขึ้นพลางดึงแขนเสื้อ เตรียมจะเข้าไปจัดการอีกรอบ
"น้องสะใภ้ อย่าไปถือสาพี่สะใภ้เลย ถึงเราจะแยกบ้านกันแล้ว แต่ก็ยังเป็ครอบครัวเดียวกัน ทะเลาะกันแบบนี้ต่อไปจะทำให้เพื่อนบ้านหัวเราะเยาะเอาได้!"
ท่าทางยิ้มแต่ไม่จริงใจของเสิ่นฟางเฉวียน กลับทำให้ซูอวี้จู๋หัวเราะออกมา
"พี่ใหญ่ งั้นพี่ก็ควบคุมภรรยาและลูกสาวของพี่ให้ดีเถอะ! อย่าให้พวกเขาเป็เหมือนสุนัขบ้า ที่สบโอกาสก็เที่ยวไปกัดคนอื่น"
คำพูดของซูอวี้จู๋ทำให้เสิ่นฟางเฉวียนโกรธขึ้นมาเล็กน้อย แต่เขาไม่ได้พูดอะไร เพราะเื่นี้เป็ความผิดของหนานฮุ่ยจริง ๆ
พูดจบเธอก็เดินจากไป ไม่อยากยุ่งกับครอบครัวนั้นอีก อากาศร้อนขนาดนี้มันน่าหงุดหงิดจริง ๆ! เธอหยิบกระเป๋าที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาแล้วเดินตรงไปหาลูกสาว
"หนานซิง ลูกไม่ได้เสียเปรียบใช่ไหม?" ซูอวี้จู๋มองสำรวจเสิ่นหนานซิงั้แ่หัวจรดเท้า
"แม่คะ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ หนูไม่ได้เสียเปรียบเลย กระเป๋าของแม่มาได้ทันเวลาพอดีเลยค่ะ!" เสิ่นหนานซิงถือครกตำกระเทียมในมืออย่างสบาย ๆ แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม แต่สายตากลับจ้องเขม็งไปที่เสิ่นหนานฮุ่ย
ไม่พอใจใช่ไหม? งั้นก็ลองลงมือทำดูสิ ให้ฉันได้ดูด้วยว่าความสามารถในการแย่งชิงคู่ครองของเธอจะมากพอหรือเปล่า? คำใบ้นี้ถือว่าเด็ดมาก!
"มาเถอะ วันนี้ไม่ต้องทำอาหารแล้ว แม่ซื้อมาให้" เมื่อเห็นลูกสาวเตรียมจะทำอาหาร ซูอวี้จู๋ก็ห้ามไว้ เธอใช้ตั๋วอาหารซื้ออาหารสำเร็จรูปมา
หลังจากแม่ลูกกลับเข้าไปในห้อง เสิ่นฟางเฉวียนก็พาแม่ลูกที่ไม่อยากกลับด้วยกัน กลับเข้าไปในห้องฝั่งตะวันตก
เมื่อครู่เสิ่นฟางไห่แค่ยืนอยู่หน้าประตู พอซูอวี้จู๋กลับมาเขาก็เข้ามาทันที ตราบใดที่ภรรยาและลูกสาวไม่เสียเปรียบ เขาก็พอใจแล้ว
"หนานซิง ทำไมถึงทะเลาะกับสองคนนั้นอีกแล้วล่ะ?" ซูอวี้จู๋ไม่รู้สาเหตุ จึงเอ่ยถามเมื่อกลับเข้าบ้าน
"เมื่อเที่ยงวันนี้ หลังจากที่หนูกลับมาจากสถานีอนามัย เสิ่นหนานฮุ่ยก็มารออยู่ที่ปากซอย หนูไม่สนใจเธอ แต่เธอก็ยังด่าตามมาจนถึงหน้าบ้าน หนูก็ต้องสั่งสอนเธออยู่แล้ว! ส่วนหลิวผิงเห็นลูกสาวเสียเปรียบก็เลยรีบออกมา"
เสิ่นหนานซิงเล่าเื่ราวโดยสังเขป ทำให้ซูอวี้จู๋และเสิ่นฟางไห่โกรธมาก
"ก่อนหน้านี้หนานฮุ่ยดูนิสัยดีและเชื่อฟังดีนะ ทำไมถึงกลายเป็แบบนี้ไปได้!" เสิ่นฟางไห่แสดงท่าทีไม่เข้าใจ
"นิสัยดีอะไรกัน ไม่เกี่ยวกับเสิ่นหนานฮุ่ยเลยสักนิด ก่อนหน้านี้เธอก็รังแกหนานซิงกับหนานเยว่ไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง คุณเองก็เคยได้ยินอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?"
เมื่อได้ยินแบบนี้ ซูอวี้จู๋อยากจะค่อนแคะเสิ่นฟางไห่อีกรอบ ก่อนหน้านี้เขาต้องตาบอดแน่ ๆ!
"ผมไม่ได้คิดถึงเื่นั้น แต่หมายถึงปกติเธอก็ดูเชื่อฟังดี" เสิ่นฟางไห่พูดอย่างละอายใจ
"ตอนนี้ก็ไร้ประโยชน์แล้ว ไว้ค่อยดูกันต่อไปเถอะ กินข้าวกันดีกว่า!" ซูอวี้จู๋เปิดกล่องข้าว กลิ่นหอมลอยฟุ้งออกมา
เนื้อตุ๋นสีแดงดูน่ากินมาก ในยุคนี้ฝีมือของพ่อครัวในโรงอาหารนั้นยอดเยี่ยมมาก วัตถุดิบไม่มีการเติมสารเจือปน ถ้าฝีมือดีขึ้นกว่านี้อีกจะยิ่งดีมาก
"หนานซิง กินเยอะ ๆ นะ วันนี้แม่ซื้ออาหารมาสามอย่าง ถือเป็การเฉลิมฉลองการแยกบ้านด้วย" ซูอวี้จู๋ดีใจมาก ต่อไปนี้ทุก ๆ วันจะเป็เพื่อตัวเองแล้ว จะไม่ให้ดีใจได้อย่างไร?
เมื่อมีความมั่นใจในตัวเอง ใบหน้าของเธอก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม วันนี้ซูอวี้จู๋ดูผ่อนคลายมาก
"แม่คะ รอหน่อยนะคะ หนูจะทำให้แม่มีชีวิตที่ดีขึ้นแน่นอน" เสิ่นหนานซิงพูดอย่างจริงใจ
"ตอนนี้ลูกก็ตั้งใจเรียนที่สถานีอนามัยให้ดี ถ้าได้เรียนรู้วิชาติดตัวไว้ ในอนาคตจะได้ไม่ลำบาก คนที่มีฝีมือไม่มีวันอดตายหรอก" ซูอวี้จู๋ตักเนื้อให้เธอคำหนึ่ง
"ค่ะ หนูชอบงานนี้มาก ถ้าลุงเฉิงยอมรับหนูเป็ลูกศิษย์ ในอนาคตหนูก็จะสามารถรักษาโรคได้"
เธอต้องเปรยให้พ่อแม่รู้ไว้ก่อน ถ้าวันหนึ่งฝีมือของเธอโดดเด่นขึ้นมา ทุกคนจะได้ไม่ใจนเกินไป
เสิ่นฟางไห่และซูอวี้จู๋มองหน้ากัน ไม่คิดเลยว่าลูกสาวของตัวเองจะมีความทะเยอทะยานขนาดนี้
"งั้นลูกก็ตั้งใจเรียนนะ" เสิ่นฟางไห่ให้กำลังใจ เพราะเมื่อก่อนเขาเคยช่วยชีวิตลุงเฉิงไว้โดยบังเอิญ จึงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ถ้าหนานซิงตั้งใจจริง เขาก็จะช่วยไปขอร้องให้
"พ่อคะ วางใจได้เลยค่ะ หนูทำได้แน่นอน แล้วก็มีอีกเื่หนึ่งที่หนูรู้สึกแปลก ๆ แม่คะ หนูกับฟางหลูเกินมีการหมั้นหมายกันจริง ๆ เหรอคะ?"
เสิ่นหนานซิงกะพริบตาถาม ในสายตาของพ่อแม่ เื่การแต่งงานเป็เื่ที่น่าเขินอายจึงไม่เคยพูดถึงมาก่อน อีกทั้งเธอกับฟางหลูเกินก็ไม่ได้สนิทกันมากนัก
เสิ่นฟางไห่ก็คิดแบบเดียวกัน เขาพยายามส่งสัญญาณทางสายตาให้ซูอวี้จู๋
"ตากระตุกหรือไง? หนานซิงก็โตพอแล้ว เื่นี้มีอะไรน่าอายกัน? ควรจะให้เธอรู้ไว้ เพราะนี่เป็เื่สำคัญในชีวิตของเธอเอง"
ตอนนี้ซูอวี้จู๋เปลี่ยนทัศนคติต่อลูก ๆ แล้ว เธอไม่มองเสิ่นหนานซิงเป็เด็กอีกต่อไป เธอตักเนื้อให้ลูกสาวอีกคำแล้วจึงเล่าเื่ราวอย่างละเอียด
"เื่นี้พูดยาวเลยนะ ตอนที่แม่กับพ่อเพิ่งแต่งงานกัน พ่อไปซ่อมเขื่อนแทนลุงของลูก แล้วบังเอิญได้ช่วยชีวิตฟางหย่วนจื้อที่กำลังจะจมน้ำไว้
ทั้งสองจึงกลายเป็เพื่อนสนิทกัน หลังจากดื่มเหล้ากันก็ตกลงหมั้นหมายลูก ๆ ของทั้งสองฝ่ายไว้ั้แ่เด็ก และยังมีการแลกเปลี่ยนของที่หมั้นกันด้วย
หลายปีมานี้ลูกชายของตระกูลฟางเรียนอยู่ต่างจังหวัด อีกอย่างพวกลูกอายุต่างกันมาก จึงไม่ได้ติดต่อกันเท่าไหร่ ตอนนี้หนูอายุ 16 แล้ว ในอนาคตก็ควรจะมีการติดต่อกันบ้าง"
ซูอวี้จู๋เล่าทุกอย่างให้เสิ่นหนานซิงฟังโดยไม่ปิดบัง และแสดงท่าทีชัดเจนว่า้าสานสัมพันธ์กับตระกูลฟางต่อไป