เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )

    ตอนที่ 29 อัมดับหนึ่งแห่งเมืองรากนาคา ( 2 ) ( rewrite )

    เมื่อร่วงออกนอกเวทีนั้น ซีว่างรีบใช้ท่ารายเคลื่อนดาราเหยียบจันทราขั้นที่ 3 ให้ตัวมันลอยจากพื้นในทันที
    ตอนนี้ชายหนุ่มลอยเหนือพื้นด้านนอกเวทีประลองเล็กน้อย “เท้าข้ายังไม่แตะพื้น..แปลว่าข้ายังไม่แพ้ใช่หรือไม่?”
    เมื่อเยว่ชิงเห็นดังนั้นก็ตกใจมาก เพราะมันคือท่าร่ายขั้นที่ 3 ด้วยอายุของเด็กชาย ต่อให้เริ่มฝึกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ มันก็ยังเป็นไปไม่ได้อยู่ดี นี่มันคือพรสวรรค์ที่มหัศจรรย์เกินจะคาดเดาได้
    แล้วยิ่งระดับพลังมันเพียง จิตโลกาขั้นที่ 4 ยังไม่ถึงผสานโลกา ก็สามารถฝึกสำเร็จ มันคือตำนานที่ยังมีชีวิต
    “หวงหลง..หวงหลงของข้า” น้ำตาชายแก่ไหลรินออกมา จากความดีใจและภาคภูมิใจต่อศิษย์ของตน
    ด้านโฆษกพอได้ยินคำถาม จึงรีบกล่าวตอบไป “ยะ ยังไม่ถือว่าแพ้..เจ้าสามารถแข่งขันต่อได้”
    “ฮั่วฉิน , ดูเหมือนนั้นจะเป็นพลังขั้นสูงสุดของเจ้าแล้วใช่หรือไม่” ซีว่างกล่าวขณะลอยลงไปยังพื้นสนาม
    “หากเจ้ามีดีแค่นั้น.. , ก็อย่าหวังที่จะเด็ดหัวข้าได้..หรือแม้แต่ชนะข้า” น้ำเสียงที่เอ่ยออกไป เต็มไปด้วยความมั่นใจเต็มร้อย
    เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น สีหน้าของฮั่วฉินได้แต่นิ่งค้าง มิอาจขยับได้ กอบกับสภาพร่างกายของมันที่บอบช้ำเต็มทน จนเกินกว่าจะสู้ต่อได้อีกไม่นาน
    แต่มันก็กัดฟันพูดออกไป “ขยะเช่นเจ้า..ก็อย่าหวังที่จะมาอยู่เหนือข้า!!”
    ก่อนที่มันจะกัดฟันอดทนต่ออาการบาดเจ็บแล้วพุ่งเข้าหาซีว่าง “สะบั้นอัคคี”
    ก่อนที่จะวาดดาบฟาดฟันไปที่ซีว่างด้วยแรงใจของมัน อาการบาดเจ็บนั้นทำให้มันเคลื่อนไหวได้เชื่องช้า
    ตั้งแต่ซีว่างโดนพลังไปก่อนหน้า จนทำให้กระเด็นออกไปชนเข้ากับข่ายพลัง มันก็บาดเจ็บมิใช่น้อย แต่ถ้าเทียบกับฮั่วฉินแล้ว ซีว่างถือว่าดูดีกว่ามาก
    “แรมที่ 3 จันทราร่วงหล่น!!” ซีว่างเคลื่อนกายอย่างช้า ๆ ขณะหน่วงพลัง ก่อนจะยกกระบี่ของตนเอง แล้วใช้แรงทั้งหมดวาดดาบออกไปข้างหน้าอย่างเต็มที่
    ทั้งสองคน..ใช้วิชาดาบเข้าปะทะกัน เมื่อกระบี่และดาบปะทะกันทำให้เกิดคลื่นพลังผลักมันสองคน ทำให้มันสองคนกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง
    คลื่นพลังส่วนเกิน กระจายออกเป็นวงกว้างทำให้ข่ายพลังป้องกัน สั่นไหวรุนแรง
    “พวกเจ้าควบคุมข่ายพลังให้เสถียร , ก่อนที่มันจะแตกทำอันตรายต่อเหล่าฝูงชน” เจ้าเมืองกู้ว่าน ตวาดออกมาเสียงดัง สั่งให้เหล่าทหารในปกครองของมัน เร่งซ่อมแซมและยึดเหนี่ยวข่ายพลังนี้ไว้
    ดวงตาของกู้ว่าน มีแต่ความตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันเป็นเจ้าเมืองแห่งนี้มา 9 ปี จัดการประลองมาแล้ว 8 ครั้ง แต่มีครั้งนี่ครั้งเดียวที่ทำให้ข่ายพลังสั่นไหวขนาดนี้ได้
    ตัดไปที่ในสนาม ตอนนี้ซีว่างและฮั่วฉินล้มลงนอนกันทั้งคู่ ไม่มีผู้ใดยืนอยู่ในสนามเลย
    “หนึ่ง....สอง....สาม...” โฆษกเมื่อเห็นมันสองคนล้มลง ก็ได้นับตามกฎกติกาที่กำหนดไว้ หากมันสองคนมิอาจลุกขึ้นมาได้ทัน 10 ลมหายใจ จะถูกปรับแพ้ทั้งคู่ ทำให้ปีนี้ ไม่มีที่ 1 ของรุ่นเยาว์มีเพียง ที่ 2 สองคน
    “สี่....ห้า....” ตอนนั้นเอง ฮั่วฉินก็ได้ใช้กระบี่ของมันดันตัวเองให้ลุกขึ้นมา
    เมื่อมันลุกขึ้นมาก็ได้ยิ้มน้อย ๆ แบบอ่อนแรง ตอนนี้ตัวมันมิคิดที่จะสังหารซีว่าง เพราะมันมิสามารถพอจะทำได้ ได้แต่หวังให้ตนเองชนะการประลองเป็นพอ
    “หก....เจ็ด....” ฮั่วฉินฉีกยิ้มกว้างขึ้น พร้อมกับความหวังที่จะชนะเป็นอันดับหนึ่งของเมืองในปีนี้
    “แปด.....เก้า...” ฮั่วฮินยกมือชูขึ้นฟ้า ก่อนจะทำหน้าปรานนักรบผู้ห้าวหาญ ที่สามารถกำจัดอสูรร้ายลงไปได้
    หลังจากนับถึงเก้า ซีว่างรีบดีดตัวมันลุกขึ้น ปัดฝุ่นต่าง ๆ ออกจากตัวของมัน ก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่ฮั่วฉิน
    “อะไร อะไร..เจ้าคิดว่าจะชนะข้า ? , ไม่คิดจะสังหารข้าแล้วหรอกหรือ , ข้านอนรอเจ้าตั้งนาน..เหตุใดมิลงมือเมื่อมีโอกาส , หรือเจ้าไม่สามารถ ?” ซีว่างกล่าวเยาะเย้ยต่อฮั่วฉินอย่างสบายอารมณ์ พร้อมกับทำท่าทางเบื่อหน่ายออกมา
    ฮั่วฉินที่ตอนนี้ชูมือขึ้น ก็ได้เอามือลงจับจ้องไปที่ซีว่าง การกระทำเช่นนี้ มันทำให้ตัวของฮั่วฉินเป็นดังตัวตลกต่อสายตาของคนนับสองแสนที่กำลังชมการต่อสู้อยู่
    “เจ้าาาาาาาาาาา” ฮั่งฉินแยกเขี้ยวก่อนจะพุ่งเข้าไปหาซีว่าง “อนันตกาลเพลิงสวรรค์!!” ตอนนี้รอบกายของฮั่วฉินมีเปลวไฟสีชาดขึ้นมารอบตัว
    “ฮั่วฉินเจ้าหยุดเดี๋ยวนี้!!” เมื่อเห็นบุตรชายของตนเองใช้วิชานั้น ทำให้ฮั่วเสี่ยวอวิ๋นกล่าวออกมาด้วยความ ตื่นตระหนก ก่อนรีบลุกเตรียมตัวที่จะไปหยุดบุตรชายของมัน
    “เดี๋ยวก่อน..เจ้าคิดจะไปไหน” ไท่ฮ่านเจ้าสำนักวายุคำรามกล่าวออกมา ขณะที่จับไหล่ของฮั่วฉินไว้ " อยู่หาลือกันก่อน..อย่าพึ่งรีบร้อนเลย.. "
    “รุ่นเยาว์แข่งขันกันเหตุใดเจ้าต้องสอด?” ความแค้นที่ฮั่วฉินตัดแขนศิษย์ของตนนั้น ทำให้มันรั้งฮั่วฉินไว้ ให้มันนั่งมองจุดจบของบุตรชายมัน
    “พอบุตรของตนเองจะเกิดอันตรายขึ้น..ถึงกับสอดมือ , ทีพวกข้าเรียกร้องคำขอโทษจากบุตรชายเจ้า , เหตุใด..เจ้ายังเพิกเฉย?” เจ้าสำนักเหมยอี้ จากสำนักระบำบุปผา มาดักหน้าของผู้เป็นบิดาของฮั่วฉินไว้
    “นั่งลงแล้วดูให้จบ” ก่อนที่สตรีผู้นี้ จะผลักชายผู้อยู่ตรงหน้ากลับไปที่ที่นั่งของตัวมันเอง
    “พวกเจ้า!! , หากมีอะไรขึ้นกับลูกชายข้า , สำนักของพวกเจ้า..จะต้องทนรับต่อโทสะของข้า !!! ” มันพยายามขัดขืน แต่ก็สู้แรงของสองคนมิได้
    ด้านเยว่ชิงที่ดูเหตุการณ์อยู่ ได้แต่รู้สึกไม่ดีกับสิ่งที่เกิดขึ้น มันขมวดคิ้วแล้วจ้องมองไปยังสนามประลอง ในใจพลันภาวนาไม่ให้เหตุการณ์เกินเลยไปกว่านี้
    วิชาที่ฮั่วฉินใช้นั้น จะทำให้พลังการต่อสู้ที่ศูนย์ไป กลับคืนมากึ่งหนึ่ง แต่ต้องแลกด้วย อายุขัยที่สั้นลงไป 10 ปี เป็นวิชาที่ใช้เมื่อเข้าตาจนเท่านั้น
    สำหรับเหตุการณ์ตรงนี้ สำหรับฮั้วฉินอาจจะสำคัญ แต่สำหรับผู้เป็นบิดามันก็แค่การประลองยุทธ์ของรุ่นเยาว์เท่านั้น มิได้สำคัญอันใด
    ฮั่วฉินพุ่งไปฟาดฟันใส่ซีว่างด้วยแรงที่เหนือกว่าเมื่อครูเล็กน้อย ทุกดาบที่ลงไปเล็งไปที่จุดตายของซีว่างทั้งหมด
    ซีว่างที่ตอนนี้ร่างกายได้รับบาดเจ็บ ได้แต่รับดาบของมันเพียงเท่านั้น มิอาจสวนกลับ หรือหาช่องโหว่จากการฟาดฟันนี้ได้แม้แต่น้อย
    ก่อนหน้านี้ ซีว่างอาจจะดูอาการดีกว่าฮั่วฉิน แต่มันเป็นการแสดงที่ทำให้ ฮั่วฉินอับจนหนทางเท่านั้น มันมิคาดคิดว่า ฮั่วฉินจะมีไพ่ตายเหลืออยู่บนมือแบบนี้
    ทุกดาบที่ฮั่วฉินลงมาใส่ตัวมัน มันยิ่งรับดาบยิ่งล้า ยิ่งรับดาบยิ่งเชื่องช้า ดาบแต่ละดาบอัดแน่นไปด้วยพลังปราณที่เข้มข้นของฮั่วฉิน มันรุนแรงเกิดไป
    ซีว่างอับจนหนทางถึงที่สุด ได้แต่รอเวลาตายหรือรอให้วิชาของฮั่วฉินเสื่อมถอยลง
    ก่อนที่กระบี่ของซีว่างหลุดออกจากมือ กระเด็นไปที่นอกสนาม
    เมื่อเห็นดังนั้น ฮั่วฉินหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
    “ชีวิตเจ้าจบแค่นี้!!” มันยกดาบขึ้นพร้อมกับสายตาที่เหี้ยมโหด
    “หยุดการประลองเดี๋ยวนี้!!” เยว่ชิงกล่าวต่อท่านเจ้าเมือง
    “รีบปลดข่ายพลัง!!” เจ้าเมืองกู้ว่านรีบสั่งการต่อเหล่าจอมยุทธ์ที่กางข่ายพลัง
    ข่ายพลังค่อย ๆ หายไป แต่ข่ายพลังนั้นเชื่องช้าอย่างมาก กู้ว่านจึงรีบออกปาก..กล่าวบอกไป
    “หากเจ้ายังลงมือต่อ..จะถือว่าเจ้าแพ้การประลองนี้ , อีกด้วยเจ้าจะโดนลงโทษร้ายแรง..ที่เจตนาฆ่า!!” กู้ว่านรีบกล่าวออกมา เพื่อถ่วงเวลา
    เมื่อได้ยินดังนั้น ฮั่วฉินก็หยุดกระบี่ลงก่อนจะใช้เท้าเหยียบใส่อกของซีว่าง กดชายหนุ่มจมลงไปกับพื้นของสนาม ก่อนจะกล่าวต่อเจ้าเมื่อง
    “พวกเจ้ามีสิทธิ์อันใดจะลงโทษข้า , แค่เจ้าเมืองกระจอกเมืองนี้..ริอาจกำเริบต่อคนตระกูลฮั่ว , เจ้าคงไม่ห่วงชีวิตของเจ้าแล้วใช่หรือไม่” มันตวาดออกมาดังกึกก้อง ก่อนที่จะหันหน้ากลับไปหาซีว่าง พร้อมกับง้างดาบของมันขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เตรียมที่จะปลิดชีวิตของซีว่าง
    < รีบเรียกระบี่เจ้ากลับโลกวิญญาณ แล้วเรียกออกไปจัดการมัน > เสียงของหญิงสาวที่สลบไปนานบอกแก่ชายหนุ่ม
    ตอนนี้ซีว่างไม่มีเวลาดีใจ รีบทำตามที่นางบอก เรียกกระบี่กลับไปในโลกวิญญาณ และเรียกออกมาใหม่
    วาดกระบี่ตัดไปที่ขาขวาของ ฮั่วฉินอย่างว่องไว
    ขาของฮั่วฉินกระเด็ดออก พร้อมกับร่างกายที่ล้มลงกับพื้น
    “ฮั่วฉินนนนน!!” ฮั่วเสี่ยวอวิ๋น รีบสลัดผู้ที่อยู่ตรงหน้ามันออก ทะยายออกมาจากจุดนั้น ก่อนจะใช้วิชาออกไป “กรงอัคคีฟ้าจำเลยสวรรค์!!” เกิดเป็นกรงไฟขึ้นมาล้อมรอบผู้นำสำนักทั้ง 3
    “ฮั่วเสี่ยวอวิ๋น..ปล่อยพวกข้าเดี๋ยวนี้ , เจ้าคิดจะทำอันใด!!” ไท่ฮ่านตะโกนถามออกไปดังลั่น
    “ไม่ใช่เรื่องของพวกเจ้าอย่ายุ่ง..อยู่ตรงนั้นอย่าไปไหน , เมื่อข้าเสร็จธุระข้าจะปล่อยพวกเจ้าเอง” ก่อนที่มันจะหันโจมตีไปที่ข่ายพลัง จนข่ายพลังเกิดรอยร้าวขึ้น
    ผู้คนที่ตรึงข่ายพลังอยู่เมื่อโดนการโจมตีเช่นนั้น ทำให้พวกมันทรุดลง พร้อมกับข่ายพลังที่หายไป ก่อนที่ฮั่วเสี่ยวอวิ๋น จะรีบไปข้างกายของบุตรชายตนเอง
    เมื่อเห็นสภาพของบุตรชายตนเอง มันรีบระเบิดพลังโกรธออกมา “เพลิงฟ้าดับวิญญาณ”
    มันนำสองมือประกบกันยิงพลังใส่ซีว่าง พลังเท่าเส้นผมพุ่งตรงใส่ชายหนุ่มโดยตรง เยว่ชิงมิอาจทำการเข้าไปช่วยเหลือได้ทัน เจ้าเมือกู้ว่าน
    ก่อนที่พลังจะถึงตัวซีว่าง พลันมีโล่สีฟ้าออกมาขวางกั้นเพื่อปกป้องซีว่าง พลังของฮั่วเสี่ยวอวิ๋น เมื่อชนกับโล่อันนี้ กลับหายไปมิสามารถทำอันตรายต่อโล่นี้ได้เลย
    “ผู้ใด!! , ผู้ใดสอดมือมายุ่งกับเรื่องนี้!!” มันคำรามออกมาดังลั่น ก่อนจะกวาดสายตาหาผู้ที่ใช้วิชานี้ออกมา
    ก่อนที่จะมีเสียงดังลงมาจากฟ้า “ข้าเอง..”
    เป็นเสียงของสตรีวัยกลางคนผู้นึ่ง ถึงผู้ที่กำลังบินลงมานั้นจะนุ่งอาภรณ์ที่ขาดรุ่งริ่ง แต่ท่าทางของนางนั้น สง่างามราวกับเทพธิดา หน้าตาของนางตอนนี้ดูโทรมเป็นอย่างมาก แต่ก็มิอาจปกปิดความงามของนางได้
    “ฮูหยินหงส์?” หญิงผู้ที่ออกหน้าช่วยมันคือ ฮูหยินหงส์มารดาของ หงส์ซื่อ เด็กน้อยที่ขโมยถุงมิติของจิ้นเฟิง
    ก่อนที่แม่นางหงส์จะบินลงมายืนขวางหน้าของซีว่าง แล้วหันไปหาชายหนุ่ม
    “เจ้ามิต้องกลัว , ข้าจะออกหน้าช่วยเหลือเจ้าในครานี้..ถือว่าตอบแทนบุญคุณของเจ้า” ก่อนที่นางจะหันกลับไปมองหน้าฮั่วเสี่ยวอวิ๋น
    “เจ้าบังอาจ..กล้าสอดเรื่องของข้า , เจ้าคงมิอยากมีชีวิตอยู่อีกแล้ว?” ฮั่วเสี่ยวอวิ๋นกล่าวออกมาด้วยความโกรธา
    “เจ้าเป็นตัวอันใด..กล้าขึ้นเสียงใส่ข้า” ก่อนที่หญิงสาวจะโบกสะบัดมือหนึ่งที
    เมื่อนางทำเช่นนี้น ก็มีเสียงดัง “เพี้ย!!” ลั่น ทั้ง ๆ ที่นางอยู่ห่างจากฮั่วเสี่ยวอวิ๋นไกลนัก แต่สามารถตบหน้ามันปรานอยู่ใกล้แค่เอื้อม
    “หน่อยยยยยยยยยย” ฮั่วเสี่ยวอวิ๋นหลังจากโดนตบ มันรีบรั้งพลังของมัน ก่อนจะหน่วงไว้ “กรงอัคคีฟ้าจำเลยสวรรค์!!”
    เกิดเป็นกรงสี่เหลี่ยมล้อมรอบตัวหญิงสตรีและซีว่างไว้ เป็นกรงเพลิงที่มีความร้อนสูงมาก
    “เฮ๊อะ ..” ฮูหยินหงส์เค้นเสียดูถูกออกมา “พิรุณโปรยสาด!!”
    เกิดเป็นกระแสน้ำพุ่งออกรอบฝ่ามือของนาง ดับกรงไฟได้ในเพียงเสี้ยวลมหายใจ
    ก่อนที่กู้ว่าน จะพุ่งลงมา พร้อมกับพูดกล่าวต่อหญิงสตรีด้วยความนอบน้อม
    “หรือว่าท่านคือ..แม่นางหงส์ เพ่ย , รองเจ้าตำหนักนักประจิม ? , หงส์เพ่ยผู้นั้น ?” กู้ว่านกล่าวออกมาด้วยความสงสัย
    “ใช่แล้ว..ข้าเอง” หญิงสาวกล่าวยอมรับ ด้วยท่าทีที่นิ่งเฉย
    ก่อนจะมองไปที่ฮั่วเสี่ยวอวิ๋น ด้วยสายตาที่ดุดัน พร้อมเอ่ยปากออกไปด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
    “เจ้ารีบพาบุตรเจ้ากลับไปรักษาตัวเสียดีกว่า , ตอนนี้ข้ายังใจดีอยู่ , หากเจ้ายังรั้นที่จะทำร้ายสหายข้า , เรื่องที่เจ้าทำเช่นนั้น..จะล่วงรู้ถึง เจ้าเฒ่าฮั่วซิง (ราชครู) ในทันที” หญิงสาวกล่าวต่อมัน
    “แล้วถ้าหากเจ้ายังไม่เชื่อคำข้า...” หญิงสาวหยิบตราที่เป็นรูปก้อนเมฆสีทอง “นี่คงเป็นเครื่องยืนยันสถานะของข้า”
    ตราที่หญิงสาวยื่นออกมา คือป้ายทองเมฆา เป็นตราสัญญาลักษณ์ของตำหนักประจิม
    เมื่อฮั่วเสี่ยวอวิ๋นเห็นตรานั้น มันก็ได้แต่ได้แต่กัดฟัน ก่อนที่จะอ้างเหตุผลต่อฮูหยินหงส์
    “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของท่าน..ท่านไม่สามารถแทรกแซงได้ ..” ก่อนที่มันจะชี้นิ้วไปที่ตัวของซีว่าง “เจ้าบัดซบนั้นบังอาจทำให้ลูกข้าพิการ..ข้าต้องชำระแค้นเอาเรื่องมัน !! ” มันกล่าวเสียลอดไรฟันออกมา
    “มิใช่ลูกเจ้าตั้งใจจะสังหารมันก่อนมิใช่หรือ ? , สหายข้าทำเพียงป้องกันตัวในขณะที่มันกำลังจะลงดาบ , ข้าว่าคนทั้งสองแสนคนในสนามนี้..สามารถยืนยันได้” สตรีนางนี้พูดก่อนที่จะผายมือไปทั่วสนาม “เจ้าคิดว่าพวกมันทั้งหมดนี้..ตาบอดหรอกหรือ ? , แต่น่าจะเป็นเจ้า..ที่จิตใจมืดบอด..มองข้ามสิ่งที่เกิดขึ้น ”
    ถึงจะไม่มีเสียงเห็นด้วยออกมา แต่สีหน้าของพวกมันบ่งบอกได้ว่า มันเห็นด้วยกับฮูหยินหงส์
    “หากเจ้ายังดื้อด้านที่จะทำการจองเวรต่อสหายของข้า , ข้าสามารถลบตระกูนเจ้าออกจากเมืองนี้..ได้อย่างง่ายดาย , เจ้าเฒ่าฮั่วซิงคงจะยินดีนัก..ที่ตัดเนื้องอกเน่า ๆ เช่นเจ้าไปได้” นางพูดจบพลันเก็บป้ายทองคืน ก่อนจะหยิบกระบี่เล่มงามออกมา
    “ว่าอย่างไร? ยอมตายหรือยอมถอย” นางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา จิตสังหารของนางนั้นแผ่ไปทั่วสนามประลองแห่งนี้ เป็นการเตือนว่านางสามารถทำเช่นนั้นได้จริง
    ฮั่วเสี่ยวอวิ๋นได้แต่กัดฟัน ไม่สามารถทำอะไรได้ ได้แต่จ้องหน้าอาฆาตไปที่ชายหนุ่มและสตรีตรงหน้า
    “จำไว้..แค้นนี้ข้าจะไม่มีวันลืม , เมื่อท่านออกห่างจากมันเมื่อใด..เมื่อนั้นท่านจะไม่มีวันได้เห็นมันอีก” ก่อนที่มันจะหิ้วบุตรชายจากไปพร้อมกับมัน เหาะออกจากสนามไป
    “เฮ้ตาเฒ่า..ข้าให้เจ้า!!” ซีว่างกล่าวพร้อมโยนขาที่โดนตัดไปให้ฮั่วเสี่ยวอวิ๋น
    เมื่อมันเห็นสิ่งที่ลอยมา มันพลันเดินลมปราณปล่อยคลื่นพลังไฟสีส้มไปที่ขาที่ลอยมา จนมอดไหม้หายไปกลางอากาศ ก่อนที่จะมองไปที่ซีว่างอย่าอาฆาตแค้น
    หลักจากมันจากไป กรงไฟที่ขังผู้นำทั้ง 3 ก็ได้มอดดับลง เยว่ชิงรีบพุ่งเข้าหาซีว่างอย่างว่องไว
    “หวงหลง หวงหลง , เจ้าไม่เป็นไร..โอ้สวรรค์ข้าขอขอบพระคุณแม่นางอย่างสูง” เยว่ชิงกล่าวออกมาพร้อมน้ำตา ที่มาจากความดีใจ ก่อนโค้งหลายต่อหลายทีให้หงส์เพ่ย โดยไม่สนสายตากว่าสองแสนคนที่มองมาที่มัน
    หญิงสาวได้แต่โบกมืออย่างเฉยชาหนึ่งครา ก่อนจะกล่าวกับมันว่า
    “เป็นเพราะสหายน้อยผู้นี้..ยื่นมือช่วยเหลือข้าก่อน , ข้าจึงได้รอดมาช่วยมัน , ถือว่าเป็นวาสนาของมัน” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
    ก่อนที่หญิงสาวจะหันมองซีว่างก่อนจะดึงคอเสื้อมัน แล้วเหาะขึ้นไปบนฟ้า ก่อนจะหันไปบอกเยว่ชิงว่า “ข้าของยืมตัวมันสักครู่..ประเดี๋ยวข้านำมามันคืน”
    บินมาท่ามกลางฝูงชน ขึ้นไปบนฟ้า มีเสียโฆษกแว่วมาไกล ๆ ว่า “ผู้เยาว์อันดับหนึ่งแห่งเมืองรากนาคา คือ จิ้นว่างงงงงงงงงง”
    หงส์เพ่ยพาซีว่างบินมาถึงภูเขาลูกหนึ่ง ก่อนจะพามาลงไปข้างล่าง
    ตลอดเวลาที่บินมา ซีว่างมิได้พูดคุยกับนางเลย เพียงแต่สนใจหญิงสาวที่อยู่ในโลกวิญญาณมันมากกว่า
    < เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง..ข้าเป็นห่วงเจ้ามากมายนัก , ข้าคิดว่าจะมิสามารถพูดคุยกับเจ้าได้อีกแล้ว> มันกล่าวถามด้วยความเป็นห่วง พร้อมกับเดินเข้าไปสำรวจนางอย่างถี่ถ้วน
    < ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงข้า > หญิงสาวกล่าวก่อนที่จะทำเสียงโมโห ก่อนที่จะตวาดออกมาสุดเสียง < แต่ว่าผู้ใดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้แก่ข้า!! >