"พวกเจ้าว่าอย่างไรนะ! ร้านค้าข้าวของเจ้าแก่ว่านได้ข้าวชนิดใหม่ออกมาขาย แล้วยังขายดีอีกด้วยอย่างนั้นหรือ ข้าสั่งให้คนไปแจ้งกับสมาคมผู้ค้าข้าวของเมืองหลินแล้วไม่ใช่หรือว่าต่อไปนี้ข้าจะรับซื้อข้าวของพวกเขาแต่เพียงผู้เดียว” นายท่านใหญ่สกุลจ้าวถามอย่างโมโห
“ขอรับนายท่านใหญ่ แต่ข้าวพวกนี้ไม่ได้ส่งมาจากเมืองหลินขอรับ มันถูกส่งมาจากเมืองอื่น และข้ายังให้คนไปลองซื้อข้าวทั้งสามชนิดนั้นมาลองหุงดูแล้ว เอ่อ...ข้าวของพวกเขาทั้งหอมทั้งนุ่ม และยังมีหนึ่งในนั้นที่เขียนสรรพคุณของข้าวกำกับเอาไว้ด้วย มันเรียกว่าข้าวกล้องหอมมะลิน่ะขอรับ” พ่อบ้านสงรีบรายงานตามข้อมูลที่ตนรู้มา เขาต้องพยายามเอาใจนายท่านใหญ่ เพราะแผนการในใจของเขาคือการได้เข้ามาเป็นท่านเขยแทนหนิงผิง ก่อนหน้านี้เพราะเขาช้าไปแค่ก้าวเดียว เถ้าแก่เนี้ยจ้าวฉินจึงไปตกลงแต่งให้กับไอ้คนชนบทนั้นเสียได้
“แล้วท่านเขยล่ะ เขารู้เรื่องนี้หรือไม่ เขามีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร”
“เรียนนายท่านใหญ่ วันนี้ท่านเขยยังไม่ได้เข้าไปดูแลงานในร้านเลยขอรับ เอ่อ...ท่านเขยมักจะเข้าไปทำงานช้าหรือไม่บางทีก็จะหายออกจากร้านไปเป็นเวลานาน เป็นอย่างนี้มาได้สักพักใหญ่แล้วขอรับ” พ่อบ้านสงแสร้งพูดอย่างไม่เต็มเสียง
นายท่านใหญ่ขมวดคิ้วคล้ายว่าจะไม่พอใจ “เจ้าไปตามท่านเขยให้มาพบข้าด่วน ภายในครึ่งชั่วยามนี้เจ้าต้องตามตัวเขามาให้ได้”
หนิงผิงผู้ซึ่งถูกคนกล่าวถึงอยู่นั้นยังคงแอบอยู่หน้าร้านขายอาหารและเฝ้ามองดูหนิงลี่กับหนิงหลันอยู่อย่างภาคภูมิใจ บางวันเขาก็เห็นหนิงเจี๋ยออกมาช่วยงานที่หน้าร้านบ้าง ตั้งแต่วันที่เขารู้ความจริงเกี่ยวกับจ้าวฉิน หนิงผิงก็ไม่คิดที่จะใช้ชีวิตร่วมกับผู้หญิงคนนั้นอีกต่อไปแล้ว เขาเคยทิ้งศักดิ์ศรีเพราะหวังจะร่ำรวย ใจดำแม้กระทั่งยอมทอดทิ้งภรรยาและบุตร ทั้งที่บุตรสาวและบุตรชายทั้งสามคนต่างก็เป็นเด็กดี ชีวิตในตอนนี้ของพวกเขาก็ดูสดใส หนิงผิงจึงคิดว่าต่อไปเขาจะออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเอง และจะพาบุตรที่กำลังจะเกิดมาให้ติดตามเขาไปด้วย จากนั้นเขาจะอบรมสั่งสอนให้บุตรเป็นคนดีและกตัญญูเหมือนกับบรรดาพี่ๆ ของเขาให้ได้
อีกทั้งก่อนหน้านี้หนิงหย่งก็เคยมาพบเขาและบอกว่าตั้งแต่วันที่แม่เฒ่าหนิงเข้าเมืองมาพบหนิงผิง ท่านก็ไม่ได้กลับไปที่หมู่บ้านอีกเลย และคนขับรถล่อก็ยืนยันว่าวันนั้นเป็นแม่เฒ่าหนิงเองที่ยืนยันว่าจะเดินกลับหมู่บ้านด้วยตนเอง ผู้คนในหมู่บ้านช่วยกันออกเดินหาแม่เฒ่าหนิงตามเส้นทางเข้าเมือง แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนปักใจเชื่อว่าแม่เฒ่าหนิงคงจะประสบเหตุร้ายและเสียชีวิตไปแล้ว ก็เพราะมีคนเห็นเศษเสื้อผ้าของแม่เฒ่าหนิงถูกเกี่ยวขาดอยู่ที่ปากเหว หนิงผิงเก็บอารมณ์เสียใจและเริ่มสร้างหลักประกันให้กับตนเอง เขาเริ่มสะสมเงินในรูปแบบของตั๋วแลกเงินที่สามารถใช้ได้ทั่วแคว้นไว้เป็นจำนวนมาก เพราะเขาได้แอบเอาเครื่องประดับมีค่าของจ้าวฉินออกไปแลกเปลี่ยนเป็นเงิน และยังแอบเอาโฉนดที่ดินและบ้านที่อยู่นอกเมืองอีกหลายหลังไปขายอีกด้วย ตอนนี้ในมือของเขาจึงมีตั๋วแลกเงินอยู่เป็นจำนวนมาก
“ท่านเขย นายท่านใหญ่ให้ข้ามาตามท่านไปพบ” พ่อบ้านสงมองหนิงผิงอย่างดูถูก “ร้านค้าของเรากำลังประสบปัญหา แต่ท่านที่ทำหน้าที่เป็นเถ้าแก่ของร้านกลับไม่อยู่ดูแล วันๆ เอาแต่ออกเดินเที่ยวเล่นไปทั่ว อย่าหาว่าข้าไม่เตือนเลยนะ ครั้งนี้ดูเหมือนนายท่านใหญ่จะโมโหมากด้วย”
“ขอบใจพ่อบ้านสงที่เป็นห่วง” หนิงผิงไม่ได้สนใจพ่อบ้านสงอีก เขารีบเดินกลับบ้านสกุลจ้าวไปพร้อมกับใจที่หนักอึ้ง ‘หรือว่า...นายท่านใหญ่จะรู้เรื่องที่เราแอบยักยอกขายทรัพย์สินแล้ว’
“ท่านพ่อตามีสิ่งใดกับข้าหรือขอรับ” หนิงผิงก้มหน้าถามอย่างเก็บอาการ
“ช่วงนี้เจ้ายุ่งสิ่งใดอยู่หรือถึงไม่ค่อยอยู่ที่ร้าน เจ้ารู้หรือไม่ว่าช่วงนี้ที่ร้านของเรากำลังเกิดวิกฤติแล้ว” นายท่านใหญ่สกุลจ้าวถามบุตรเขยเสียงเข้ม
หนิงผิงเริ่มคิดทบทวนคำพูดของพ่อตา วิกฤติร้าน? หรือจะเกี่ยวกับการค้าของสกุลว่าน? หนิงผิงทบทวนอยู่ในใจสักพักจึงเริ่มพูดขึ้นเพื่อหยั่งเชิง “เกี่ยวกับร้านค้าข้าวของสกุลว่านใช่หรือไม่ขอรับ”
“เจ้าก็รู้เรื่องนี้ด้วยหรือ” นายท่านใหญ่สกุลจ้าวปรับเสียงให้อ่อนลง อย่างน้อยลูกเขยก็ยังรู้ถึงปัญหาของร้าน
“ที่ข้ากำลังยุ่งอยู่เวลานี้ก็เพราะเรื่องนี้เองขอรับ ข้าออกไปสำรวจดูตามบ้านเรือน กิจการขายอาหาร และภัตตาคารในตำบลของเราก็พบว่าพวกเขาต่างก็เปลี่ยนไปบริโภคข้าวชนิดใหม่ของสกุลว่านกันจนเกือบหมด และข้าก็ยังพยายามสืบว่าสกุลว่านไปรับซื้อข้าวมาจากแหล่งใด แต่ก็ยังไม่ได้ข้อมูลใดกลับมาเลยขอรับ แต่คิดว่าอีกไม่นานก็คงจะสืบรู้ได้” อันที่จริงหนิงผิงสืบรู้มาแล้วว่าเป็นเซียวหยางฟางที่นำข้าวชั้นดีทั้งสามชนิดนั้นมาส่งขายให้กับสกุลว่าน แต่เขาจะพูดเรื่องนี้ออกไปไม่ได้ เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของลูกเขย ความโหดร้ายของพ่อตาเขานั้นเป็นอย่างไร หนิงผิงรับรู้เป็นอย่างดี ดังนั้นที่ผ่านมา นอกจากเขาจะสะสมเงินเพื่อเป็นหลักประกันให้ตนเองแล้ว เขายังได้รวบรวมหลักฐานการทำความผิดของพ่อตาเอาไว้ เพราะหวังว่าเขาจะได้นำหลักฐานชิ้นนี้มาช่วยเหลือครอบครัวของบุตรสาวเพื่อเป็นการไถ่โทษในอดีตที่เขาเคยทำไม่ดีกับครอบครัวไว้ด้วย
“เจ้าทำได้ดีมาก ถ้าเช่นนั้นก็สืบหาต่อไป เมื่อรู้แล้วก็รีบไปเจรจาการค้ากับพวกเขาเสีย เราจะปล่อยให้เจ้าแก่ว่านมาทำให้กิจการของเราล้มไม่ได้” นายท่านใหญ่สกุลจ้าวสั่ง
“ขอรับท่านพ่อตา” หนิงผิงรับคำ
“นายท่านใหญ่! ท่านเขย! ฮูหยิน...ฮูหยินกำลังจะคลอดแล้วขอรับ” พ่อบ้านสงรีบวิ่งเข้ามารายงาน
“เจ้าว่าอย่างไรนะ! ลูกสาวข้ากำลังจะคลอดอย่างนั้นหรือ” นายท่านใหญ่สกุลจ้าวถามด้วยความดีใจ ในที่สุดสกุลจ้าวก็จะมีทายาทตัวน้อยออกมาแล้ว
“ท่านพ่อตา พวกเรารีบไปดูฮูหยินกันเถอะขอรับ” หนิงผิงเอ่ยชวน ในใจของเขาเวลานี้ช่างมีความสุขนัก อีกไม่นานแผนการที่เขาวางเอาไว้ก็จะสำเร็จแล้ว เขาจะไม่ต้องทนอยู่ภายใต้ปีกของสกุลจ้าวอีกต่อไปแล้ว
สกุลจ้าวในเวลานี้ต่างก็เบิกบานกันถ้วนหน้า จ้าวฉินได้ให้กำเนิดคุณชายน้อยหน้าตาน่ารักออกมาคนหนึ่ง นายท่านใหญ่ตกรางวัลให้บ่าวรับใช้อย่างใจกว้าง หนิงผิงก็ตกรางวัลให้บ่าวรับใช้ในส่วนของตนเองเช่นเดียวกัน
แต่เวลาแห่งความสุขของสกุลจ้าวก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะตั้งแต่คลอดบุตรชายออกมา จ้าวฉินกลับไม่ยอมให้ลูกดื่มนมตนเอง อีกทั้งยังไม่ยอมอุ้มทารกน้อยเลยสักครั้ง เป็นเพราะตอนคลอด นางเจ็บปวดจนแทบจะขาดใจ หวังว่าเมื่อคลอดบุตรชายออกมาแล้ว สามีจะยิ่งรักและตามใจตนเองมากขึ้นกว่าเดิม แต่ความจริงกลับไม่เป็นอย่างนั้น หนิงผิงทุ่มเทความรักทั้งหมดให้เพียงแค่บุตรชายและไม่ได้สนใจจ้าวฉินเลย ความโกรธความน้อยใจทั้งหมด จ้าวฉินจึงนำไปลงไว้ที่ ‘หนิงเฉิง’ ทำให้ในแต่ละวันบ่าวรับใช้ในเรือนต่างก็ได้ยินเสียงทะเลาะกันของท่านเขยและฮูหยิน หรือไม่ก็ได้ยินเสียงขว้างปาข้าวของและเสียงร้องไห้ของฮูหยิน ตัวท่านเขยเองหากไม่ไปนอนที่ห้องของคุณชายน้อย ก็จะไปนอนที่ห้องหนังสือ ในขณะที่บ่าวรับใช้ในบ้านต่างก็กลุ้มใจแทนเจ้านาย แต่ยังมีอีกคนหนึ่งที่มองดูเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยความพอใจ ‘พวกเจ้าทะเลาะกันต่อไปเถอะ ยิ่งทะเลาะกันมากก็ยิ่งเป็นผลดีกับข้า’
“ฮุ่ยเหนียง วันนี้หนิงผิงก็ไปนอนที่ห้องหนังสืออีกแล้วหรือ” พ่อบ้างสงกอดสาวใช้ประจำตัวของจ้าวฉินไว้แน่น
“พวกเขาทะเลาะกันเหมือนทุกวัน แต่ข้าสังเกตว่าความขัดแย้งของพวกเขามันมีมากกว่าเดิม ข้าคิดว่าพี่สงควรเริ่มแผนการของตัวเองได้แล้ว” ฮุ่ยเหนียงพลิกตัวขึ้นไปนอนบนร่างของพ่อบ้านสง “ท่านอย่าลืมสัญญาที่ท่านเคยให้ไว้กับข้านะเจ้าคะ ข้าไม่หวังอะไรมาก ขอแค่ได้ติดตามท่านเท่านั้นก็พอ”
“ตำแหน่งฮูหยินใหญ่ข้าคงให้เจ้าไม่ได้ แต่หากเจ้ายอมรับตำแหน่งอนุได้ ข้าก็จะยกมันให้เจ้าเพียงผู้เดียว หลังจากนั้นข้าก็จะไม่รับอนุคนอื่นเข้ามาเพิ่มอีก หรือหากเจ้าไม่ยอม ข้าก็จะหาบ้านสักหลังให้เจ้าออกไปอยู่ข้างนอก เมื่อมีเวลาข้าก็จะออกไปพักกับเจ้า เจ้าก็จะได้ไม่ต้องอยู่รับใช้จ้าวฉินอีก อย่างนี้เจ้าพอใจหรือไม่” พ่อบ้านสงพูดพร้อมกับมือที่อยู่ไม่สุข
“ข้าแล้วแต่ท่านเจ้าค่ะ” พูดจบฮุ่ยเหนียงก็โน้มตัวลงไปหาพ่อบ้านสงอย่างเสน่หา