บนทางเดินกลับตำหนักใหญ่
ฝ่าาเรียกองครักษ์คนสนิทเข้ามาใกล้ๆ และออกคำสั่งลับกับเขา
จากนั้นก็เสด็จเข้าห้องบรรทม รับสั่งห้ามใครรบกวนเป็อันขาด
ภายในห้องบรรทม พระองค์จัดการเปลี่ยนเป็ชุดลำลองที่ทะมัดทะแมงเพื่อที่จะเสด็จออกนอกวังโดยเร็ว
"อุทกภัยเมืองอวี๋ครั้งนี้ดูรุนแรงผิดปกติจนเกินไปคนที่วางแผนไว้ดูเหมือนมีจุดประสงค์เพื่อให้ฝ่าาเสด็จไปด้วยตนเองนะพ่ะย่ะค่ะ"องครักษ์ลับกล่าวด้วยความกังวล เกรงว่าฝ่าาจะเป็อันตราย
"ในเมื่อเป็เช่นนี้งั้นข้าย่อมมิอาจทำให้พวกเขาผิดหวัง"ฝ่าากล่าวพลางหันไปตบไหล่เขาให้มิต้องเป็ห่วง
.........................................
ยามโหย่ว แสงอาทิตย์สุดท้ายกำลังจะหมดลง
ณ บริเวณเชิงเขาอานฉวน
ชายสองคนกำลังควบม้าสุดแรงเพื่อหลบหนีนักฆ่าที่ไล่ตามมาเรื่อย ๆ
หากสู้กันหนึ่งต่อหนึ่ง เชื่อว่าคงไม่คณนามือพวกเขาอย่างแน่นอน
แต่นี่อีกฝ่ายกลับเล่นสกปรก ลอบโจมตีทีเผลอด้วยจำนวนคนที่มากกว่าส่งผลให้พวกเขาสองคนมิอาจต้านทานไหว
ลูกธนูแหวกผ่านอากาศมาเป็ระยะ เขาทั้งคู่ทำได้เพียงใช้กระบี่ฟันทิ้งและใช้กำลังภายในตอบโต้กลับโดยไม่มีทีท่าว่าจะลดกำลังของศัตรูลงได้เลย
“ฝ่าา…กระหม่อมจะสกัดพวกมันให้ก่อนพระองค์รีบหนีไปทางทิศใต้เถิด ที่นั่นน่าจะพอมีหมู่บ้านเล็กๆให้ซ่อนตัวรอกำลังเสริมพ่ะย่ะค่ะ” พอพูดจบ เขาก็หันไปฟันธนูที่ยิงเข้าใส่พอดี
สัญญาณขอความช่วยเหลือได้ถูกส่งไปแล้วการเสด็จครั้งนี้ฮ่องเต้มีเพียงเขาเป็องครักษ์ผู้ติดตามเพียงคนเดียว
นักฆ่าพวกนี้เหมือนว่าทราบการเคลื่อนไหวของพวกเขาล่วงหน้าถึงได้มาซุ่มโจมตีเช่นนี้ เห็นทีตำหนักใหญ่คงต้องมีการจัดระเบียบใหม่เสียแล้ว
“ไม่…มู่เหยียน เ้ากับข้าไปด้วยกัน ย้า”ฝ่าาพูดจบก็เร่งควบม้า กระแทกกำลังภายในที่เร็วและรุนแรงมากขึ้น
จนกระทั่งแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าอย่างสมบูรณ์
ค่ำคืนอันมืดมิดคืบคลานเข้ามาแทนที่
พร้อมกับที่ะเิควันลูกสุดท้ายของมู่เหยียนถูกโยนออกไปใส่กลุ่มนักฆ่าเกิดเป็จังหวะให้บุรุษทั้งสองอาศัยต้นไม้ทึบบดบังสายตาควบม้าทิ้งระยะห่างมาได้เล็กน้อย
หลังจากที่เห็นว่าไม่มีใครตามมาแล้วมู่เหยียนหันกลับมามองยังเ้านายของเขา พลันปรากฏสีหน้าวิตกกังวลถึงสิบส่วน
"ฝ่าา...ท่านได้รับาเ็ที่หัวไหล่"เหตุใดเขาจึงสะเพร่าเยี่ยงนี้ไม่ระวังป้องกันพระองค์ให้ดี
ฝ่าาดึงลูกธนูออกอย่างรวดเร็วโดยที่ยังคงความสงบนิ่งบนใบหน้าเป็การบอกเขากลายๆ ว่ามิเป็ไร
คนทั้งสองหยุดพักชั่วคราวเพื่อใส่ยารักษาแผลและพันผ้าไว้ ยาขนานนี้หมอหลวงในวังปรุงขึ้นมาอย่างยากลำบากเป็โอสถวิเศษต่อาแทุกชนิดแต่ทั้งสองกลับต้องประหลาดใจที่เห็นว่าเืยังคงไหลไม่หยุด
"จะทำเช่นไรกันดีพ่ะย่ะค่ะ"สายตาของมู่เหยียนเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดตรงข้ามกับฝ่าาที่มิได้รู้สึกกังวลใจแต่อย่างใด เขาเงยหน้ามองดูโดยรอบแล้วเอ่ยแค่เพียงว่า “เห็นทีคงต้องเดินขึ้นเขาสูงชันเสียแล้วทางอื่นคงจะมิสามารถไปได้อีก”
มู่เหยียนพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมกับสีหน้าหวาดวิตกเป็ห่วงฝ่าายิ่งนัก
เขาหันไปออกคำสั่งกับม้าเหงื่อโลหิตคู่กายทั้งสองม้าเหงื่อโลหิตซึ่งได้ชื่อว่าเป็เลิศในเหล่าอาชาทั่วหล้า“เ้าทั้งสองไปหาที่ซ่อนก่อนเมื่อปลอดภัยแล้วข้ากับฝ่าาจะเรียกหาพวกเ้าอีกครั้ง”หลังพูดจบม้าแสนรู้ทั้งสองก็วิ่งหายไปในมุมป่าอีกด้าน
จากนั้นมู่เหยียนก็ทำการปิดบังร่องรอย ตั้งค่ายกลอำพรางทิ้งไว้
บุรุษทั้งสองเดินขึ้นเขามาประมาณครึ่งชั่วยามแล้วยิ่งสูงยิ่งหนาวเหน็บ ยิ่งสิ้นเปลืองพละกำลังเม็ดเหงื่อเริ่มผุดบนใบหน้าของฝ่าาอย่างต่อเนื่อง สีหน้าดูซีดลงอย่างเห็นได้ชัด
“ฝ่าา ท่านนั่งพักสักครู่เถิด”
“อืม” เสียงตอบรับอันราบเรียบของเขาเอ่ยขึ้นแต่ยังมิทันขาดคำ ั์ตามู่เหยียนก็ฉายแววดีใจ “ฝ่าา ทางนั้นเหมือนมีแสงไฟเราไปดูกันเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
บุรุษทั้งสองเดินเข้าใกล้แสงไฟมากขึ้นเรื่อย ๆจนมองเห็นว่าเป็บ้านพักหลังเล็กๆ หลังหนึ่งบนูเา อดรู้สึกสงสัยไม่ได้เหตุใดจึงมีสถานที่แบบนี้ตั้งอยู่ ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว โดยที่รอบๆไม่มีสิ่งอื่นใดเลย มิใช่ว่าเป็กลลวงของศัตรูหรอกนะ
เขาทั้งสองหันมาสบตากันโดยไม่รอช้าก็ใช้วิชาตัวเบาะโขึ้นไปหลบอยู่บนหลังคาเพื่อตั้งใจมองสำรวจพื้นที่ให้ถี่ถ้วน
อืม...เป็บ้านเล็กๆ ที่มีห้องนอน ห้องครัวและห้องน้ำได้รับการดูแลอย่างดี นอกจากเื่สถานที่ตั้งที่อยู่กลางป่าลึกบนูเา ส่วนอื่นๆก็ดูปกติ มองเลยจากขอบรั้วบ้านไปฝั่งตรงข้ามกับที่พวกเขาเดินผ่านมาเมื่อสักครู่จริงๆ แล้วก็เป็ทางลาดที่ไม่สูงชันเท่าใดนัก รถม้าสามารถผ่านได้อย่างสะดวกทางสายนั้นมุ่งหน้าไปยังเมืองเล็กๆ ที่ติดกับตีนเขาที่ยังพอมองเห็นแสงไฟเบาบางในเวลานี้