หลังจากที่เยี่ยเฟยิใช้เวลาเคี่ยวกรำตนเองอย่างบ้าคลั่งในหุบเขาเงามรณะจนสามารถทะลวงเข้าสู่แดนควบแน่นปราณ ขั้นที่ 6 ได้สำเร็จ ชายหนุ่มก็เตรียมตัวจะเก็บกวาดซากอสูรและหญ้าปราณหยินเพื่อเดินทางกลับสู่นครหลวง ทว่า... ในขณะที่เขากำลังหมุนตัวก้าวเดิน บรรยากาศรอบหุบเขากลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน
ครืนนนน!
หมอกสีเทาทะมึนที่เคยลอยระเรี่ยบนพื้น พลันม้วนตัวบีบอัดกันแน่นจนกลายเป็พายุหมุน แรงกดดันมหาศาลและเย็นเยียบแผ่ซ่านลงมาจากหน้าผาสูงชัน บดขยี้ก้อนหินรอบกายของเฟยิจนแตกละเอียด!
"ระวังไอ้หนู! ัันี้มันไม่ใช่ระดับหก!" เสียงของอัคคีนิลแผดลั่นในโสตประสาทอย่างตื่นตระหนก "นั่นมันจ่าฝูงตัวจริง! มันทะลวงผ่านคอขวดและก่อกำเนิดเส้นชีพจรในร่างแล้ว... นี่คืออสูรระดับ 'แดนเปิดชีพจร ขั้นที่ 1'!"
โฮกกกกก!
สิ้นเสียงเตือน ร่างมหึมาดุจูเาขนาดย่อมก็กระโจนแหวกม่านหมอกลงมา มันคืออสูรพยัคฆ์เงาทมิฬที่มีลวดลายสีเืเรืองแสงพาดผ่านทั่วทั้งตัว กลิ่นอายความตายของมันเข้มข้นจนทำให้อากาศรอบด้านหนักอึ้งดุจตะกั่ว เพียงแค่การปรากฏตัวของมัน ก็ทำให้สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดของเฟยิกรีดร้องลั่น!
"แดนเปิดชีพจร... พลังมันต่างกันเกินไป!" เฟยิกัดฟันกรอด ชายหนุ่มเร่งะเิวิชา 'ย่างก้าวเงาไร้ลักษณ์' ถีบตัวหลบกรงเล็บมรณะที่ตะปบลงมาได้อย่างฉิวเฉียด ทว่าเพียงแค่คลื่นกระแทกจากกรงเล็บของมัน ก็ซัดร่างของเขาจนกระเด็นไปกระแทกต้นไม้ใหญ่จนหักโค่น!
อั่ก! เฟยิกระอักเืสีคำโต การต่อสู้ดำเนินไปอย่างยากลำบากและนองเืที่สุดเท่าที่เขาเคยเผชิญ แม้เฟยิจะมีปราณอนธการที่เป็ศัตรูทางธรรมชาติของมัน และงัดเอาวิชา 'ม่านอนธการกลืนจิต' ออกมาใช้เพื่อพรางตัว แต่มันก็แทบไร้ผลต่อสติปัญญาและััอันเฉียบคมของอสูรแดนเปิดชีพจร
แฮ่ก... แฮ่ก...
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ก้านธูป ร่างของชายหนุ่มก็สะบักสะบอมจนแทบดูไม่ได้ เสื้อผ้าฉีกขาดวิ่น กระดูกซี่โครงหักไปหลายซี่ เืสีแดงสดไหลชโลมร่างจนกลายเป็มนุษย์โลหิต เขาถูกต้อนจนมุมอยู่ที่หน้าผาหิน ไร้ซึ่งหนทางหนี!
"ข้าจะมาตายที่นี่ไม่ได้... เสี่ยวชิงยังรอข้าอยู่!" เฟยิคำรามลั่น แววตาสีม่วงหม่นลุกโชนด้วยไฟแห่งความบ้าคลั่ง เขาตัดสินใจ 'เดิมพันด้วยชีวิต' ในการโจมตีครั้งสุดท้าย!
ชายหนุ่มบีบอัดพลังลมปราณอนธการขั้นที่ 6 ทั้งหมดในร่าง หลอมรวมเข้ากับพลังสายเืจักรพรรดิแห่งความมืดที่เดือดพล่าน ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างไปที่ปลายนิ้วชี้ขวา! เมื่อพยัคฆ์จ่าฝูงอ้าปากกว้างพุ่งทะยานเข้ามากะซวกเขา เฟยิไม่หลบหนี แต่กลับพุ่งสวนเข้าหาความตาย!
"ดรรชนีอนธการตัดดารา!!"
ฉึก!!!
ปลายนิ้วที่อัดแน่นด้วยปราณสีม่วงดำแทงทะลวงเข้าที่ดวงตาของจ่าฝูงพยัคฆ์ ลึกทะลุเข้าไปทำลายสมองของมันโดยตรง! ทว่าในเสี้ยววินาทีเดียวกันนั้นเอง กรงเล็บขนาดมหึมาของมันก็เสียบทะลุหน้าอกและช่องท้องของเฟยิจนเืสาดกระจาย!
ตึง...
ร่างมหึมาของจ่าฝูงพยัคฆ์เงาทมิฬล้มตึงสิ้นลมหายใจ ทับร่างของเฟยิที่ตอนนี้ลมหายใจรวยรินเต็มที โลหิตไหลทะลักดุจสายน้ำ สติของชายหนุ่มเริ่มพร่าเลือน ความมืดมิดกำลังจะกลืนกินดวงตาของเขา
"เฟยิ! เฟยิ! อย่าเพิ่งตายนะโว้ย!" อัคคีนิลลอยออกมาจากแหวนหยกนิล เปลวไฟสีดำสั่นระริกด้วยความร้อนรน "าแฉกรรจ์ขนาดนี้ โอสถรักษาธรรมดาช่วยไม่ทันแล้ว! มีทางเดียว... เ้าต้องกลืน 'แก่นแท้อสูร' ของมันเข้าไปเดี๋ยวนี้!"
"แก่น... แท้...?" เฟยิพึมพำเสียงแ่
"ใช่! กลืนมันเข้าไปแบบดิบ ๆ โดยไม่ต้องหลอมเป็โอสถ! พลังชีวิตที่มหาศาลของแดนเปิดชีพจรจะช่วยสมานแผลให้เ้า แต่อันตรายของมันคือพลังที่บ้าคลั่ง! ถ้าเ้าไม่กิน เ้าตาย! แต่ถ้าเ้ากินแล้วควบคุมปราณไม่ได้ ร่างเ้าก็จะะเิตาย! ตัดสินใจซะ!"
เฟยิไม่มีทางเลือกอื่น ชายหนุ่มใช้แรงเฮือกสุดท้ายล้วงมือเข้าไปในซากของพยัคฆ์ ควักเอาแก่นแท้สีดำสนิทที่แผ่กลิ่นอายรุนแรงออกมา แล้วยัดเข้าปากกลืนลงคอไปในทันที!
อ๊ากกกกก!!!
วินาทีที่แก่นอสูรไหลลงสู่จุดตันเถียน มันราวกับมีลาวาเดือดจัดและพายุใบมีดนับหมื่นเล่มกำลังฉีกกระชากอวัยวะภายในของเขา! เฟยิกรีดร้องลั่นหุบเขา ร่างกายดิ้นพล่าน เส้นเืทุกเส้นปูดโปนจนแทบปริแตก โลหิตสีดำคล้ำถูกขับออกมาตามรูขุมขน ความเ็ปมันเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะรับไหว ทว่าในห้วงแห่งความเป็ความตายนั้นเอง จิติญญาแห่งความแค้นและสายเืตระกูลจักรพรรดิก็ปะทุขึ้นมาต้านทาน!
ชายหนุ่มขบกรามแน่น ฝืนสมาธินั่งขัดสมาธิท่ามกลางกองเื เขาเพ่งจิตทั้งหมดเข้าสู่ภายใน เริ่มทำความเข้าใจและ 'ัั' ถึงวิถีแห่งการหมุนเวียนลมปราณอย่างแท้จริง พลังงานที่บ้าคลั่งของสัตว์อสูรแดนเปิดชีพจร ถูกปราณอนธการของเขาโอบรัด บีบอัด และค่อย ๆ บังคับให้มันไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณหลักทั้งแปดในร่างกาย!
กระดูกและเส้นเอ็นที่แหลกเหลวถูกชำระล้างและสร้างขึ้นใหม่ให้แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า เฟยิเข้าสู่ภวังค์หลับใหลและทำสมาธิขั้นลึกที่สุด ร่างของเขาถูกห่อหุ้มด้วยดักแด้หมอกสีม่วงดำ พลังงานมหาศาลกำลังควบแน่น บัดนี้... เยี่ยเฟยิ 'กำลัง' จะก้าวข้ามขีดจำกัด เข้าสู่ 'แดนเปิดชีพจร' อย่างเต็มตัว!
--------------------------------------------------------------------------------
สามเดือนต่อมา... ณ สำนักวายุคราม
บรรยากาศ ณ ลานหินอ่อนกว้างใหญ่หน้าหอระฆังของสำนักวายุคราม บัดนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวายและอึกทึกครึกโครม วันนี้คือวันสำคัญยิ่ง นั่นคือ 'การสอบจัดลำดับศิษย์รอบแรก' ซึ่งเป็การรายงานตัวและตรวจสอบความก้าวหน้าของศิษย์ทุกคนหลังจากที่แยกย้ายกันไปฝึกฝนและทำภารกิจตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
เหล่าศิษย์สายนอกและศิษย์สายในนับพันคนต่างยืนเรียงแถวกันอย่างเป็ระเบียบ ทว่าสายตาทุกคู่กลับจับจ้องไปที่ลานประลองตรงกลาง ซึ่งเป็จุดที่ 'ศิษย์สายตรง' ของผู้าุโแต่ละยอดเขา จะก้าวขึ้นมารายงานตัว
ผู้าุโคุมสอบกางม้วนคัมภีร์รายชื่อออก ก่อนจะเริ่มขานชื่อศิษย์สายตรงทีละคน พวกคุณชายและลูกหลานขุนนางต่างก้าวขึ้นเวทีด้วยท่วงท่าหยิ่งยโส พร้อมกับปลดปล่อยพลังลมปราณที่ก้าวหน้าขึ้นเพื่อข่มขวัญผู้อื่น
จนกระทั่ง...
"คนต่อไป... ศิษย์สายตรงแห่งยอดเขาไร้นาม... เยี่ยเฟยิ!" ผู้าุโคุมสอบประกาศเสียงดังก้อง
ความเงียบเข้าปกคลุมลานกว้างไปชั่วขณะ... ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ ไร้ซึ่งวี่แววของชายหนุ่มในชุดปะชุน
"เยี่ยเฟยิ! ก้าวออกมารายงานตัว!" ผู้าุโเรียกซ้ำเป็ครั้งที่สอง น้ำเสียงเริ่มแฝงความหงุดหงิด
เมื่อไร้เสียงตอบรับ เสียงซุบซิบนินทาก็ะเิขึ้นราวกับเขื่อนแตก!
"ฮ่า ๆ ๆ ! ข้าว่าแล้วไอ้ขยะปุถุชนนั่นมันต้องไม่กล้ามา!" คุณชายหาน ลูกหลานตระกูลใหญ่ผู้เคยมีเื่บาดหมางที่หอภารกิจ หัวเราะเยาะเสียงดังลั่น "มันอยู่แค่แดนควบแน่นปราณ ขั้นที่ 3 ไม่ใช่รึ? สงสัยไปรับภารกิจมรณะแล้วตายเป็ศพเฝ้าป่าไปแล้วมั้ง!"
"ต่อให้มันรอดกลับมาได้ เป็แค่ขั้น 3 จะมาสอบจัดลำดับให้ขายหน้าทำไม เสียเวลาเปล่า ๆ !" ศิษย์สายในอีกคนผสมโรง "ช่างเป็ความอัปยศของตำแหน่งศิษย์สายตรงเสียจริง!"
คำดูิ่และถ้อยคำเหยียดหยามสาดกระหน่ำไปทั่วลานหินอ่อน ไม่มีใครคิดว่าเด็กหนุ่มไร้หัวนอนปลายเท้าคนนั้นจะมีปัญญามายืนทัดเทียมพวกตนได้ ผู้าุโคุมสอบส่ายหน้าอย่างเอือมระอา เขายกพู่กันขึ้นเตรียมจะขีดฆ่ารายชื่อทิ้ง
"ในเมื่อไม่มีการตอบรับ ข้าขอประกาศว่า เยี่ยเฟยิ... สละสิท—"
"ใครว่าข้าสละสิทธิ์?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำ เยือกเย็น ทว่าดังก้องกังวานและแฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาล ดังแหวกอากาศทะลวงเข้าสู่โสตประสาทของทุกคนในลานกว้าง!
ฟุ่บ!
สายลมกระโชกแรงพัดพัดผ่านลานประลอง ฝุ่นผงปลิวว่อน ก่อนที่ร่างของบุคคลผู้หนึ่งจะก้าวเดินฝ่าฝูงชนเข้ามาอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกย่างก้าวกลับหนักแน่นและบีบคั้นจนผู้คนที่ยืนขวางทางต้องเผลอก้าวถอยหลังหลีกทางให้โดยสัญชาตญาณ!
เสียงหัวเราะเยาะหยันเงียบกริบลงทันตา ทุกสายตาเบิกกว้างจับจ้องไปยังผู้มาใหม่ด้วยความตกตะลึง!
นั่นไม่ใช่เยี่ยเฟยิในชุดเครื่องแบบผ้าฝ้ายซอมซ่อและมัดผมลวก ๆ อีกต่อไป!
ชายหนุ่มตรงหน้าสวมชุดเครื่องแบบผู้ฝึกตนที่ดูสง่างามและโอ่อ่า ผ้าคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ทับซ้อนกับอาภรณ์ด้านในสีฟ้าครามที่ตัดเย็บอย่างประณีต พลิ้วไหวไปตามสายลม เส้นผมสีดำสนิทที่เคยยุ่งเหยิง บัดนี้ถูกรวบตึงครึ่งศีรษะอย่างประณีต ปล่อยปอยผมยาวตกลงมาระกรอบหน้า เล็ก ๆ น้อย ๆ รับกับใบหน้าที่คมคาย หล่อเหลา และดุดันขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว!
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนช็อกจนตาค้าง ไม่ใช่รูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปราวกับคนละคนของเขา... แต่มันคือ "กลิ่นอายพลังปราณ" ที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างนั้นต่างหาก!
กลิ่นอายความมืดที่ลึกล้ำ หนักแน่น และทรงอำนาจจนแทบจะกดทับลมหายใจของพวกคุณชายตระกูลใหญ่ให้อึดอัด มันไม่ใช่พลังของแดนควบแน่นปราณ ขั้นที่ 3 อย่างที่พวกมันตราหน้าเอาไว้ แต่มันคือพลังที่บริสุทธิ์และก้าวข้ามขอบเขตของปุถุชนไปแล้ว!
เยี่ยเฟยิหยุดยืนตระหง่านอยู่กลางลานประลอง ดวงตาเรียวยาวสีม่วงหม่นกวาดมองผู้คนที่เคยดูถูกเขาด้วยสายตาที่เ็าและสูงส่งดุจมองมดปลวก ชายหนุ่มประสานมือไปยังผู้าุโคุมสอบ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิททว่าดังก้องไปถึง์
"ข้าน้อยเยี่ยเฟยิ ศิษย์สายตรงยอดเขาไร้นาม... มารายงานตัวแล้ว!"
(เยี่ยเฟยิ บทที่ 16)
