หลังจากมื้ออาหารค่ำโม่เสวี่ยถงก็ได้รับแจ้งว่าให้นางไปที่วิหารด้านซ้ายของลานวัดเพียงคนเดียวห้ามพาคนไปด้วยผู้มาเร้นกายอยู่ในความมืดเห็นหน้าไม่ชัดจากการััตามความรู้สึกน่าจะเป็องครักษ์ผู้หนึ่ง สิ่งที่นางหยิบให้โม่หลันดูเป็กระดาษที่มีตราสัญลักษณ์ประทับอยู่ดูจากสภาพของกระดาษก็รู้ได้ว่ามีอายุยาวนาน
ซวงเยี่ยกับชิวหลิงถูกโม่อวี้ลากไปช่วยกันปักผ้าเช็ดหน้าที่โม่เสวี่ยถง ‘ชื่นชอบ’ อย่างเร่งด่วนที่เรือนรับรองด้านข้าง
ตอนแรกไม่ว่าจะพูดอย่างไรโม่หลันก็ไม่ยอมให้โม่เสวี่ยถงไปคนเดียวแต่โม่เสวี่ยถงยืนกรานหนักแน่นว่าจะไปผู้เดียวให้ได้ เมื่อไม่มีทางเลือกจึงจำใจต้องตกลง
โม่เสวี่ยถงเดินไปเพียงลำพังบนถนนสายเล็กๆ ที่เงียบสงัดไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้ นางก็เก็บตัวอยู่แต่ภายในเรือนชั้นใน ไหนเลยจะเคยลักลอบออกไปพบคนแปลกหน้าเพียงลำพังในยามวิกาลที่มืดมิดจนมองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือทั้งห้าแบบนี้แม้นางตอนนี้นางจะสงบนิ่ง แต่ก็รวบนิ้วมือลงมากำแน่นเหงื่อเย็นชุ่มอยู่ในอุ้งมือทั้งสองข้าง
แต่นางไม่กล้าเสี่ยงฝ่าฝืนความประสงค์ของฝ่ายตรงข้าม เพราะตนเองก็้าองครักษ์เงาสองคนนี้เป็อย่างยิ่งเช่นกันจึงไม่อาจไม่ทำตามคำขอของอีกฝ่ายได้
วิหารแห่งนั้นแท้จริงแล้วไม่ไกลนักเมื่อยืนอยู่ในเรือนก็สามารถเห็นสถานที่แห่งนั้นอยู่รางๆดังนั้นโม่เสวี่ยถงจึงไม่กลัวหลงทาง
หนทางเล็กแคบไม่มีแสงจันทร์นำทางแม้แต่น้อย คืนนี้เป็คืนเดือนมืดความเงียบสงัดแผ่คลุมไปทั่วบริเวณ ทุกสิ่งดูแปลกประหลาดไปหมด มีเพียงเสียงย่างเท้าที่แ่เบาของนางแทรกขึ้นทำลายความสงบเงียบนี้โม่เสวี่ยถงขบริมฝีปากแน่น ภายในใจรู้สึกหวิวไหวและหวาดหวั่นโดยสัญชาตญาณนางหยุดยืนหันไปมองเรือนที่พักของตนมองเห็นเงาตะคุ่มของโม่หลันยืนโดดเดี่ยวที่ประตูภายใต้แสงโคมสีเหลืองนวลที่ส่องสว่างอยู่ลิบๆ
นางหลับตาปี๋หวาดกลัวยิ่ง รู้สึกราวกับกำลังเดินไปสู่ความมืดมิดอันไร้ขอบเขต
ฉับพลันเบื้องหน้าสายตาก็มีแสงสว่างวาบ ท่ามกลางกองเพลิงลุกโชนก็คือตัวนางที่มีโลหิตไหลออกจากทวารทั้งเจ็ดความเ็ปแบบนั้น แม้ชีวิตจะหาไม่ก็ไม่อาจลบเลือนไปได้...
หากว่าชาติหน้ายังมีต่อให้ตนเองต้องกลายเป็ผีร้ายในแดนโลกันต์ก็ยินยอมใช้กายเป็เครื่องพลีขอเพียงได้ลากคนเหล่านี้ลงนรกไปพร้อมกัน
นางสูดหายใจเรียกความมั่นใจอีกครั้ง ดึงปิ่นชิ้นหนึ่งออกจากมวยผมมาถือแล้วกำปลายด้านแหลมของปิ่นปักผมไว้ในอุ้งมือจนรู้สึกเจ็บ แต่กลับยังคงกดเอาไว้แน่นใช้ความเ็ปจากของมีคมมาควบคุมความรู้สึกไม่ปลอดภัยและหวาดหวั่นพรั่นพรึงในเบื้องลึกของหัวใจ
แท้จริงแล้วทางเดินสายนั้นไม่ไกลเลยแต่โม่เสวี่ยถงกลับรู้สึกเหมือนอยู่ห่างไกลมากริมฝีปากสีชมพูระเรื่อถูกกัดจนขาวซีด ได้ยินเพียงเสียงหัวใจเต้นโครมครามอยู่ในอก
ในที่สุดก็เห็นประตูวิหารอยู่เบื้องหน้า นางมีทีท่าลังเลเล็กน้อยมิได้เข้าไปทันที สัญชาตญาณสั่งให้นางแนบหน้าเข้ากับประตู แอบมองลอดช่องว่างเข้าไปด้านใน
“อะไรกันธิดาสกุลใหญ่โตมาทำเสียมารยาทด้วยการเกาะประตูแอบมองผู้อื่นได้ด้วยหรือ” ลมหายใจอุ่นปัดเฉียดข้างหู โม่เสวี่ยถงสะดุ้งเฮือกมีปฏิกิริยาโต้กลับพลันขยับมือข้างที่ถือปิ่นไว้จ้วงแทงออกไปด้วยสัญชาตญาณ
“โอ... ที่แท้ก็เ้านี่เอง!” เสียงหัวเราะราวกับคนเกียจคร้านเจือความประหลาดใจดั่งลอยลมมาจากแดนไกลมือเล็กที่ยื่นออกมาถูกมือแกร่งคู่หนึ่งที่มาจากด้านหลังรวบไว้ประตูวิหารที่แง้มอยู่ครึ่งหนึ่งถูกผลักให้เปิดออก แสงตะเกียงจากด้านในลอดออกมาทาบไล้บนใบหน้าของชายหนุ่มที่อยู่ตรงข้าม
ชั่วพริบตานั้น นางรู้สึกหัวหมุนติ้วไปหมดได้ยินเพียงเสียงประตูวิหารถูกกระแทกให้เปิดออก
“เข้าไปกันเถอะ” ชายหนุ่มจูงมือนางเข้าไปด้านในประตูวิหารถูกปิดลงอย่างไร้สุ้มเสียง เมื่อได้รับแสงสว่างจากตะเกียง ความอบอุ่นจากแสงไฟดูเหมือนจะส่งผ่านมาถึงร่างกายของนางโม่เสวี่ยถงค่อยรู้สึกตัวกลับมาเป็ปรกติ พลันสะบัดมือออกจากการจับยึดถอยห่างออกไปสองสามก้าวแล้วเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
ที่แท้ก็ชายหนุ่มร้ายกาจจอมบุ่มบ่ามผู้นั้นเอง เป็เขาไปได้อย่างไร!
โม่เสวี่ยถงมองใบหน้าหล่อเหลาร้ายกาจที่อยู่เบื้องหน้าอย่างตกตะลึงแม้ว่าจะพบเจอกันเป็ครั้งที่สองแล้ว แต่รูปโฉมของเขาก็ยังคงทำให้นางสับสนว้าวุ่นรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ทั่วท้องอยู่เช่นเดิม
แววตากระจ่างสดใสดั่งอัญมณีหลากสีที่ทอประกายระยิบระยับ ดวงตาเรียวเลิกขึ้นเล็กน้อยทำให้คนััถึงความอ่อนโยน รู้สึกคล้ายถูกจับจ้องด้วยความรักใคร่สตรีใดที่ถูกเขามองล้วนใบหน้าร้อนฉ่าใจเต้นอย่างอดไม่ได้จมลึกอยู่ในห้วงความหลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้นผมยาวดำสนิทราวกับราตรีถูกตรึงไว้ด้วยปิ่นไม้เพียงชิ้นเดียว ปอยผมลุ่ยลงมาบางส่วนแต่ยังคงดูสูงส่งสง่างามอย่างไม่อาจละสายตาได้
ทั่วทั้งร่างกายเปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์ดึงดูดเหลือร้ายสีหน้าท่าทางเยี่ยงนั้นราวกับเกิดมาเพื่อปั่นป่วนหัวใจคนให้รู้สึกสับสนวูบไหวใจเต้น ถูกสะกดอยู่ในดวงตาที่อบอุ่นอ่อนโยนของเขาโดยไม่รู้ตัว
“ทำไมหรือ รู้สึกว่าข้าหน้าตาดีใช่หรือไม่อันที่จริงคุณชายเช่นข้าก็ยังพึงพอใจเ้าอยู่ ข้อเสนอคราที่แล้วยังนับให้อยู่นะ”ชายหนุ่มหล่อร้ายราวกับปีศาจเห็นนางแลดูจริงจังขึ้นมาก็กระเซ้าเสียงทุ้มต่ำ“วันนี้ไม่แต่งเป็สาวใช้ ไม่กลัวว่า 'คุณหนู'ของเ้าจะมาพบเข้าหรอกหรือ” เขาจงใจเน้นคำว่าคุณหนูให้ดังและหนักแน่นขึ้นดวงตาเป็ประกายคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มจ้องมองหญิงสาวมิได้เก็บเื่ที่นางสะบัดมือหลุดจากตนเองมาใส่ใจ
ที่แท้เขาก็รู้นานแล้วว่านางไม่ใช่สาวใช้!
โม่เสวี่ยถงยังจำข้อเสนอของเขาตอนที่อยู่ระหว่างทางผ่านไปจุดพักม้าได้จึงถอยหลังกรูดไปสองสามก้าว ย่อกายคารวะอย่างนอบน้อมถือโอกาส่ที่สมองยังว่างเปล่าปั่นความคิดในหัวอย่างรวดเร็ว
ตอนนั้นนางพบคนผู้นี้ที่ทางเดินลับ ดูท่าทางจะไม่ใช่คนเมืองอวิ๋นเฉิงแต่จากที่เห็นที่นี่เวลานี้ การแต่งกายเรียบง่ายไม่อาจปกปิดความสูงศักดิ์ที่เผยชัดออกมาจากภายในอาภรณ์สีม่วงตัวใหญ่ชุดเดิม นอกจากชายแขนเสื้อที่ปักลายอย่างวิจิตรงดงามก็มองสถานะของเขาไม่ออกแต่คนแบบนี้จะเป็เพียงคนที่ไม่เป็ที่รู้จักของคนทั่วไปได้หรือ
ไม่น่าเชื่อว่าความลับที่มาพร้อมกับตัวนางจะเกี่ยวข้องกับเขาด้วย!
ข้อสรุปก็คือคนผู้นี้มีสถานะสูงส่ง แต่กลับอันตรายอย่างยิ่งหากไม่อยากถูกจับเข้าปิ้งก็ควรอยู่ให้ห่างไว้ ยิ่งไกลเท่าไรได้ยิ่งดีดวงตาที่เหมือนคนเ้าชู้ การกระทำตื้นเขินเรียบง่ายไม่มีอะไรแต่กลับซุกซ่อนความดำมืดไว้ภายในจิตใจ แม้ดูเหมือนจะอบอุ่นอ่อนโยนแต่ยามใดที่เผลอไผล เขาก็สามารถปลิดชีพเ้าได้ทุกเมื่อ
คนผู้นี้ไม่ควรเข้าไปยุ่งด้วยเด็ดขาด!
“ขอถามตามตรง คุณชายมาด้วยเื่นี้ใช่หรือไม่” โม่เสวี่ยถงไม่อยากเสียเวลานางถอยหลังอย่างรวดเร็วจนหลังชนประตูวิหารเพื่อเว้นระยะห่างกับเขา แล้วหยิบกระดาษแผ่นนั้นออกมาจากแขนเสื้อส่งมาที่หน้าเขาด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง
โม่เสวี่ยถงมิได้มีท่าทางกระมิดกระเมี้ยนแม้แต่น้อย ทำให้เขารู้สึกทึ่งใบหน้าหล่อเหลาเผยรอยยิ้มมีเสน่ห์บาดใจเขาไม่ได้ยื่นมือออกไปรับกระดาษจากมือของนางมา แต่กลับฉวยปิ่นปักผมในมือของนางไปพลิกดูแล้วเก็บเข้าแขนเสื้อของตนเองโดยไม่ยอมคืนให้
“มอบสิ่งนี้ให้ข้าก็แล้วกัน ถือเป็ค่าชดเชยที่เ้าปิดบังหลอกลวงคราที่แล้ว”
“คุณชาย ท่านดูนี่...” แค่ปิ่นปักผมชิ้นเดียวโม่เสวี่ยถงมิได้ใส่ใจนักเครื่องประดับที่นางพกมาด้วยครานี้ไม่มีสัญลักษณ์ที่แสดงถึงตัวนางและยังเป็ของที่หลี่มามาช่วยซื้อมาให้ตอนที่ออกไปข้างนอกเมื่อเย็นวานนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกับตนเอง นางชูกระดาษในมือขึ้นอีกครั้งแสดงท่าทางให้เขารวบรวมสมาธิมาไว้ตรงนี้
“สตรีที่เก็บตัวอยู่ในห้องหอเช่นเ้าจะมีอันตรายอันใดนักหนาเื่ในเรือนชั้นใน จำเป็ต้องใช้งานองครักษ์เงาเลยหรือ” ดูเหมือนว่าในที่สุดเขาก็ถามเข้าเื่เสียทีริมฝีปากหยักโค้งเล็กน้อยเป็รอยยิ้ม ยื่นมือมารับกระดาษแผ่นนั้นไปดีดเล่นในมือไม่แม้แต่จะอ่านข้อความ ดวงตาหล่อเหลายังเหล่มาที่นางสีหน้าบอกอารมณ์ไปได้หลากหลาย
คนผู้นี้เป็ปีศาจร้ายชัดๆ!
แต่โม่เสวี่ยถงก็ไม่กล้าผ่อนคลายสัญชาตญาณป้องกันตัวในค่ำคืนมืดมิดให้ออกมาพบเพียงคนเดียวแบบนี้ เดิมทีก็น่าระแวงสงสัยอยู่แล้วยิ่งไปกว่านั้น ที่มาของกระดาษแผ่นนี้นางก็ไม่รู้ชัด เพราะเหตุใดกระดาษเพียงแผ่นเดียวจึงสามารถขอองครักษ์เงาที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็อย่างดีจากผู้อื่นได้และมีความเกี่ยวข้องอะไรอยู่ภายใน
นางกลัวว่าเขาจะถามอะไรละเอียดไปกว่านี้แล้วหากตนเองตอบไม่ได้จะทำให้เสียเื่
บัดนี้สิ่งที่นางขาดแคลนที่สุดคือผู้ช่วย
“คุณชายทราบได้อย่างไรว่าในเรือนชั้นในไม่มีอันตรายเรือนชั้นในสามารถทำร้ายคนได้อย่างไร้ร่องรอยยิ่งกว่าเรือนหน้าด้วยซ้ำเกาทัณฑ์ในที่แจ้งหลบง่าย กระบี่ซ่อนในที่ลับยากป้องกัน” โม่เสวี่ยถงขบกรามกรอดตอบอย่างเ็าภายใต้เบื้องลึกของดวงตาเต็มไปด้วยความเศร้าสลด ท่านแม่เป็คนดีขนาดนั้นยังต้องสังเวยชีวิตให้กับาการห้ำหั่นของเรือนชั้นในถูกฟางอี๋เหนียงทำร้ายจนตาย แล้วจะไม่ให้เ็ปหัวใจได้อย่างไร
“อ้อ... หากกล่าวเช่นนี้ แสดงว่าการต่อสู้ในเรือนชั้นในของจวนโม่คงดุเดือดเืพล่านยิ่งกว่าการต่อสู้ของบุรุษอีกล่ะสิท่า”ชายหนุ่มเอ่ยปากพลายยิ้มอ่อนๆ ในดวงตาสีนิลเผยแววขบขันออกมาวูบหนึ่ง
“คุณชายมาที่นี่วันนี้ด้วยเื่องครักษ์เงาตามจดหมายลับที่ข้าถือครองอยู่ใช่หรือไม่” โม่เสวี่ยถงไม่้าพัวพันใดๆ กับบุรุษแปลกหน้าแสนอันตรายผู้นี้จึงยอบกายกล่าวเตือนด้วยความจนใจอย่างยิ่ง
“จะว่าผิดก็ไม่ผิด ถ้าเป็ผู้อื่นข้าก็คงดูแค่กระดาษแผ่นนี้แล้วก็ให้พาคนไปได้ตามสบายสองคน แต่หากเป็เ้าแล้วล่ะก็...” ชายหนุ่มรูปงามลูบคางเกลี้ยงเกลา แล้วกล่าวอย่างเอ้อระเหยไม่ทุกข์ร้อน “คุณหนูสามโม่ โม่เสวี่ยถงสินะคุณชายเช่นข้ายินดีแสดงความจริงใจให้เ้าเห็นอีกครั้ง”
“...”นางขบริมฝีปากก่อนเอ่ยออกมา “ไม่ทราบว่าคุณชายหมายความว่าอย่างไร”
คนอย่างเขารู้แม้แต่สถานะของนาง ก็ไม่น่าแปลกใจสักนิด
“หากเ้ายอมมาเป็สาวใช้ข้างกายข้า อย่าว่าแต่องครักษ์เงาแค่สองคนเลยต่อให้หมดทั้งกอง คุณชายเช่นข้าก็ยกให้เ้าได้ ว่าอย่างไรเล่า” ชายหนุ่มฉวยรุกเข้ามาอย่างฉับพลัน ลมหายใจอุ่นร้อนรดลงข้างหูของนางกล่าวพลางหัวเราะเบาๆ อย่างหยอกล้อ
“คุณชายโปรดสำรวมด้วย” โม่เสวี่ยถงหลุบตาก้มศีรษะลงใบหน้าเผยความเ็าห่างเหิน “ข้ามาที่นี่ก็ด้วยเื่องครักษ์เงาสองคนเท่านั้น”
“เอาน่า จะตีสีหน้าเคร่งเครียดเช่นนี้ไปไยเล่า ข้าไม่ได้จะกินเ้าเสียหน่อยเมื่อเ้าตัวไม่ยินดี คุณชายเช่นข้าก็ไม่ฝืนใจเพราะหากเกิดเ้าแยกเขี้ยวกางเล็บออกมา คนที่เสียเปรียบก็คงจะเป็ข้าคุณชายผู้นี้”เสียงลมหายใจอุ่นดูเหมือนจะขยับออกห่างจากนางเล็กน้อยเวลานี้นางจึงค่อยหายใจเข้าออกยาวๆ อย่างเต็มที่ได้แต่ก็ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดเขาจึงกล่าวเช่นนี้
ชายหนุ่มในอาภรณ์สีม่วงปรบมือเบาๆ สองครั้งทันใดนั้นภายในวิหารก็มีชายหญิงคู่หนึ่งปรากฏตัวขึ้นในชั่วพริบตา
ทั้งสองเดินเข้ามาตรงหน้าของชายหนุ่มอาภรณ์สีม่วงแล้วคุกเข่าลง
“ฝ่ายหญิง ต่อไปให้เรียกว่าโม่เยี่ย ฝ่ายชายให้เรียกว่าโม่เฟิงคนหนึ่งจะเฝ้าอยู่ข้างกายเ้า อีกคนจะติดตามอยู่ในที่ลับเช่นนี้คงใช้ได้แล้วกระมัง”
“ขอบคุณคุณชายมากเ้าค่ะ” โม่เสวี่ยถงถอนหายใจยาวอย่างโล่งอกในที่สุดปัญหาก็ได้รับการแก้ไขอย่างน่าพอใจ
“ไปคารวะนายใหม่ของพวกเ้าเสียสิ ต่อไปสตรีผู้นี้ก็คือนายของพวกเ้าแล้ว”
“คารวะนายหญิง” องครักษ์ทั้งสองยืนขึ้นก่อนจะหันมาคุกเข่าต่อหน้าโม่เสวี่ยถงอีกครั้งโม่เฟิงเป็ชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าปี แววตาดุดันแค่มองก็รู้ได้ว่าเป็ยอดฝีมือคนหนึ่ง โม่เยี่ยเป็สตรีรูปร่างบอบบางแช่มช้อยหน้าตาสะสวยจนดูไม่ออกว่าเป็วรยุทธ์
นางยื่นมือไปประคองพวกเขาขึ้นมา หลังจากที่คนทั้งสองยืนขึ้นแล้วโม่เสวี่ยถงก็หันไปหาชายหนุ่มอาภรณ์ม่วง “ขอบพระคุณคุณชายที่ช่วยเหลือวันหน้าหากคุณชาย้าสิ่งใด ข้าย่อมตอบแทนอย่างเต็มที่”
“เพียงแค่เ้ามีใจ วันหน้าจะต้องมีโอกาสได้ตอบแทนแน่”
เห็นเขากล่าวกับตนเองด้วยท่าทางไม่ปรกติเช่นนี้ โม่เสวี่ยถงก็นึกหวาดกลัวเล็กน้อยกัดริมฝีปากทีหนึ่งก่อนจะอำลา “หากคุณชายไม่มีธุระอื่นใดแล้วข้าต้องขอตัวก่อน”
“อย่าเพิ่งใจร้อน...” บุรุษอาภรณ์ม่วงสีหน้าเปลี่ยนกลับมาจริงจังโดยพลันในดวงตาสว่างวาบราวกับลูกไฟ ยกมือขึ้นโบกเงาร่างของโม่เฟิงและโม่เยี่ยหายวับไปทันตา “คุณหนูสามโม่ข้าคิดว่าสิ่งที่พวกเราสนทนากันเมื่อครู่คงจะไม่แพร่ออกไปใช่หรือไม่”
“เ้าค่ะ ข้าไม่เคยพบกับคุณชายมาก่อน ไม่เคยสนทนาใดๆ กับคุณชายทั้งสิ้น” โม่เสวี่ยถงกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“ไปเถิด” ครานี้น้ำเสียงของเขากลับมารื่นหู ไม่ข่มขวัญให้นางลำบากใจอีกแล้วโบกมือให้นางไป
โม่เสวี่ยถงถอยออกมานอกประตู เหงื่อเย็นชุ่มไปทั้งตัวโม่เยี่ยที่เฝ้ารออยู่ด้านนอกเข้ามาประคองนาง จากนั้นทั้งสองก็ค่อยๆเดินกลับไปตามทางเดิมที่มา
“องค์ชาย เมื่อครู่นี้มีคนสองสามคนบุกเข้ามา เดินวนสำรวจอยู่ในที่พักขององค์ชายรอบหนึ่งแล้วแฝงกายอยู่ใต้ต้นไม้นอกห้องขององค์ชาย ควรจัดการเช่นใดพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์คนหนึ่งเดินออกมาจากเงามืดภายในวิหารลึกแล้วเอ่ยถามด้วยความนอบน้อม
“มาอีกแล้วหรือ เมื่อมาแล้วก็พาพวกเขาไปวนเล่นรอบๆ กินลมชมบรรยากาศยามราตรีของวัดเป้าเอินเสียหน่อย” ชายหนุ่มเลิกคิ้วงามขึ้นเล็กน้อย กล่าวด้วยน้ำเสียงเกียจคร้านทว่าสีหน้ากลับเต็มไปด้วยไอหายนะเย็นะเืดวงตาพราวระยับภายใต้แสงตะเกียงฉายแววเยาะหยันบางๆ
“พ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยจะไปหลอกล่อพวกเขาเดี๋ยวนี้”
“ราตรีมืดมิดแบบนี้ ให้พวกเขาวนเล่นสักหลายๆ รอบหน่อยเล่า”
“พ่ะย่ะค่ะ”