ตอนที่ 3
(11 มกราคม 2556)
“คร่าว ๆ เท่าที่ครูประเมิน เธอต้องถูกตัดคะแนนความประพฤติ 20 คะแนน เพราะว่า ผมยาวเนี่ย 10 คะแนน และก็ชุดนักเรียนไม่เรียบร้อย ขาดหลุดรุ่ยและสกปรก แล้วชายเสื้อยังออกนอกกางเกงอีก ต้องโดนอีก 10”
“ครูจะไปตามครูปกครอง มาบันทึกคะแนนลงระบบก่อน เดินเข้าไปนั่งรอในห้องปกครอง ไป”
สิ้นเสียงครู และครูเดินออกไปตามครูท่านอื่น สติของหนุ่มผอมสูงก็เริ่มหลุดลอย พูดกับตัวเองว่า
“คุณพ่อคุณแม่กำลังจะกลับมา ผมจะทำให้พวกท่านผิดหวังอีกแล้ว ผมทำอะไรก็ไม่ได้เื่ ไม่สร้างประโยชน์เท่าพี่ชายผมเลย ผมจะโดนตัดคะแนนไม่ได้ ชีวิตของผมไม่เหลืออะไรให้ตัดทิ้งแล้ว ครูจะมาตัดคะแนนผมไปอีกไม่ได้”
หนุ่มผอมสูงเดินราวกับร่างไร้ิญญา เดินเลยห้องปกครองไปจนออกนอกโรงเรียน ซึ่ง รปภ. ไม่ได้สนใจเพราะเป็เวลาเลิกเรียนของนักเรียนพอดี
ระหว่างทางกลับบ้าน หนุ่มผอมสูงเดินผ่านอาคารสีแดงหลังหนึ่ง มีผู้คนเดินเข้า-ออกอย่างต่อเนื่อง แม้ปกติแล้วหนุ่มผอมสูงจะไม่สนใจสิ่งรอบข้างรอบตัว แต่เสียงดังโหวกเหวก ผู้คนขวักไขว่ ในมือของทุกคนต่างถือของบางอย่างเต็มทั้งสองมือ หนุ่มผอมสูงจึงเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ
“อ้อ เขากำลังแจกอาหาร แจกข้าวสาร แจกของใช้กันอยู่นี่เอง” หนุ่มผอมสูงยืนมองไม่ใกล้ไม่ไกลจากงาน ตามองตามอาหารอย่างไม่วางตา เขาหิวมาก แต่ก็ไม่ไปรับอาหาร
“แกไม่สมควรได้รับอาหารดี ๆ พวกนี้หรอก” หนุ่มผอมสูงนึกถึงคำพูดของคุณพ่อ
“อยากกิน ก็ทำคะแนนให้มันดี ตอนนี้แกยังทำไม่ได้ ดังนั้น ของพวกนี้ไม่ใช่ของแก” คุณพ่อพูดย้ำ
“ลูกไปตักข้าว ตักแกง และจัดเตรียมของว่างไว้ให้พี่สาวกับพี่ชายลูกเถอะ ทางนี้แม่จะผัดกับข้าวอีกสักอย่าง รอพี่ ๆ ของลูกกลับมากิน” คำพูดของคุณแม่ผุดขึ้นมาในใจหนุ่มผอมสูง
“มาแล้ว เป็ไงบ้าง เหนื่อยมั้ย” แม่ถาม
“ถ้าเหนื่อย ก็นั่งลง พ่อแม่เตรียมกับข้าวไว้ให้หมดแล้ว” แม่พูดอย่างทะนุถนอม
“ส่วนลูก ไปซักผ้ากับรีดผ้ารอ เสร็จแล้วก็ไปอ่านหนังสือ จะได้ฉลาดขึ้นบ้าง ถ้าเสียงทีวีจบลงเมื่อไหร่ ลูกค่อยลงมาหาอะไรที่เหลือกินแล้วกัน แล้วอย่าลืม ล้างจานและเก็บให้เรียบร้อยด้วย พรุ่งนี้พี่ ๆ เขาจะได้ใช้” แม่หันมาพูดกับหนุ่มผอมสูง ซึ่งเป็ลูกชายคนเล็ก หรือลูกคนที่สามของครอบครัว
“เธอต้องถูกตัดคะแนน 20 คะแนน” “จะทำอะไร ก็ให้มันฉลาดหน่อย” เสียงของครูดังขึ้นมาในหัว
หนุ่มผอมสูงได้แต่ยอมรับสิ่งที่ตนเองเป็อยู่ และยืนมองคนแจกอาหารทั้งที่อยากกินมาก
หนุ่มผอมสูงตั้งใจเดินเข้าไปััความรู้สึกของผู้คนแถวนั้นใกล้ขึ้น ใกล้ขึ้น หนุ่มผอมสูงไม่เข้าใจว่าทำไมคนเราถึงแจกข้าวแจกของใช้ของตนเองให้คนอื่น
“พวกเขานำของพวกนี้มาทิ้งขยะเหรอ” หนุ่มผอมสูงไม่ค่อยเข้าใจ
“ทำไม คนพวกนี้ที่มาต่อคิวรับของ เขาสมควรได้รับมันแล้วหรอ เขาทุกคนเป็คนที่คุณพ่อคุณแม่ภาคภูมิใจหมดเลยเหรอ สุดยอดเลย คนเหล่านี้เก่งกว่าเรามากจริง ๆ” หนุ่มผอมสูงสรุปกับตัวเอง
“น้อง มารับข้าวสารกับของใช้มั้ย พี่เห็นน้องยืนมองได้สักพักแล้ว” กวาง นักเรียนหลากหลายทางเพศคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่คู่กับที่นี่มานานหลายปี
“วันนี้ใกล้วันตรุษจีน เป็เทศกาลทิ้งกระจาดประจำปี 2556 ของศาลเ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง เราและชาวบ้านผู้ศรัทธาจำนวนมากร่วมกันบริจาคอาหารและของใช้ที่มีมากพอ แล้วนำมาแจกจ่ายให้กับชาวบ้านโดยรอบชุมชนสามย่าน ทั้งคนสามย่าน คนสวนหลวง นิสิตไทย คนจีน และผู้ศรัทธาจำนวนมากก็มาต่อแถวรับบุญรับของจากเทศกาลทิ้งกระจาดนี้ น้องมาร่วมงานกับเราได้นะ หรือจะแค่มาเปลี่ยนเสื้อผ้าในนี้ก่อนก็ได้ ข้างในอาคารมีห้องเปลี่ยนชุด หรือจะมาขอพรกับองค์เ้าแม่ทับทิมก็ได้ ท่านจะให้พรกับผู้ศรัทธา ท่านรับฟังและช่วยเหลือด้านการงาน การเรียน และความรักได้ดีเลยล่ะ” คุณนก ผู้ดูแลและทายาทผู้สืบทอดศาลเ้าแม่ทับทิมสะพานเหลืองแห่งนี้ พูดอธิบายยืดยาว และเชิญชวนหนุ่มผอมสูงอย่างเป็มิตร
“ผมมาขอพรกับเ้าแม่ทับทิม ไม่ได้มารับของครับ” หนุ่มผอมสูงใกับการต้อนรับของคุณนก ไม่คิดว่าตัวเองจะถูกเชิญชวนให้เข้าร่วมงาน จึงกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปข้างในอาคารที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมจีนแต้จิ๋ว ประดับประดาไปด้วยโคมไฟและผ้าสีแดงตลอดทั้งงาน หนุ่มผอมสูงไม่สนใจคนรอบข้างมากนัก เดินตรงดิ่งเข้าไปถึงตัวอาคารข้างใน
“อื้ม กลิ่นธูป กลิ่นของความไหม้งั้นเหรอ น่าหลงใหลจริง ๆ” หนุ่มผอมสูงตัวสั่น มือสั่น เริ่มควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้ สายตาเริ่มจดจ้องไปที่ผู้คน
“เหมาะมาก ที่นี่เหมาะมาก กลิ่นของความดี การแจกของให้คนอื่นงั้นเหรอ” หนุ่มผอมสูงรำพึงกับตัวเอง
“ถ้าไม่มีความดี ก็จะไม่มีสิ่งไหนให้เทียบว่าเป็ความชั่วถูกมั้ย” หนุ่มผอมสูงคิด
หนุ่มผอมสูงเดินไปหยุดยืนอยู่หน้าองค์เ้าแม่ทับทิม แล้วพูดกับเ้าแม่ว่า
“คุณก็คิดว่าผมแปลก ผมแตกต่างจากคนอื่นเหมือนกันหรือเปล่าครับ ทุกคนบอกว่าผมเกิดมาเป็แบบนี้ ผมเกิดมาไม่เหมือนคนอื่น เป็คนไม่ปกติ บางคนบอกว่าผมไม่ใช่คน ผมเป็ปีศาจ ผมไม่มีทางดีขึ้นได้”
“พรอย่างเดียวที่ผมอยากขอคือ ขอให้ผมไม่กลายเป็ปีศาจ ขอให้ผมโตไปแล้วเหมือนคนอื่น ๆ”
หนุ่มผอมสูงเขียนพรของตัวเองลงบนกระดาษโน้ต “ขอให้ผมไม่กลายเป็ปีศาจ” แล้วสอดไว้ใต้กระถางธูปพระราชทาน หนุ่มผอมสูงหันมองดูนาฬิกา ตอนนี้เวลา 16:46 น.
“กลับได้แล้ว คุณพ่อคุณแม่รออยู่ ผมต้องเตรียมข้าว เตรียมของว่างให้ทันก่อนพี่ ๆ จะกลับบ้าน” พูดกับตัวเองจบ หนุ่มผอมสูงก็เดินด้วยชุดขาดและมอมแมม กลับไปบ้านซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบ 8 กิโลเมตร
(5 สิงหาคม 2560)
“ผมขอยืนยันว่า อาจารย์เลืองวิชญ์ ทำไปด้วยความประสงค์ดีต่อสวัสดิภาพของนาตะวัน และอาจารย์คงอยากจะให้งานพิธีจบลงด้วยความเรียบร้อย” ส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ของ ดร.บรรชง รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต ซึ่งเป็ผู้รับผิดชอบการจัดงาน
“บรรชง พูดไม่ปกป้องนิสิตเลย เอาแต่พูดแก้ตัวให้อาจารย์ที่ล็อคคอ เป็รองอธิการที่ดูแลนิสิตจริงใช่มั้ยเนี่ย” หนุ่มตาโตอ่านบทสัมภาษณ์แล้วหัวเสีย
“ล็อคคอ ด้วยความประสงค์ดีต่อสวัสดิภาพ เหอะ ๆ ท่านรองอธิการบรรชงก็ช่างกล้าพูด”
“ถ้านิสิตประสงค์ดี เป็ห่วงสวัสดิภาพของท่านบ้าง นิสิตจะไปล็อคคอพวกท่านได้มั้ย ก็คงไม่ แล้วพูดกันออกมาได้ยังไง ไม่อายเด็กเลย” หนุ่มตาโตไม่พอใจบทสัมภาษณ์นี้
“อาจารย์เลืองวิชญ์เขาแค่ดึงออกมา เวลามันไปเร็ว เคลื่อนที่เร็ว ผมเชื่อว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ เขาไม่มีพฤติกรรมอย่างงั้นกับเด็ก” รองอธิการบรรชงแก้ตัวให้เพื่อนอาจารย์ต่อ
“โลกสวยมากครับท่านรอง ขนาดมีทั้งภาพ ทั้งคลิป ก็ยังบอกว่าการล็อคคอเป็แค่การดึงออกมาเนี่ยนะ”
“ผมว่านาตะวันจัดเฟรม มีการนัดแนะอยู่แล้ว เตี๊ยมกันกับช่างภาพ” รองอธิการกล่าวถึงนาตะวัน
“เอ้อ แก้ตัวให้เพื่อนอาจารย์แบบสีข้างถลอก แล้วโยนขี้ โยนความผิดทั้งหมดให้นิสิต ท่านรองไม่แก้ตัวให้นาตะวันว่าเขาอาจจะประสงค์ดีต่อเพื่อนนิสิตที่ต้องตากฝนบ้างหรอ หรือบอกว่านาตะวันเป็ห่วงสวัสดิภาพ ไม่อยากให้นิสิตจำนวนมากเป็ไข้บ้างหรอ เลือกข้างชัดเจนเหลือเกิน” หนุ่มตาโตวิจารณ์ท่านรองอย่างตรงไปตรงมา
“แล้วนาตะวันจะไปตรัสรู้ได้ยังไง ว่าจะมีอาจารย์จากไหนก็ไม่รู้มาล็อคคอเพื่อนของเขา แล้วจะไปตรัสรู้ได้ยังไงว่าอาจารย์จะไปล็อคคอเพื่อนคนไหน และล็อคคอตรงไหน มันจะนัดแนะกันได้ยังไง”
“เฮ้อ... คนเป็ครูบาอาจารย์ ความผิดนิสิตเท่าูเา ส่วนความผิดพวกเราเท่าเส้นขนจริง ๆ”
“บรึน บรึน” เสียงคันเร่งมอเตอร์ไซค์ดังก้องไปทั่วตึกเก่า คณะรัฐศาสตร์
ชายวัยรุ่นสองคนขับรถมอเตอร์ไซค์เข้ามาในพื้นที่ห้ามจอด ทำให้เ้าหน้าที่ รปภ. ของคณะรัฐศาสตร์มองด้วยความสงสัยไปที่พวกเขา
“มึงมองหน้าทำไม มีปัญหาเหรอ มึงเป็แค่ยาม” ชายวัยรุ่นพูดหยาบคายใส่ รปภ.
ชายวัยรุ่นสองคนนี้ลงรถ และเดินเข้าไปในโรงอาหารคณะรัฐศาสตร์ แล้วะโถามเชิงข่มขู่ว่า
“นาตะวันอยู่ไหน”
ชายสองคนเดินตามหารอบโรงอาหาร และใต้ตึกคณะ
“ไอ้นาตะวันอยู่ตรงไหน บอกมา” ชายสองคนถามเพื่อน ๆ ของนาตะวัน แต่ก็ไม่มีใครตอบกลับไป
เมื่อไม่ได้คำตอบ ชายทั้งสองคนก็รีบกลับไปขึ้นมอเตอร์ไซค์ และขี่ออกไป
“อะไรกันเนี่ย ประเทศไทยมันป่าเถื่อนขนาดนี้เลยเหรอ เมื่อกี้น่ากลัวมาก อันตรายมาก” หนุ่มตาโตที่นั่งกินข้าวอยู่ในโรงอาหารคณะรัฐศาสตร์ตอนนั้นใ และรู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างมาก
“ขนาดตัวเราไม่ใช่นาตะวัน เมื่อกี้ยังทำตัวไม่ถูกเลย น่ากลัวมาก แล้วตัวนาตะวันจะรู้สึกยังไง คนจำนวนมากจำหน้าตาเขาได้ด้วย” หนุ่มตาโตแสดงความเป็ห่วงเพื่อนร่วมมหาลัย
ไม่นานหลังจากนั้น นาตะวันโพสต์เฟซบุ๊กว่า
“ขอโอกาสให้ผมเถอะครับ ถือว่าให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้พิสูจน์ตัวเอง ถ้าเห็นต่างก็ไม่เป็ไร แต่เราควรจะมาพูดคุยกัน”
“อย่าทำให้โลกและคนทั้งหลายเห็นว่า สังคมเรามันมาเฟียป่าเถื่อน อะไร ๆ ก็ใช้แต่ความรุนแรง”
หนุ่มตาโตอ่านแล้วก็เห็นด้วย “ผมก็หวังให้เป็เช่นนั้น”
นาตะวันโพสต์ระบายความรู้สึกว่า
“ผมกลัว ผมกลัวมากครับ แต่ผมจะสู้ต่อไป ขอให้เพื่อน ๆ มาช่วยกันด้วย”
“เราจะใช้สันติวิธี เราเชื่อว่าการชนะความเกลียดต้องใช้ความรัก และความเคารพในสิทธิของคนอื่น”
หนุ่มตาโตอ่านแล้วเป็ห่วง และตลอดการติดตามข่าวสารใน่สองสามวันนี้ หนุ่มตาโตรู้สึกว่านาตะวันและเพื่อนไม่ได้รับความเป็ธรรมจากมหาลัยและสังคม
“ทำไม ข่าวมันรุนแรง และสร้างความเกลียดชังได้ขนาดนี้”
“ทำไม การเลือกเดินออกจากพิธี ไม่เลือกตากฝนต่อ ถึงโดนตามด่าทั้งในเน็ตและในชีวิตจริงขนาดนี้”
หนุ่มตาโตไม่สบายใจ หลังสอบปลายภาคครึ่งบ่ายเสร็จ จึงเดินไปศาลเ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง เพื่อมาขอผ่อนคลายความทุกข์ และขอพรบางอย่าง
หนุ่มตาโตพูดต่อหน้าเ้าแม่ว่า “ผมไม่ได้รู้จักนาตะวันและเพื่อนของเขา เท่าที่ผมติดตาม พวกเขามีจิตใจดี มีเจตนาดี แต่สังคมยังไม่เข้าใจพวกเขา และพวกเขาก็กำลังเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก ผมเป็เพียงคนหนึ่งที่คอยช่วยให้กำลังใจอยู่ตรงนี้ อยากจะขอให้เ้าแม่ช่วยเหลือพวกเขาด้วย”
หนุ่มตาโตหยิบกระดาษโน้ตขึ้นมาเขียนว่า “ขอให้สังคมรับฟังและโอบรับพวกเขาอย่างมีไมตรีจิต”
หนุ่มตาโตเหลือบดูนาฬิกา เวลาตอนนี้คือ 16:46 น. เขาจะรีบกลับบ้าน จึงยกกระถางธูปและตั้งใจจะนำกระดาษโน้ตที่จะขอพรไว้ใต้กระถาง
“เฮ้ย กระดาษอะไรอ่ะ มีคนมาเขียนขอพรตรงนี้ก่อนเราด้วย”
หนุ่มตาโตเห็นข้อความบนกระดาษใบนั้น
“ขอให้ผมไม่กลายเป็ปีศาจ”
“พรอะไรของเขา ใครเขียนเนี่ย ปีศาจอะไรกัน” หนุ่มตาโตกำลังจะนำกระดาษโน้ตใบที่เพิ่งพบกลับไปไว้ใต้กระถางเหมือนเดิม
“อ้าว กระดาษหายไปไหน” กระดาษโน้ตใบนั้นหายไปไหนไม่รู้ต่อหน้าต่อตา