รัตติกาลเข้าครอบงำเมืองชิงเฟิงอย่างสมบูรณ์แบบ แสงจันทร์เสี้ยวที่เคยสาดส่องลงมาถูกบดบังด้วยเมฆครึ้มหนาทึบ ราวกับ์จงใจปิดตาเพื่อมิให้เห็นการนองเืและการชิงไหวชิงพริบที่กำลังจะอุบัติขึ้นในเงามืด
ภายในเรือนพักท้ายจวนตระกูลมู่ บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไร มู่เฟิงยังคงหลับสนิทอยู่บนเตียงไม้ ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอและสงบลงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่ 'ผลึกน้ำแข็งดารา' ของมู่เฉินได้เข้าไปสะกดข่มการลุกลามของพิษสลายิญญาเอาไว้
มุมหนึ่งของห้องที่มืดมิดที่สุด ปรากฏเงาร่างสายหนึ่งยืนนิ่งไม่ไหวติงราวกับรูปสลักหิน มู่เฉินในชุดคลุมยาวสีดำสนิทที่ปกปิดมิดชิดั้แ่หัวจรดเท้า กำลังหลับตาและปรับแต่งลมปราณของตนเองเป็ครั้งสุดท้าย
"กลิ่นอายของข้าในยามนี้ ต่อให้เป็ผู้าุโระดับเก้าก็ไม่อาจจับััได้ ทว่าหากต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือขั้นหล่อหลอมรากฐาน ข้าจำต้องระมัดระวังให้หนัก" มู่เฉินพึมพำกับตนเองเสียงแ่
ภายใต้ภายใต้ผ้าคลุมสีดำ ใบหน้าที่หล่อเหลาและเยาว์วัยถูกซ่อนเร้นไว้อย่างมิดชิด เคล็ดวิชา 'กลืนดารา์' ถูกโคจรในรูปแบบการ 'บิดเบือน' อย่างเต็มสูบ ปราณดาราสีดำประกายเงินในจุดตันเถียนแผ่ซ่านออกมารอบกายคล้ายกับม่านหมอกจางๆ มันบดบังกลิ่นอายแห่งความเยาว์วัย และสับเปลี่ยนเป็ความเก่าแก่ หนักอึ้ง และลึกล้ำดุจห้วงอวกาศอันเป็นิรันดร์ ยิ่งผนวกเข้ากับเศษเสี้ยวของไอพิษสลายิญญาที่เขาดูดซับมาไว้รอบนอก ยิ่งส่งให้เขาดูประหนึ่ง 'ปรมาจารย์เฒ่าผู้ฝึกวิชาพิษและเร้นกายมานับร้อยปี'
"เอาล่ะ... ถึงเวลาที่ดาราทมิฬจะต้องเริ่มกลืนกินขุมทรัพย์ของเมืองนี้แล้ว"
ฟุ่บ!
มู่เฉินมิได้เปิดประตู ทว่าเขาใช้เคล็ดวิชา 'ก้าวเท้าดารา' พลิกตัวพุ่งทะยานออกไปทางหน้าต่างที่แง้มไว้เพียงเล็กน้อย ร่างของเขาประสานเข้ากับเงามืดของรัตติกาลอย่างแเี ไร้ซึ่งเสียงลมพัด ไร้ซึ่งร่องรอยการเคลื่อนไหวของฝีเท้า ราวกับเขาเป็เพียงิญญาเร่ร่อนดวงหนึ่ง
เขาเหยียบลงบนกิ่งไม้ใหญ่หลังเรือนพัก ก่อนจะดีดตัวขึ้นสู่หลังคาจวนตระกูลมู่ด้วยความเบาหวิว
บนกำแพงและหอคอยระวังภัยของตระกูลมู่ มีเวรยามเดินตรวจตราอย่างเข้มงวด องครักษ์เหล่านี้ส่วนใหญ่มีระดับพลังอยู่ที่ขั้นรวบรวมปราณระดับสามถึงระดับสี่ ทว่าในสายตาของมู่เฉินที่บรรลุถึงระดับห้าขั้นสูงสุด ทั้งยังมีประสาทััที่เฉียบแหลมจากศิลาดารา การเคลื่อนไหวของเวรยามเหล่านี้ช่างเต็มไปด้วยช่องโหว่และเชื่องช้าเสียเหลือเกิน
‘พวกสุนัขรับใช้ของผู้าุโรอง... มีตาแต่ก็ประดุจคนตาบอด’ มู่เฉินแค่นเสียงในใจ
เขาก้าวเดินไปตามสันหลังคาด้วยความเร็วที่เหนือล้ำ ร่างสีดำกลมกลืนไปกับกระเื้ัคาสีเข้ม เมื่อมีเวรยามเดินหันหน้ามาทางเขา มู่เฉินเพียงแค่ทิ้งตัวลงแนบกับร่มเงาของปล่องไฟ ปราณดาราจะทำการดูดกลืนแสงและเสียงรอบข้างจนหมดสิ้น ทำให้เวรยามเดินผ่านไปโดยไม่เอะใจแม้แต่น้อย
เพียงไม่ถึงครึ่งก้านธูป มู่เฉินก็สามารถลอบทะลวงผ่านแนวป้องกันที่แ่าที่สุดของตระกูลมู่ และกระโจนข้ามกำแพงสูงสิบจั้งออกสู่ถนนสายรองของเมืองชิงเฟิงได้อย่างไร้ร่องรอย ทิ้งจวนตระกูลมู่ที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีไว้เื้ั
...
เมืองชิงเฟิงยามราตรี ช่างแตกต่างจากป่าอสูรหมอกทมิฬอย่างสิ้นเชิง
หากป่าอสูรคือนรกที่เต็มไปด้วยการนองเืและสัญชาตญาณดิบ เมืองชิงเฟิงก็คือนรกที่ถูกประดับประดาด้วยแสงไฟและกิเลสตัณหา ถนนสายหลักยังคงสว่างไสวด้วยโคมไฟสีแดงและหินเรืองแสงที่ประดับตามสองข้างทาง เสียงดนตรี เสียงหัวเราะ และกลิ่นสุราเนื้อย่างลอยคละคลุ้งมาจากหอคณิกาและโรงเตี๊ยม ผู้ฝึกยุทธ์ที่เพิ่งกลับจากการล่าสัตว์อสูรต่างพากันมาผลาญเงินเพื่อระบายความตึงเครียด
มู่เฉินมิได้เดินปะปนไปกับฝูงชนในถนนสายหลัก เขาเลือกที่จะเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยที่มืดมิดและแคบชัน สถานที่เหล่านี้มักเป็แหล่งมั่วสุมของเหล่ามิจฉาชีพและคนจรจัด
ระหว่างที่เดินผ่านตรอกแห่งหนึ่ง ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่สองคนที่มีรอยแผลเป็เต็มใบหน้าและมีกลิ่นอายระดับสาม แสยะยิ้มก้าวออกมาขวางทางมู่เฉิน พวกมันเห็นเพียงคนสวมชุดคลุมดำที่ดูโดดเดี่ยวและน่าจะมีของมีค่าซุกซ่อนอยู่
"เฮ้ย ตาเฒ่า! ดึกป่านนี้มาเดินเตาะแตะอันใดแถวนี้ ส่งถุงเงินของเ้ามาซะดีๆ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว!" หนึ่งในชายฉกรรจ์ชักมีดสั้นออกมาข่มขู่
มู่เฉินหยุดฝีเท้า เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองพวกมันด้วยซ้ำ ภายใต้ฮู้ดสีดำ มีเพียงเสียงถอนหายใจที่เย็นเยียบและแหบพร่าดุจเสียงลมพัดผ่านสุสาน
"สวะที่รนหาที่ตาย... มีอยู่ทุกหนทุกแห่งจริงๆ"
สิ้นคำกล่าว มู่เฉินเพียงแค่ปลดปล่อยเศษเสี้ยวของ 'ปราณดารากดทับ' ผสานกับ 'ไอพิษสลายิญญา' ออกมาจากปลายแขนเสื้อเพียงเล็กน้อยเท่านั้น!
ครืนนน!
มวลอากาศในตรอกที่คับแคบพลันเย็นเยือกจับขั้วหัวใจ! ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนรู้สึกราวกับมีขุนเขาน้ำแข็งหล่นทับลงมาบนบ่า ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงไปคุกเข่ากระแทกพื้นอย่างรุนแรง! มีดสั้นในมือร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังแคร้ง สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือกลิ่นอายเหม็นเน่าที่พุ่งเข้าจมูก ทำให้พวกมันรู้สึกประหนึ่งเส้นชีพจรถูกกัดกร่อนจนหายใจไม่ออก!
"อึก... ป... ปีศาจ! ท... ท่านปรมาจารย์ โปรดละเว้นชีวิตพวกเราด้วย! ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่!" พวกมันโขกศีรษะลงกับพื้นดินที่สกปรกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเือาบหน้า ความเย่อหยิ่งเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น หลงเหลือเพียงความหวาดผวาระดับิญญาหลุดลอย
มู่เฉินไม่ได้ลงมือปลิดชีพพวกมันให้แปดเปื้อนมือ เขาเพียงแค่รั้งกลิ่นอายกลับคืนมา และก้าวเดินข้ามร่างที่สั่นงันงกของพวกมันไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งให้ชายฉกรรจ์ทั้งสองนอนหอบหายใจรวยรินอยู่บนพื้น ราวกับเพิ่งรอดพ้นจากการถูกกระชากิญญาลงสู่ปรโลก
‘นี่แหละคืออำนาจ... ในโลกนี้ หากเ้าแสดงความอ่อนแอ สุนัขยังกล้าเห่าหอนใส่ ทว่าหากเ้าทอดทิ้งความปรานีและแสดงความน่าเกรงขามที่เหนือกว่า... แม้แต่มัจจุราชยังต้องหลีกทาง’ มู่เฉินตกผลึกในใจ
เขาเดินลัดเลาะต่อไปอีกไม่นาน ในที่สุด เบื้องหน้าของเขาก็ปรากฏอาคารที่ยิ่งใหญ่และโอ่อ่าที่สุดในเมืองชิงเฟิง!
'หอประมูลจันทรา'
อาคารทรงแปดเหลี่ยมสูงห้าชั้น สร้างขึ้นจาก 'หินหยกขาว' ที่สลักลวดลายเมฆาและดวงจันทร์อย่างวิจิตรบรรจง หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีน้ำเงินเข้มที่ทอประกายระยิบระยับยามต้องแสงไฟ บนยอดสุดของอาคารมีสัญลักษณ์รูป 'จันทร์เสี้ยวสีทองคำ' ขนาดใหญ่ตั้งตระหง่าน บ่งบอกถึงความมั่งคั่งและอำนาจบารมีที่เหนือกว่าตระกูลใดๆ ในเมืองนี้
แม้จะเป็ยามวิกาล ทว่าหอประมูลจันทรายังคงคึกคัก บริเวณลานด้านหน้าสว่างไสวด้วยคบเพลิงหินเวทมนตร์ รถม้าที่เทียมด้วยสัตว์อสูรระดับหนึ่งอันหรูหราของเหล่าขุนนางและเศรษฐี จอดเรียงรายกันอย่างเป็ระเบียบ
ทางเข้าหลักถูกปูด้วยพรมสีแดงกำมะหยี่ มีผู้คุ้มกันสวมชุดเกราะสีเงินวาววับยืนเฝ้าอยู่นับสิบคน แต่ละคนล้วนแผ่กลิ่นอายขั้นรวบรวมปราณระดับห้าถึงระดับหก! เพียงแค่ยามรักษาการณ์หน้าประตู ยังแข็งแกร่งเทียมเท่ากับองครักษ์ชั้นยอดของตระกูลมู่เสียด้วยซ้ำ! นี่คือเครื่องยืนยันถึงขุมกำลังอันมหาศาลของหอประมูลแห่งนี้
มู่เฉินมิได้เดินไปที่ทางเข้าหลักซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน สายตาของเขามองไปที่ประตูเล็กด้านข้าง ซึ่งทำจากไม้สีดำทึบและมีป้ายทองคำสลักไว้ว่า ‘โถงประเมินราคาสินค้าระดับสูง และ แขก ระดับพิเศษสูงสุด ’ ทางเข้านี้เงียบสงบกว่ามาก ทว่ายามรักษาการณ์ที่ยืนเฝ้าอยู่สองคน กลับมีระดับพลังที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า พวกมันคือผู้ฝึกยุทธ์ระดับเจ็ด! สายตาของยามทั้งสองคมกริบดุจพญาเหยี่ยว กวาดมองผู้คนที่ผ่านไปมาอย่างระแวดระวัง
มู่เฉินปรับท่าทางการเดินให้เชื่องช้า ทว่าหนักแน่นและกังวานลึก ทุกย่างก้าวของเขาแฝงไปด้วยจังหวะที่ทำให้ลมปราณรอบข้างสั่นไหว เขาเดินตรงดิ่งเข้าไปยังประตูประเมินราคานั้น
"หยุดก่อน!"
ยามรักษาการณ์ระดับเจ็ดทั้งสองคนยกง้าวยาวที่สลักลวดลายอักขระเวทมนตร์ขึ้นไขว้กัน ขวางทางมู่เฉินเอาไว้ทันที สายตาของพวกมันจ้องมองชายในชุดคลุมดำที่ดูซอมซ่อและปกปิดใบหน้าด้วยความเคลือบแคลงใจ
"ที่นี่คือโถงประเมินราคาสินค้าระดับสูงและช่องทางสำหรับแขก ระดับพิเศษสูงสุด ของหอประมูลจันทรา! หาก้าซื้อขายสมุนไพรพื้นๆ หรือของป่าทั่วไป จงไปต่อแถวที่ประตูด้านหลัง! ที่นี่ไม่ต้อนรับคนพเนจรหรือขอทาน!" ยามคนซ้ายเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดันและเหยียดหยาม
พวกมันคุ้นเคยกับพวกลักลอบขุดสุสานหรือทหารรับจ้างปลายแถวที่มักจะแต่งตัวลึกลับเพื่อมาเสนอขายเศษขยะอยู่บ่อยครั้ง จึงไม่คิดจะให้เกียรติชายชุดดำตรงหน้า
มู่เฉินหยุดยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าคมง้าว ภายใต้ผ้าคลุมสีดำ ริมฝีปากของเขาเหยียดยิ้มเ็า
‘พวกสุนัขเฝ้าประตู... ไม่ว่ายุคสมัยใด หรือสถานที่ใด สันดานชอบดูถูกคนจากเปลือกนอกก็มิเคยแปรเปลี่ยน’
มู่เฉินไม่ได้เปล่งเสียงโต้เถียง เขาเพียงแค่เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ั์ตาสีรัตติกาลที่ทอประกายลี้ลับจ้องมองผ่านความมืดมิดของฮู้ดเข้าไปในดวงตาของยามทั้งสอง
"พวกเ้า... มีตาแต่หามีแววไม่ กล้าขวางทางข้าเชียวหรือ?"
น้ำเสียงของเขาถูกดัดให้แหบพร่าและกังวานลึกประดุจเสียงสะท้อนจากก้นหุบเหว มันไม่ได้ดังกึกก้อง ทว่ากลับแทรกซึมเข้าไปกระแทกโสตประสาทของยามทั้งสองโดยตรง!
พร้อมกันนั้น มู่เฉินมิได้สะกดข่มพลังอีกต่อไป! เขาปลดปล่อย 'กลิ่นอายแห่งดาราทมิฬ' ที่ถูกดัดแปลงให้กลายเป็ความเก่าแก่และป่าเถื่อน ผสมผสานกับ 'ไอพิษสลายิญญา' พวยพุ่งออกจากร่างอย่างฉับพลันประดุจเขื่อนแตก!
บูมมมม!!!
อากาศรอบบริเวณประตู ระดับพิเศษ พลันบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง! แรงกดดันมหาศาลที่หนักอึ้งดุจดวงดาวร่วงหล่น กดทับลงบนร่างของยามรักษาการณ์ระดับเจ็ดทั้งสองคนในชั่วพริบตา!
"อั้ก!!"
ยามทั้งสองเบิกตาถลนจนแทบหลุดออกจากเบ้า ความเย่อหยิ่งเมื่อครู่ปลิวหายไปกับสายลม! ง้าวในมือของพวกมันหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยเหล็กหมื่นชั่งจนต้องปล่อยให้ร่วงหล่นลงกระแทกพื้น
กลิ่นอายที่พวกมันััได้นั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าผู้าุโระดับเก้าของหอประมูลเสียอีก! มันเต็มเปี่ยมไปด้วยความมืดมิดที่กลืนกินทุกสิ่ง และความเย็นะเืของพิษร้ายที่เพียงแค่สูดดมก็รู้สึกประหนึ่งอวัยวะภายในกำลังจะเน่าเปื่อย!
‘ก... กลิ่นอายเช่นนี้! น... นี่มันปรมาจารย์เฒ่าระดับสลายิญญา หรือยอดคนจากนิกายใหญ่ที่ใดกัน! เหตุใดถึงมีจิตสังหารที่น่ากลัวถึงเพียงนี้!’
ยามทั้งสองไม่อาจต้านทานแรงกดดันทางจิติญญาและปราณดาราได้ ขาทั้งสองข้างของพวกมันสั่นระริก ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่ากระแทกพื้นหินอย่างแรงจนเืซึมออกมา! ร่างกายของพวกมันอาบชโลมไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ หอบหายใจอย่างตะกละตะกลามประดุจปลาขาดน้ำ
"ท่านปรมาจารย์! โป... โปรดระงับโทสะ! ข... ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่! ขอท่านปรมาจารย์โปรดอภัยให้สุนัขตาบอดอย่างพวกเราด้วยเถิด!" ยามคนซ้ายละล่ำละลักอ้อนวอนด้วยความหวาดผวาสุดขีด โขกศีรษะลงกับพื้นจนหน้าผากแตก
ความโกลาหลที่อุบัติขึ้นหน้าประตู ระดับพิเศษ แม้จะถูกมู่เฉินจำกัดขอบเขตของแรงกดดันไว้ ทว่าความผันผวนของปราณที่รุนแรงเช่นนี้ ย่อมไม่อาจหลุดรอดจากััของยอดฝีมือที่อยู่ภายในหอประมูลจันทราไปได้!
"ผู้ใดบังอาจมาแสดงอำนาจหน้าหอประมูลจันทรา!"
เสียงตวาดอันทรงพลังที่แฝงไปด้วยลมปราณขั้นรวบรวมปราณระดับแปดขั้นสูงสุด ดังก้องออกมาจากภายในประตูไม้สีดำ พร้อมกับร่างของชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมผ้าไหมสีทองอร่ามที่พุ่งทะยานออกมาอย่างรวดเร็ว!
เขาคือ 'ผู้จัดการลู่' หนึ่งในผู้ดูแลระดับสูงของหอประมูลจันทรา! ใบหน้าของเขามีรอยแผลเป็เล็กๆ ที่หางตา แววตาคมกริบดุจพญาอินทรี เขาพุ่งออกมาพร้อมกับรังสีฆ่าฟันหมายจะสั่งสอนผู้ที่กล้ามาก่อกวน
ทว่า... ทันทีที่ผู้จัดการลู่พุ่งทะยานออกพ้นประตูและปะทะเข้ากับ 'ม่านแรงกดดัน' ที่มู่เฉินแผ่ออกมา ร่างของเขาที่กำลังลอยอยู่กลางอากาศก็ถึงกับชะงักงันค้างเติ่ง!
รูม่านตาของผู้จัดการลู่หดเล็กลงเท่ารูเข็ม! ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัดจนดับมอด!
‘ปราณที่หนักอึ้งดุจขุนเขาและเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพิษพันปีเช่นนี้... นี่มันมิใช่พลังของผู้ฝึกยุทธ์ระดับเจ็ดหรือแปดทั่วไป! กลิ่นอายความเก่าแก่นี้... หรือว่าจะเป็... ปรมาจารย์โอสถพิษระดับสูงที่เร้นกายฝึกตนอยู่บนยอดเขา!’
ในโลกของผู้ฝึกตน 'ปรมาจารย์โอสถ' คือตัวตนที่สูงส่งและน่าเกรงขามที่สุด ไม่มีตระกูลใดกล้าล่วงเกิน เพราะพวกเขาคือผู้กุมชะตาชีวิตความตายของผู้คน ยิ่งเป็ปรมาจารย์ที่ใช้วิชาพิษ ยิ่งอันตรายและเอาแน่เอานอนไม่ได้!
ผู้จัดการลู่เป็คนฉลาดหลักแหลม มันรีบรั้งลมปราณของตนเองกลับอย่างรวดเร็วจนแทบจะเกิดลมปราณตีกลับ มันรีบก้าวลงมายืนบนพื้นอย่างนอบน้อมที่สุด ใบหน้าที่เคยดุดันแปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้มประจบสอพลอในพริบตา!
"เรียนท่านปรมาจารย์! ผู้น้อย 'ลู่เฉิง' เป็ผู้จัดการดูแลโถงประเมินแห่งนี้ สุนัขรับใช้พวกนี้โง่เขลาเบาปัญญา ล่วงเกินท่านปรมาจารย์เข้า ผู้น้อยต้องกราบขออภัยแทนพวกมันด้วยขอรับ!" ผู้จัดการลู่ประสานมือโค้งคำนับมู่เฉินจนหลังแทบจะขนานกับพื้น ท่ามกลางความตื่นตะลึงของเหล่ายามที่ยังคงคุกเข่าสั่นเทาอยู่
มู่เฉินในชุดคลุมดำยืนนิ่งไม่ไหวติง เขาจงใจปล่อยความเงียบให้กดดันจิตใจของผู้จัดการลู่อยู่หลายอึดใจ ก่อนจะค่อยๆ รั้งกลิ่นอายปราณดาราและไอพิษกลับเข้าสู่จุดตันเถียนอย่างแเี
บรรยากาศที่หนักอึ้งสลายตัวไป ผู้จัดการลู่ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทว่าเหงื่อยังคงไหลซึมเต็มแผ่นหลัง
"หอประมูลจันทราอันยิ่งใหญ่... กลับมีสุนัขเฝ้าประตูที่ชอบเห่าหอนไล่แขกเสียจริง หากมิใช่เพราะข้ามีของ 'เล็กๆ น้อยๆ' ที่อยากจะระบายออกไป ข้าคงทำลายประตูนี่ทิ้งไปแล้ว" น้ำเสียงแหบพร่าและเย็นเยียบของมู่เฉินดังก้องลอดฮู้ดออกมา
ผู้จัดการลู่ตาพองโต คำว่า 'ของเล็กๆ น้อยๆ' จากปากของปรมาจารย์ระดับนี้ ย่อมต้องเป็สมบัติที่ประเมินค่ามิได้อย่างแน่นอน! ความโลภและสัญชาตญาณพ่อค้าของมันพุ่งทะยาน!
"เป็ความผิดของผู้น้อยเองขอรับ! ขอท่านปรมาจารย์โปรดระงับโทสะ และเชิญก้าวเข้ามาด้านในห้อง ระดับพิเศษเถิดขอรับ! ผู้น้อยจะให้ผู้ประเมินระดับสูงสุดของหอประมูล มารับใช้ท่านด้วยตนเอง!" ผู้จัดการลู่รีบผายมือเชิญอย่างนอบน้อมที่สุด พร้อมกับถลึงตาใส่ยามทั้งสอง "พวกแกยังไม่รีบไสหัวไปให้พ้นหน้าท่านปรมาจารย์อีก! พรุ่งนี้ไปรับโทษโบยที่หอวินัย!"
ยามทั้งสองรีบคลานหนีไปอย่างรวดเร็วราวกับสุนัขหนีตาย
มู่เฉินแค่นเสียงในลำคอด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง เขาตวัดชายผ้าคลุมสีดำ ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูไม้สีดำเข้าไปในหอประมูลจันทราอย่างสง่างาม โดยมีผู้จัดการลู่เดินค้อมหลังนำทางไปอย่างระมัดระวัง
‘มัจฉาหลงกลแล้ว...’ มู่เฉินแสยะยิ้มภายใต้เงามืด