รักนี้ที่ผูกพัน (จบ)

    บทที่ 6

    ลิซซี่จำต้องฝืนยิ้มเข้าไว้ รู้อยู่แก่ใจว่าเธอจะไปเตือนความทรงจำของเขาขึ้นมาได้อย่างไร ในเมื่อเรื่องทั้งหมดนั้นมันล้วนแต่เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเองทั้งสิ้น แต่ถ้าเขาจะเกิดนึกอะไรขึ้นมาได้ ก็ขอแต่เพียงอย่าให้มันเป็นเรื่องที่ผิดพลาดก็แล้วกัน ซึ่งตรงจุดนี้เธอออกจะแน่ใจว่าสามารถอ่านใจเขาได้อย่างถูกต้องอยู่แล้ว..“หลังจากนั้นเราก็มีโอกาสได้พูดจากัน” เธอกล่าวต่อ “และคุณก็ยังบอกให้ฉันคำนวณค่าใช้จ่ายในการที่จะตกแต่งห้องชุดสำนักงานขนาดหกห้องมาให้ด้วย และฉันก็ยังแย้งคุณด้วยว่า ฉันคงจะประเมินราคาอะไรไม่ได้ ถ้าไม่ได้เห็นห้องที่จะตกแต่งนั่นเสียก่อนคุณพอจำได้บ้างหรือยังล่ะคะ? ”“ถ้าจะให้ผมพูดอย่างตรงไปตรงมาเลยก็คือ ...ผมจำไม่ได้หรอก“เอ้อ ...ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรอีกนั่นแหละค่ะ ฉันแวะไปที่สำนักงานของคุณวันหนึ่ง แต่ปรากฏว่าวันนั้นคุณไม่อยู่ แต่ฉันก็ยังมีโอกาสได้เห็นห้องชุดของคุณ พอกลับมาถึงสำนักงาน ฉันก็เขียนจดหมายถึงคุณฉบับหนึ่ง ซึ่งอีกสองอาทิตย์ต่อมาคุณก็ตอบจดหมายฉบับนั้น โดยบอกว่ายินดีรับข้อเสนอที่ฉันยื่นไปให้ทุกอย่าง หลังจากนั้นฉันก็ยังเขียนจดหมายไปบอกคุณอีกว่า คงจะยังเริ่มต้นทำงานให้คุณไม่ได้จนกว่าจะถึงวันที่ 1 เมษาฯ ซึ่งหลังจากนั้นแล้วฉันก็ไม่เคยได้รับจดหมายตอบจากคุณอีกเลย ซึ่งทำให้ฉันเหมาเอาเองว่าคุณได้ตอบตกลงฉันมาแล้ว”เมื่อบริกรเดินกลับมาอีกครั้ง เธอสั่งวีล ส่วนไมเคิลบอกกับบริกรผู้นั้นว่า ของเขาเหมือนเดิม ซึ่งสร้างความหวั่นไหวให้เกิดขึ้นกับลิซซี่อีกครั้ง แต่ก็เป็นเพียงชั่วครู่สั้นๆ เท่านั้น มันเป็นธรรมดาอยู่แล้วที่เจ้าของสำนักพิมพ์ใหญ่อย่างเขาจะต้องรู้จักร้านอาหารที่มีชื่อเสียงทั่วนิวยอร์ก เพียงแต่ว่าเจ้าของสำนักพิมพ์ผู้มีชื่อเสียงคนนั้นชื่อไมเคิล วูลฟ์ ที่เดินทางมาจากวิลสัน ครี๊ก เท่านั้น ...ซึ่งประเด็นหลังนี้ที่ทำให้ลิซซี่ลำบากใจยิ่งนัก เธอไม่ต้องการปรับความเชื่อที่เคยมีต่อชายหนุ่มผู้นี้เสียใหม่ มันคงจะง่ายกว่าหลายเท่านักถ้าทุกสิ่งที่เขาปฏิบัติต่อเธอจะยืนยันถึงความคิดในแง่อคติที่เธอมีต่อเขา“อันที่จริงเรื่องอย่างนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นกับฉันเลยนะคะ” เธอบังคับตัวเองให้กล่าวต่อ เพราะขณะนี้มันไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอีกแล้ว “มันไม่น่าเป็นไปได้เลยที่ลูกค้าจะหลงลืมเสียสนิทว่าได้ว่าจ้างให้ฉันทำงานให้ แต่ก็ช่างเถอะค่ะ ไม่ใช่ปัญหาอะไรหรอก ฉันก็ไม่ได้คิดขุ่นเคืองอะไรด้วย...”“ดี...” เขาพูดห้วนๆ ขณะยกแก้วมาร์ตินี้ขึ้นจับตามองหน้าเธอผ่านขอบแก้วใบนั้นอยู่ ลึกลงไปในใจลิซซี่ไม่อยากให้ตัวเองต้องสังเกตเห็นแววในดวงตาคู่นั้นเลย ถ้าเธอเป็นนักเขียนและจำเป็นจะต้องติดต่อเพื่อธุรกิจการงานกับผู้ชายอย่างไมเคิล วูลฟ์อยู่เป็นประจำแล้ว เธอคงจะต้องหาทางไม่ยอมประสานสายตากับเขาแน่“คือ...ผมกำลังมีความคิดอยู่ว่า ถ้าไอแซค เพิร์ล มีความเห็นอยู่ว่าคุณสามารถตกแต่งห้องทำงานของผมเสียใหม่ได้ ผมก็คิดว่ามันก็น่าดีจริงอย่างที่เขาว่า”“ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่า...” ลิซซี่อึ้งตะลึงตะไลไปในทันทีตกอยู่ในสภาพพูดอะไรไม่ออก“ก็หมายความว่าผมยอมตกลงในเงื่อนไขไงล่ะมิสเกสท์” ไมเคิลพูดด้วยน้ำเสียงบอกความเต็มอกเต็มใจ แต่ใบหน้ามิได้มีรอยยิ้มฉายฉาบอยู่แม้แต่น้อย “ผมคงไม่ขัดข้องอะไรหรอก”“เอ้อ..คุณหมายความว่า...เอ้อ...ฉันหมายถึงว่า...”"คุณเอาสัญญามาให้ผมก็แล้วกัน แล้วเราจะได้ร่วมกันพิจารณาทีละข้อ เวลาที่คุณรับงานคุณต้องทำสัญญาก่อนใช่ไหมล่ะ? ”“ใช่ค่ะ ฉันต้องทำยังงั้นอยู่แล้ว ฉัน ...”เธอไม่อาจพูดต่อได้อีก ในที่สุดเขากลับมาเป็นฝ่ายต้อนเธอเข้าจนได้ ลิซซี่กระแอมเบาๆ ก่อนจะนึกได้ว่าเธอจะต้องแสดงบทบาทของมัณฑนากรสาวผู้มีชื่อเสียงแห่งแมนฮัตตัน“เอ้อ ...ฉันขอตัวสักครู่นะคะ”เมื่อพูดจบเธอก็ลุกขึ้นจากโต๊ะเดินตรงไปยังห้องน้ำสำหรับสุภาพสตรี ซึ่งภายในห้องที่ลับตาคนนั้น เธอฉลองชัยชนะของตัวเองด้วยการถอดวิกผมสีดำออก และลงมือเกาหนังศีรษะให้หายคันจนหนำใจ หลังจากระเบิดเสียงหัวเราะออกมาด้วยความปลาบปลื้มยินดีกับชัยชนะของตนเองแล้ว เธอจึงได้สวมวิกเสียใหม่กลายร่างเป็นนักออกแบบตกแต่งภายในผู้งามสง่าแห่งนิวยอร์กอีกครั้งเมื่อเธอเดินกลับไปที่โต๊ะ ก็พบว่าไมเคิลได้สั่งมาร์ตินี่แก้วใหม่สำหรับเธอกับเขาไว้เรียบร้อยแล้ว และเมื่อการเจรจาในขั้นต้นสำเร็จลงด้วยดี เขาก็เริ่มส่งยิ้มอาบเสน่ห์มาให้“คุณทำให้ผมเกิดความสนใจในตัวคุณอย่างมากเลยนะ มิสเกสท์” เขาเอ่ยออกมาทื่อๆโอ...พระเจ้า...เธอครุ่นคิดอยู่ในใจ...ก็นั่นแหละคือคำพูดที่ฉันอยากได้ยินมานานแสนนานแล้ว แต่ขณะนี้เมื่อเธอได้เขามาอยู่ในกำมือ ย่อมไม่ปรารถนาที่จะสูญเสียเขาไปอย่างแน่นอน"งั้นหรือคะ...ทางไหนล่ะ? ”เขาเปล่งเสียงหัวเราะออกมาแผ่วเบา มันเป็นเสียงหัวเราะแบบที่สร้างความเย็นเยือกให้วิ่งพล่านอยู่ในไขสันหลังของผู้หญิงได้ ซึ่งก็หมายรวมทั้งลิซซี่ด้วย เพียงเพราะเธอเดินทางมาจากวิลสัน ครี๊ก และเพิ่งจะได้รู้จักเขาแค่ไม่กี่ชั่วโมง มันไม่ได้หมายความว่าเธอจะต้องหลงใหลได้ปลื้มกับเสน่ห์ที่เขากำลังหว่านอยู่แน่ แต่กระนั้นมันก็ยังมีอะไรบางอย่าง ที่ทำให้เธอบังเกิดความหวั่นไหวกับภาพลักษณ์ของเขาที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงอยู่ดี“ก็หลายทางนั่นแหละ” เขาพูดเรียบๆ “เอาเป็นว่าผมกำลังรอเวลาที่จะได้รู้จักคุณดีกว่านี้ก็แล้วกัน”“แหม...ดีจังค่ะ” ดูเหมือนเธอจะรู้จักไมเคิล วูลฟ์ มากเกินไปแล้วเสียด้วยซ้ำอาหารถูกนำมาเสิร์ฟ และลิซซี่ก็เปลี่ยนเรื่อง ชวนเขาสนทนาเรื่องราคาบ้านและที่ดินในนิวยอร์กแทน และเนื่องจากเธอหาความรู้จากนิวยอร์ก ไทม์ มาแล้วหลายอาทิตย์ จึงเป็นหัวข้อสนทนาที่ปราศจากอันตราย เพียงแต่ว่าตลอดเวลาที่นั่งรับประทานและคุยกันไปพลางอยู่นั้น ไมเคิลคอยแต่จะลอบมองหน้าเธอด้วยสายตาแปลกๆ คล้ายกับเขากำลังพิสูจน์อะไรบางอย่างอยู่ ไม่เพียงเท่านั้น ...รอยยิ้มอย่างลึกลับยังจุดประกายขึ้นในดวงตาเขาตลอดเวลาด้วย ลิซซี่พยายามเร่งเวลาในการรับประทานอาหารมื้อนี้โดยระมัดระวังไม่ให้เป็นการแสดงออกที่หยาบคาย เธอปฏิเสธของหวานกับเครื่องดื่มหลังอาหาร และยังปฏิเสธที่จะไปเยี่ยมบ้านของไมเคิลกลางค่ำกลางคืนเช่นนี้ด้วย ซึ่งความคิดประการหลังนี้ทำให้ขนหัวลุกขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ...“ฉันเห็นจะต้องขอตัวกลับจริงๆ แล้วล่ะค่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่พยายามไม่ให้หัวนจนเขาจับความรู้สึกได้เพราะโดยความเป็นจริงแล้วเธอไม่อยากสร้างความเคืองขุ่นให้เกิดขึ้นกับเขาเลยถ้าสามารถทำได้ "ค่ำวันนี้ยังมีงานอีกหลายอย่างที่ต้องรีบทำให้เสร็จ“เออ ...ถ้าจะว่าไปแล้วผมเองก็มีงานต้องทำเหมือนกัน แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ การทำงานสำนักพิมพ์มันเป็นงานที่ไม่รู้จักเสร็จอยู่แล้ว มันมักจะมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ ฉันให้ผมขับรถไปส่งคุณที่บ้านก็แล้วกันนะ”"อ๋อ ไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ ขอบใจมาก” เธอรู้สึกโล่งใจไม่น้อยที่เขามิได้ดึงดันที่จะทำอะไรตามใจตนเอง เพียงแต่จับปลายศอกพาเดินออกจากร้านอาหาร แล้วก็ช่วยเรียกแท็กซี่ให้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เขาปฏิเสธไม่ยอมให้เธอจ่ายเงินค่าอาหาร ซึ่งนับว่าเป็นข่าวดีสำหรับเธอยิ่งนัก แม้ลิซซี่จะแสดงความเห็นคัดค้าน ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าเขาจะว่าอย่างไรถ้าเธอจ่ายค่าอาหารด้วยเช็คเดินทาง เพราะดูเหมือนเธอจะเป็นผู้หญิงวัยสามสิบเอ็ดเพียงคนเดียวในสหรัฐอเมริกาก็ว่าได้ที่ไม่มีเครดิตการ์ดใช้“ผมจะรอวันที่เราได้พบกันอีกนะครับ เอลิซาเบธ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “มันเป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆ ที่เราจะได้พบใครบางคนที่ทำให้เราไม่ต้องนึกถึงเรื่องงานอยู่ร่ำไป”เธอไม่ใคร่แน่ใจเท่าไรนักว่าเขาเรียกชื่อแรกของเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ถึงอย่างไรก็ยังรู้สึกไม่ชอบอยู่ดี“ค่ะ” นี่เธอกำลังพาตัวเองเดินเข้าไปหาอะไรกันแน่...? “แต่คุณก็คงรักงานของคุณเหมือนที่ฉันรักงานของฉันนะคะ เพราะเหตุนี้ไงคะที่เราต่างคนต่างทำงานที่ตัวเองถนัดได้ดี ที่ฉันพูดอย่างนี้ก็เพราะเรายังจำเป็นที่จะต้องปรึกษาหารือกันเรื่องการวางแปลนห้องและอื่นๆ ใหม่ด้วย”เขายิ้ม มันมีแววขบขันฉายแสงพราวอยู่ในดวงตาคู่นั้น ...“แน่นอนครับ งั้นเอาเป็นว่าเรานัดกันสักพรุ่งนี้ตอนสิบโมงเช้าที่สำนักงานผมเลยเป็นไง? ”“ดีค่ะ...งั้นกู้ดไนท์เลยนะคะ”เขาขยับตัวเข้ามาใกล้ แต่ลิซซีก้าวขึ้นนั่งบนรถเสียก่อนและรอจนเมื่อรถเคลื่อนจากที่แล้ว จึงได้บอกจุดหมายปลายทางให้คนขับได้รับทราบ และเมื่อรถแล่นห่างออกมาได้ประมาณสองช่วงตึก เธอจึงได้ถอดวิกผมดำที่สวมอยู่ออก เกาศีรษะที่คันยิบเป็นพัลวันขณะเดียวกันก็บอกตัวเองอยู่ว่า ไมเคิล วูลฟ์ เป็นผู้ชายที่เซ็กซี่กว่าที่เคยคิดไว้หลายเท่านัก นอกจากจะเป็นคนใจคอกว้างขวางมารยาทงามแล้ว ก็ยังร่ำรวยอีกด้วยแต่ถึงกระนั้นภายใต้รูปกายภายนอก เขาก็ยังเป็นคนที่ชอบเร่งรัดผู้อื่นให้ทำตามความต้องการของตนอยู่ดี...และยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ยังมีเรือนผมสีแปลกตาอย่างที่เธอไม่คาดว่าจะได้เห็นอีกด้วย ...เป็นครั้งแรกที่ลิซซี่บังเกิดความมั่นใจว่า แผนการที่เธอวางขึ้นไว้จะต้องสัมฤทธิผล ลูกค้ารายเดียวที่เธอมีอยู่ในนครนิวยอร์กแห่งนี้ ถึงคราที่จะต้องใช้หนี้ที่ตัวเองก่อขึ้นไว้ และประการที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ลิซซี่ ออลสัน แห่งวิชิต้า รัฐแคนซัส หรือในอดีตเคยอยู่ที่วิลสัน ครึก แคนซัส กำลังจะได้เป็นนักออกแบบตกแต่งภายในผู้โด่งดังแห่งแมนฮัตตันไม่ช้าไม่นานนี้แล้วและไมเคิลเพื่อนเก่าผู้ไม่เคยได้เห็นหน้าค่าตากันมานานปีคนนี้แหละ คือผู้ที่จะให้ความช่วยเหลือสนับสนุนเธอ ...