หลังจากออกเดินทางมาได้ราวสามชั่วโมง พวกชูล่าทั้งปีนป่ายทางลาดชัน ลุยน้ำโคลน และเบียดเสียดไปในช่องทางแคบ สุดท้ายแล้วก็ออกมายังพื้นที่ที่ดูคล้ายกับอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างแปลก ๆ เซซิลสังเกตเห็นรางเหล็กทอดยาวไปในความมืดเบื้องหน้า จึงสันนิษฐานว่าที่นี่เคยเป็ชานชาลารถไฟใต้ดินมาก่อน
ชูล่าใช้ฝ่ามือปาดฝุ่นบนกระจกและส่องไฟจากคบเพลิงเข้าไป ภายในดูเหมือนกับสำนักงานที่ถูกทิ้งร้างมานานและมีร่อยรอยการถูกรื้อค้น
“บางทีระบบไฟอาจจะยังใช้ได้อยู่”
เซซิลสั่งให้อาลูลุตรวจเช็คแผงวงจรไฟฟ้าที่อยู่เบื้องหน้า สักพักหนึ่งไฟตะเกียงไฟฟ้าก็เริ่มตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนานทีละดวง ๆ เผยให้เห็นความวิจิตรและล้ำสมัยของสถาปัตยกรรมภายใน ป้ายชื่อสถานที่แห่งนี้สลักจากแผ่นหินประดับลวดลายด้วยเงินเขียนไว้ว่า “สถานีรถไฟ มัลบรัค” ที่รางรถไฟนั้นยังมีขบวนรถไฟจอดเทียบอยู่อย่างสงบนิ่ง
“อาลูลุ ลองค้นหาในฐานข้อมูลให้หน่อย”
อาลูลุทำตามคำสั่งของเซซิล และในอีกไม่กี่นาทีต่อมาก็ได้คำตอบ
“สถานีมัลบรัค ไม่พบในฐานข้อมูลค่ะ นายท่าน”
“แปลกจัง… ถ้าอย่างนั้นจะออนไลน์เข้าไปในฐานข้อมูลห้องสมุดโลกได้ไหม?”
อาลูลุส่ายหน้า
“อยู่ลึกเกินกว่าจะเชื่อมต่อสัญญาณได้ค่ะ อีกกรณีหนึ่งคือเกรงว่าอาจทำให้ฝ่ายตรงข้ามติดตามสัญญาณได้ค่ะ”
ในระหว่างที่เซซิลกำลังคิดนั้น ชูล่าเดินไปที่ตู้เหล็กรูปร่างแปลก ๆ ที่มีสายโยงแขวนอยู่ข้างตู้ เขาเคยเห็นตู้เหล่านี้บนเมือง้า เขาเรียกมันว่า “โทรศัพท์” มีไว้ใช้ส่งเสียงติดต่อกับผู้ที่อยู่ปลายทางได้อย่างรวดเร็วและน่ามหัศจรรย์ ชูล่ายกหูฟังขึ้นมานาบกับหูของตน แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงอะไร
เขาละออกจากโทรศัพท์และเดินมองไปรอบตัว เสาหินแกะสลักเป็รูปพุ่มไม้และัั์กำลังสยายปีกอย่างน่าเกรงขาม ส่วนเสาอีกด้านนั้นเป็อัศวินยุคโบราณกำลังเงื้อหอกเหล็กเพื่อต่อสู้กับัตนนั้น ชูล่ายืนมองด้วยความรู้สึกทึ่งในความอลังการ
“อืม.. ตำนานผู้พิชิตัสินะ”
ชูล่าไม่รู้ตัวว่าเซซิลเดินมาอยู่ด้านหลังเขาั้แ่เมื่อไหร่
“ผู้พิชิตั? คืออะไร?”
“เทพนิยายดังที่คนชอบเอามาเขียนถึงอยู่บ่อย ๆ ไง พูดถึงอัศวินหนุ่มผู้มีหอกที่แข็งแกร่งไร้ผู้ต่อกร เขาออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อปราบความชั่วร้ายให้หมดจากแผ่นดิน เมื่อไม่มีมนุษย์คนไหนสู้เขาได้อีกแล้ว เขาจึงเริ่มหันไปหาสิ่งมีชีวิตชั้นสูงอย่างั”
เซซิลชี้ไปที่รูปปั้นัที่กางปีก ในดวงตาที่สลักจากหินของมันเต็มไปด้วยความดุดันและพลังอันยิ่งใหญ่
“อัศวินหนุ่มต่อสู้กับัที่เขาคิดว่าน่ากลัวที่สุดอยู่หลายวันหลายคืน จนกระทั่งสุดท้ายเขาก็เป็ฝ่ายกำชัยชนะเหนือัในขณะที่ตัวอัศวินหนุ่มก็อ่อนแรงเต็มที และในตอนนั้นเอง ร่างของัก็กลับกลายเป็ร่างของเขา อัศวินหนุ่มจึงได้รู้ว่าเขาไม่ได้สู้กับัแต่เขาสู้กับตัวเองมาตลอด เขาได้รู้แล้วว่าสิ่งมีชีวิตที่โหดร้ายและน่าสะพรึงกลัวที่สุดหาใช่มนุษย์หรือั แต่เป็จิตใจของเขาเอง”
“แล้วจากนั้นล่ะ?”
“…จากนั้น อัศวินหนุ่มก็สูญเสียจิตใจของมนุษย์จนกลายเป็ัตัวที่เขาสู้ด้วยและบินหายลับไปบนท้องฟ้า”
ชูล่าเมื่อได้ฟังเื่ราวของเซซิลบก็มองรูปสลักทั้งสองตนสลับกันไปมา ทั้งสองตนนั้นดูผิวเผินต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่เมื่อมองไปในดวงตาของัและอัศวินแล้ว ความรู้สึกในความเกรียวกราดที่ฝังอยู่ภายในนั้นไม่ต่างกันเลย นับเป็ความอัจฉริยภาพของผู้สลักรูปปั้นที่สามารถแสดงถึงตัวตนของอัศวินและัออกมาได้อย่างสมจริงถึงจิติญญา
ชูล่าสังเกตเห็นว่าที่แขนของอัศวินและปีกของันั้นสลักตัวอักษรโบราณที่เขาอ่านไม่ออกเอาไว้ แต่ชูล่าก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมันมากนักทั้งที่อีกไม่นานมันจะกลายเป็สิ่งจำเป็อย่างยิ่งในการช่วยชีวิตทุกคนเอาไว้ ทันใดนั้นเอง เสียงบางอย่างที่คล้ายเสียงกรนก็ดังขึ้น แม้ไม่ดังนักแต่ก็เพียงพอจะทำให้พื้นที่ยืนอยู่สั่นะเื ชูล่ากับเซซิลมองหน้ากัน
“เสียงอะไรน่ะ?”
เซซิลส่ายหน้า อาลูลุส่งเสียงเรียกทั้งคู่ให้มาดูอะไรบางอย่าง ทุกคนวิ่งไปยังทางขึ้นชานชาลาและพบว่าเพดาน้ามันถล่มลงมาจนปิดทางขึ้นสู่พื้นดิน้า ไม่ใช่การถล่มโดยธรรมชาติแต่เหมือนกับว่ามีใครจงใจที่จะทำให้มันพังมานานหลายปีแล้ว
และที่น่าสนใจกว่าคือเพดานคอนกรีตที่ถล่มลงมานั้นเต็มไปด้วยรอยอะไรบางอย่างที่ถูกขูดฝังลึกลงไปในเนื้อคอนกรีต เซซิลค่อนข้างแน่ใจว่าไม่ใช่รอยที่เกิดจากเครื่องมือของมนุษย์ แต่ดูคล้ายกับรอยแผลของบรูชอย่างบอกไม่ถูก นอกจากนั้น บางส่วนของชานชาลายังมีร่องรอยของไฟไหม้และการต่อสู้ ดูคละเคล้ากันจนยากจะบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับที่นี่ในอดีต
เสียงประหลาด ดังขึ้นอีกครั้งแต่เบากว่าครั้งแรก พวกชูล่าเริ่มจะไม่อยากอยู่ที่นี่อีกนานนัก จึงตัดสินใจไปต่อจากตรงนี้ด้วยการเดินไปตามรางรถไฟ หากเป็ไปได้ก็คงจะถึงจุดหมายในอีกไม่นานนัก ชูล่าเดินผ่านรูปปั้นแกะสลักและมองมันเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะเก็บความกังวลใจอะไรบางอย่างเอาไว้ภายใน
อากาศร้อนอบอ้าวตลอดทางเริ่มมีลมเอื่อยพัดโชยมาจากเส้นทางข้างหน้า เพราะมีแสงไฟนำทางในอุโมงค์ พวกเขาจึงเดินทางได้ง่ายขึ้นจากเดิมที่ต้องพึ่งแสงดวงเล็ก ๆ ของคบเพลิง ท่ามกลางความเงียบที่ชวนหงุดหงิด ชูล่าฟังเสียงของหยดน้ำไหลจากท่อประปาที่เขรอะไปด้วยสนิมตลอดทางหยดแล้วหยดเล่า มีแสงสว่างลางเลือนอยู่ที่สุดปากทางอุโมงค์
แต่เสียงนั้นก็กลับมาอีก ที่มาของเสียงดูคลุมเครือแต่ทุ้มต่ำคล้ายเสียงกรนในลำคอ อีกทั้งยังมีกลิ่นเหม็นแปลก ๆ ลอยมาตามลม ชูล่าพยายามที่จะไม่ใส่ในมันนัก ทว่ายิ่งเข้าใกล้แสงสว่างมากเท่าไหร่ กลิ่นเหม็นเน่าก็ยิ่งลอยตลบอบอวลมากขึ้นจนทั้งชูล่าและเซซิลเริ่มทนไม่ไหว ทั้งคู่ตัดสินใจกลั้นหายใจและวิ่งไปจนถึงทางข้างหน้า
จากอุโมงค์ทางรถไฟที่เคยแคบ กลับกลายเป็โถงถ้ำอันกว้างใหญ่ แสงสว่างที่ทุกคนเห็นนั้น แท้จริงแล้วเกิดมาจากการหักเหของแสงจากผนังถ้ำที่ทอประกายระยิบระยับที่สะท้อนจากแสงไฟตะเกียงปลายอุโมงค์ ชูล่าปัดคบเพลิงและพบว่าผนังถ้ำเกือบทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่เป็เพชรทั้งสิ้น
เซซิลเมื่อได้เห็นกับเหมืองเพชรขนาดใหญ่แบบนี้ก็ทั้งตกตะลึงและแปลกใจ เพราะเขาไม่เคยรู้เลยว่าใต้ดินยูโทเปียจะมีเหมืองเพชรปริมาณมหาศาลขนาดนี้อยู่ได้โดยไม่มีการตรวจค้น เมื่อดูจากข้อมูลสถานีรถไฟที่ไม่มีอยู่จริงแล้วนั้น เซซิลจึงพออนุมานได้ว่าที่แห่งนี้อาจจะเป็เหมืองเถื่อนที่ถูกลักลอบขุดขึ้นโดยคนสักกลุ่ม
เสียงดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันชัดเจนแล้วว่าเป็เสียงร้องคำรามของสัตว์บางชนิด แถมยังอยู่ใกล้กว่าที่คิดเสียด้วย ชูล่ากับเซซิลใจนถอยกลับมาตั้งหลังและมองไปรอบตัว กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงที่มาพร้อมกับเสียงหอบหายใจของมันรุนแรงขึ้นทุกขณะ เซซิลรู้สึกว่าเสียงหัวใจของเขาเต้นดังขึ้นจนไม่แน่ใจว่านั่นเป็หัวใจของเซซิลเองหรือเปล่า หรือว่าเป็ของ “บางสิ่ง” ที่อยู่เบื้องหน้า
♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦
“พวกนั้นท่าจะบ้า”
เสียงของชายเฒ่าขี้เมาคนหนึ่งที่มองดูพวกชูล่าเดินลับสายตาไปพูดด้วยด้วยอารมณ์ขันที่ร้ายกาจ
“ไปตายเปล่าแท้ ๆ”
“หุบปากเน่า ๆ ของนายแล้วกินต่อไปเถอะตาแก่”
เมื่อได้ยินคำด่าทอของบรูช เฒ่าขี้เมาก็บ่นด้วยความไม่พอใจอยู่ลำคอ ก่อนจะหันริมฝีปากกลับไปจดจ่อกับขวดเหล้าแสนรักของตัวเองต่อ แต่บรูชเองก็เข้าใจคำพูดนั้นดี ความจริงแล้วเขาควรจะห้ามความคิดพวกชูล่าให้หนักแน่นกว่านี้อีก แต่จะว่ากันตามจริง คงไม่มีสิ่งใดที่ทำให้คนพวกนั้นเปลี่ยนใจได้
เมื่อหวนคิดกลับไปถึงตอนนั้น เขาเองก็ไม่ได้ฟังคำเตือนของคนอื่นเช่นเดียวกับพวกชูล่าเอง เป็พวกวัยรุ่นที่ชอบพาตัวเองไปพัวพันกับความเสี่ยง โดยไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดี จนสุดท้ายก็ได้รับบทเรียนราคาแพงกลับมาเป็การตอกย้ำความโง่เขลาของตัวเอง
เมื่อต้องเลือกระหว่างเผชิญหน้าความกลัว กับเพื่อช่วยเหลือเพื่อนพ้องและมิตรภาพ มันเป็ตัวเลือกที่ยากลำบาก แต่ในที่สุดบรูชตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะทำอะไรต่อ หากเขายังไม่กล้าที่จะเผชิญหน้า เขาก็ไม่อาจเอาชนะความกลัวที่เกิดขึ้นได้
มันจะหลอกหลอนเขาไปจนวันตาย และแน่นอนว่าบรูชไม่้าเป็เช่นนั้น เขาในตอนนี้แกร่งพอที่จะเผชิญหน้ากับความกลัวในอดีตแล้ว เขาเดินไปที่กองขยะและรื้อค้นบางสิ่งบางอย่างที่พอจะนำติดตัวไปด้วยและใช้ประโยชน์ได้ เขานำมันใส่ไว้ในกระเป๋าใบเล็กข้างเอวทั้งสองก่อนที่จะลุกขึ้นวิ่งตามพวกชูล่าไป
“บรูช! แกก็เป็บ้าไปด้วยอีกคนงั้นเหรอ!”
ชายเฒ่าะโเสียงดัง บรูซหันกลับมาพร้อมกับหัวเราะ
“บ้าเหรอ? เปล่าเลยตาแก่ ฉันก็แค่คิดว่าตัวเองฉลาดพอที่จะไม่พลาดเป็หนที่สองต่างหาก”
ชายแก่ส่ายหน้าพร้อมกับกระดกอึกสุดท้ายเข้าไปในลำคอ ในขณะที่บรูชวิ่งหายไปในความมืด โดยที่ไม่มีใครคิดว่าเขาจะมีชีวิตกลับมาที่นี่ได้อีก
บรูชวิ่งไปตามท่อน้ำทิ้งที่พาดยาวไปสู่ท่อน้ำสายใหญ่ อันเป็เส้นทางลัดที่สุดที่จะตามพวกชูล่าให้ทัน ทว่าเส้นทางสายนี้มีเพียงบรูชเท่านั้นที่รู้จัก เพราะความคดเคี้ยวและอันตรายกว่าเส้นทางหลักทำให้มันไม่ได้ถูกใช้งานมานานนับั้แ่เกิดเื่ขึ้น และด้วยความซับซ้อนของเส้นทางนั้นเองทำให้มีคนไม่น้อยเคยหลงทางในนี้
แม้แต่บรูชเองก็ยังต้องพึ่งอุปกรณ์สำคัญอย่างเข็มทิศ เขาปลดเข็มกลัดสีเงินรูปทรงข้าวหลามตัดที่ติดอยู่ตรงไหล่ออกจากเสื้อ มันเป็ตราสัญลักษณ์ของกลุ่มครอสไฟร์ แต่ประโยชน์ของมันไม่ได้มีไว้เพียงแค่โชว์ ตราสัญลักษณ์นี้ยังใช้เป็เข็มทิศที่มีความแม่นยำสูงมากอีกด้วย การอ่านเข็มทิศจึงกลายเป็อีกหนึ่งคุณสมบัติพื้นฐานของทหารครอสไฟร์
“เอ… น่าจะเป็ทางนี้”
บรูชบ่นพึมพำคนเดียว ก่อนจะตัดสินใจเดินไปยังทางที่คิดไว้ ก่อนที่เส้นทางจะพาเขามาถึงทางระบายน้ำสายใหญ่ ผนังของทางระบายน้ำถูกสลักเป็รอยเพื่อใช้เป็จุดสังเกตว่าบรูชมาถูกทางแล้ว
สายน้ำที่เชี่ยวกราดและเย็นเฉียบทำให้บรูชไม่อยากจะแช่เท้าของเขาในน้ำนี้นานนัก ทางน้ำยาวไปถึงหลุมทรงกลมขนาดใหญ่ที่มีตะแกรงกรองสิ่งปฏิกูลกั้นอยู่ และตกลงไปในหลุมเหมือนน้ำตก ที่นี่คือเขื่อนใต้ดินขนาดั์ บรูชเดินลัดเลาะไปตามทางเดินทรงกลมริมขอบของเขื่อนที่มีเพียงรั้วกั้นสนิมเขรอะคอยกั้นตัวเขากับเหวลึกกว่าสิบเมตรเท่านั้น
ท่อน้ำเล็ก ๆ ที่ฉีดน้ำออกมาตามรายทางเพื่อคลายความร้อนเครื่องยนต์กรองน้ำเสียพุ่งเป็จังหวะเหมือนกับดัก หากว่าบรูชก้าวผิดจังหวะ แรงดันน้ำจากท่อจะกระแทกเขาตกลงไปในเขื่อนทันที
หลังจากสูดลมหายใจเพื่อทำสมาธิก่อนจะเริ่มก้าวเดินตามจังหวะที่คุ้นชิน เขาก้าวเดินหน้า หยุด เดินหน้าและหยุดอีก ทำแบบนี้ซ้ำกันเป็่ ๆ จนกระทั่งถึงปลายขอบ มันควรจะผ่านไปได้อย่างปลอดภัยอย่างที่เคย หากว่าบรูชไม่ลืมท่อน้ำท่อสุดท้าย ทันใดนั้นเองเขาก็ถูกสายน้ำฉีดจนกระเด็นตกลงไป บรูชเอื้อมสุดปลายมือและคว้าราวเหล็กและขอบทางเดินเอาไว้ได้ทันพอดี
“บ้าเอ๊ย!”
ระหว่างที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายนั้นเอง เศษสนิมร่วงใส่ใบหน้าก่อนที่ราวเหล็กทั้งราวจะหักลงมาเพราะทานน้ำหนักไม่ไหว ราวเหล็กพุ่งผ่านร่างของบรูชไปอย่างฉิวเฉียดและตกลงไปในน้ำวนเบื้องล่าง บรูชพยายามดึงตัวเองขึ้นจากขอบเหวด้วยความยากลำบาก หลังจากขึ้นมานั่งพักหอบหายใจได้ครู่หนึ่ง เขาจ้องมองราวเหล็กที่ถูกพลังของน้ำฉีกออกเป็ชิ้น ๆ พลางคิดไปถึงชะตาชีวิตตัวเองเมื่อครู่
บรูชสลัดความกลัวออกจากหัวสมองก่อนที่จะลุกเดินต่อ เมื่อวิ่งตรงไปต่อ ทางเดินก็ยิ่งแคบลงเรื่อย ๆ จนกลายเป็การคลานแทน ทางคลานที่ยาวเหยียดและแคบจนหายใจไม่สะดวกพาเขามาจนถึงปากท่อที่ถูกปิดด้วยตะแกรงเหล็ก บรูชกระแทกเพียงสองสามครั้งมันก็หลุดออก เขามุดมาโผล่ที่ชานชาลาที่กว้างใหญ่ แสงไฟจากตะเกียงไฟฟ้าที่สว่างไปทั่วบริเวณทำให้รู้ว่ามีคนมาเยือนที่นี่ก่อนหน้านี้ ซึ่งคงจะเป็พวกเซซิล
ป้ายสถานีมัลบรัคยังคงอยู่สมบูรณ์ไม่แพ้พ่ายให้กับกาลเวลาง่าย ๆ ที่นี่ยังคงเหมือนกับเมื่อสมัยก่อนครั้งที่เขาเคยเหยียบย่างมาถึง บันไดทางขึ้นที่ถูกะเิลงมาปิดกั้นไม่ให้เ้าปีศาจร้ายตนนั้นหลุดออกจากที่นี่ก็เป็ผลงานของบรูชเอง
บรูชจ้องมองรูปปั้นอัศวินกับัที่ปั้นขึ้นอย่างวิจิตร และจ้องมองแผลของตนเอง บางทีการเสียไตหนึ่งข้างอาจคุ้มราคาที่ยังมีชีวิตรอดมาดูโลกจนถึงทุกวันนี้ เขาเคยคิดว่าการเดินทางมายังที่นี่จะเป็สิ่งสุดท้ายที่จะทำในชีวิต แต่บรูชกลับไม่รู้สึกกลัวเท่าไหร่เมื่อได้มายืนอยู่ที่นี่อีกครั้ง
ทันใดนั้นเอง โสตประสาทก็รับรู้ถึงเสียงบางอย่างที่ดังก้องมาตามสายลมที่อุดอู้ บรูชรู้ทันทีว่ามันเป็เสียงของอะไร หัวใจเขาเต้นระรัวและรับรู้ได้ถึงอันตรายของพวกชูล่า สิ่งนั้นยังไม่ตาย มันยังคงอยู่ที่นี่ เวลานี้ บรูชหลับตาฟังให้แน่ใจจนได้ยินเสียงของชูล่าและเซซิลชัดเจนขึ้น
บรูชไม่รอช้า เขาวิ่งไปที่หัวรถจักรที่จอดนิ่งอยู่ที่ชานชาลาและพยายามเปิดประตูมันออก แต่ทว่าสนิมที่จับขอบประตูที่ให้บรูชต้องออกแรงกระชากอยู่หลายครั้งจนมันหลุดกระเด็นออกเหมือนฝากระป๋องสุญญากาศ เขาพยายามเดินเครื่องหัวรถจักรด้วยลูกกุญแจบิดแบบโบราณ
“ติดสิ! ติด!”
เสียงครางของเครื่องยนต์ดังขึ้นและดับลง เป็แบบนี้ประมาณสองสามครั้งเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน
“โธ่เว้ย! ติดสิวะ!”
บรูชไม่มีเวลาที่จะมาเสียกับรถจักรเฮงซวยคันนี้อีกแล้ว เขาง้างเท้าเตะเข้าที่ฝาแผ่นเหล็กอย่างแรงด้วยความโมโห และดูเหมือนว่ามันจะได้ผลลัพธ์ที่ดีอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อเ้าหัวรถจักรเริ่มลืมตาตื่นอีกครั้งหลังจากอยู่ในนิทรามานานกว่าสิบปี มันเคลื่อนตัวออกจากชานชาลาอย่างช้า ๆ ก่อนจะเพิ่มความเร็วขึ้น
ท่ามกลางความดีใจของบรูช เขาเร่งเครื่องยนต์เต็มกำลัง เสียงล้อเพลาครูดไปบนรางเหล็กเสียดสีจนเกิดประกายไฟ สายลมแหวกออกเมื่อปะทะกับความเร็วของมัน และสิ่งที่อยู่เบื้องหน้านั้นคือการต่อสู้ที่แท้จริงในแบบของบรูช
♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦