จะกละกับแผนการดูตัว
าบนโต๊ะอาหาร
แสงแดดอุ่นๆ ยามเช้าลอดผ่านหน้าต่างแกะสลักของจวนแม่ทัพ บรรยากาศที่ควรจะสงบสุขกลับแฝงไปด้วยรังสีแห่งการคุมเชิงกันระหว่างหนึ่งบุรุษผู้เกรียงไกรกับหนึ่งแมวน้อยขนปุย
แม่ทัพหยางชิงหลง บุรุษผู้มีใบหน้าคมเข้มราวกับรูปสลักและดวงตาที่ดุดันจนข้าศึกต้องสยบ บัดนี้เขากำลังทำหน้าที่ที่ยากยิ่งกว่าการวางกลยุทธ์ทำศึก นั่นคือการ 'เจรจา' กับแมวน้อยตัวสีขาวนวลนามว่า ไป่เซ่อ
เขาก้มมองเ้าก้อนขนที่นั่งตัวตรงแน่ว หางสะบัดไปมาด้วยความหงุดหงิด ไป่เซ่อกำลังใช้สายตาจ้องมองถ้วยนมแพะสลับกับจานอาหารของเขาอย่างไม่ลดละ ดูท่าทางแล้วนางคงจะเริ่ม 'ประท้วง' ด้วยการอดนมเป็แน่
ชิงหลงพยายามกลั้นขำจนไหล่สั่น ท่าทางของแมวที่พยายามทำตัวพองเพื่อแสดงอำนาจช่างน่าตลกและน่าเอ็นดูในเวลาเดียวกัน เขาไม่กล้าหัวเราะออกมาดังๆ ทำได้เพียงยกยิ้มที่มุมปากอย่างอ่อนโยน หากรองแม่ทัพหรือทหารในค่ายมาเห็นภาพนี้เข้า คงได้ขยี้ตาจนถลน หรือไม่ก็คงคิดว่าท่านแม่ทัพผู้เ็าถูกอาคมยาเสน่ห์ร้ายแรงเข้าให้แล้ว
"เหอะ! อย่ามาทำเป็ยิ้มนะหยางหยาง" ฉัน (ไป่เซ่อ) นึกในใจพร้อมกับจ้องมองชิ้นไก่และเนื้อปลาในจานของเขาอย่างเขม็ง “ส่วนถ้วยนมแพะจืดชืดนั่นน่ะเหรอ... อย่าหวังว่าฉันจะแตะมันเลยเด็ดขาด! ให้มันรู้ไปว่าจะใจร้ายกับแมวน้อยบอบบาง (ที่กินเก่งนิดหน่อย) อย่างฉันได้ลงคอ ถ้ามื้อนี้ฉันไม่ได้กินของอร่อยในจานนั้น ฉันจะอดนมประท้วงให้ดู! จะยอมหิวตายเป็ผีแมวหิวโซให้ท่านรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตเลย!”
ฉันสะบัดหน้าหนีจากชามนมแพะอย่างแง่งอน เพื่อเป็การประกาศกร้าวว่า 'นางเอกคนนี้ไม่กินของเด็กเล่นนะจ๊ะ!'
เมื่อเห็นท่าทางดื้อรั้นของแมวน้อย ชิงหลงก็ได้แต่ถอนหายใจยาว เขายื่นมือเรียวยาวแข็งแรงไปหยิบปลาเนื้อขาวจากจานของตน บรรจงแกะเนื้อปลาอย่างประณีต คัดเอาก้างเล็กก้างน้อยออกจนหมดจดด้วยความเอาใจใส่ ก่อนจะวางลงในชามใบสะอาดตรงหน้าฉัน
"เป็แมวต้องทานเนื้อปลาถึงจะถูกต้องใช่ไหม?" น้ำเสียงของเขาทั้งทุ้มและนุ่มนวล "ข้าให้เ้าทานได้แค่เนื้อปลาเท่านั้นนะไป่เซ่อ เ้ายังเล็กนัก กระเพาะยังไม่แข็งแรง ทานอย่างอื่นมั่วซั่วเดี๋ยวจะปวดท้องเอาได้"
"เมี๊ยว... เมี๊ยว!" (เนื้อปลาก็ดีอยู่หรอก แต่ฉันอยากกินไก่ด้วยนี่นา ขอไก่ชิ้นนึงด้วยไม่ได้เหรอคะท่านแม่ทัพสุดหล่อ?)
ฉันส่งเสียงร้องออดอ้อน พลางเอาหัวไปถูไถที่ข้อมือของเขา ดวงตากลมโตพยายามส่งประกายวิบวับหวังจะละลายใจชายหนุ่มผู้แข็งแกร่งดั่งภูผา
ชิงหลงชะงักไปครู่หนึ่ง เสียงร้องนั้นช่างหวานหูและสั่นคลอนความตั้งใจของเขายิ่งนัก แต่เพื่อสุขภาพของเ้าตัวเล็ก เขาจึงต้องสวมบทโหดชั่วคราว
"หรือว่าเ้าไม่อยากทานเนื้อปลา? ถ้าเช่นนั้นก็กลับไปกินนมแพะเสีย หรือจะเอาแบบนี้... ไม่ต้องทานอะไรเลยดีหรือไม่?"
พูดจบเขาก็แกล้งทำท่าจะยกชามเนื้อปลาที่แกะเสร็จแล้วออกไปจากตรงหน้าฉัน
"เมี๊ยว! เมี๊ยว!" (เฮ้ย! ใจเย็นสิพี่ชาย! ให้แล้วจะเอาคืนได้ไง ผิดกติกาชัดๆ!)
ฉันไม่รอช้า รีบตะปบเท้าหน้าข้างซ้ายลงบนมือของเขาเบาๆ (แบบไม่กางเล็บนะ เดี๋ยวเขาเจ็บ) เพื่อรั้งจานอาหารไว้ พร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอนสุดชีวิต
"เมี๊ยว... เมี๊ยว" (ไม่เอาคืนนะ ฉันกินเนื้อปลาก็ได้จ้า อย่าใจร้ายนักเลยนะหยางหยาง คนอะไรหน้าตาก็ดีแต่ขี้งกกับแมวเสียจริง)
"หึ... เ้าจะทานเนื้อปลาแล้วใช่ไหม?" ชิงหลงมองดูท่าทางลนลานของจะกละน้อยแล้วก็อดขำไม่ได้ นางช่างเป็สิ่งมีชีวิตที่น่าแกล้งที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมา และการมีนางอยู่ข้างๆ ก็ทำให้ความเหงาในจวนใหญ่โตนี้มลายหายไปจนสิ้น
ฉันก้มหน้าก้มตาจัดการเนื้อปลาในชามทันที ทั้งเพราะความหิวที่เริ่มประท้วงและเพราะกลัวว่าตาแม่ทัพจอมเ้าเล่ห์จะเปลี่ยนใจยึดจานคืนไปจริงๆ ชิงหลงเห็นฉันกินอย่างเอร็ดอร่อย เขาก็ยิ่งแกะเนื้อปลาเติมให้เรื่อยๆ จนพูนชาม
"เ้าต้องทานให้หมดนะไป่เซ่อ ไม่เช่นนั้นคราวหน้าข้าจะไม่ให้ปลาเ้าทานอีกต่อไป" เขาพึมพำพลางพินิจมองร่างเล็กๆ "ต้องขุนให้อ้วนกว่านี้อีกหน่อย ตอนนี้ดูเ้าผอมไปนิด ไม่สมกับชื่อจะกละเลย"
"เมี๊ยว..." (โอ้โห... เติมเอาจนพูนขนาดนี้ ถ้ากินหมดนี่คงอิ่มไปถึงชาติหน้าเลยมั้งท่านแม่ทัพ!)
แม้ปากจะบ่น (ในใจ) แต่ด้วยความเสียดายของอร่อยและความ 'เกรงใจ' ที่เขาอุตส่าห์แกะให้ (จริงๆ คือตะกละนั่นแหละ) ฉันจึงตั้งหน้าตั้งตาเขมือบจนเนื้อปลาชิ้นสุดท้ายหายวับไปกับตา ผลลัพธ์ที่ได้คือพุงน้อยๆ ที่ขยายขนาดจนกลมป่อง ฉันถึงกับต้องล้มตัวลงนอนแปะอยู่กับพื้นโต๊ะ ขยับตัวไม่ไหวเพราะถ้าขยับแรงกว่านี้ อาหารคงได้พุ่งย้อนกลับทางเดิมแน่ๆ
จิ้ม... จิ้ม...
นิ้วยาวของชิงหลงจิ้มลงบนพุงนุ่มๆ ของฉันเบาๆ "เป็อย่างไรบ้างจะกละน้อย ได้ของชอบเข้าหน่อยก็ทานจนพุงกาง ไปไหนไม่ได้เลยหรือไง?"
เขาะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข "ฮะ ฮะ ฮ่า!"
เสียงหัวเราะของเขาทั้งกังวานและสดใส ท่าทางของแมวอิ่มจนขยับไม่ได้ทำให้อารมณ์ของเขาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
"เมี๊ยว! เมี๊ยว!" (หยุดหัวเราะเลยนะ! ก็เพราะใครล่ะที่ขู่บังคับให้ฉันกินจนหมดน่ะ แล้วก็หยุดจิ้มพุงได้แล้ว เดี๋ยวก็พุ่งใส่หน้าเสียหรอก!) ฉันพยายามใช้เท้าหน้าปัดนิ้วกวนประสาทนั้นออกไป แต่มันช่างดูไร้เรี่ยวแรงเหลือเกินในสภาพแมวพุงแตกแบบนี้
ข่าวลือที่น่าตื่นตระหก
เช้าวันนี้อากาศดี ท้องฟ้าแจ่มใส ลมพัดโชยมาเอื่อยๆ นิสัยรักการฝึกซ้อมของเขาคงหนีไม่พ้นการไปร่ายรำกระบี่อยู่ที่สนามฝึกหลังจวนแน่ๆ โชคดีที่ประตูห้องนอนแง้มไว้พอให้แมวไซส์มินิอย่างฉันแทรกตัวผ่านออกไปได้
ฉันเดินทอดน่องไปตามระเบียงไม้ขัดเงา มุ่งหน้าสู่สนามฝึก ระหว่างทางบรรดาบ่าวไพร่และทหารยามที่พบเห็นต่างก็ก้มศีรษะทักทาย บ้างก็ส่งยิ้มให้ด้วยความเอ็นดู ดูเหมือนตอนนี้ทุกคนในจวนจะยอมรับฐานะ 'สัตว์เลี้ยงเบอร์หนึ่ง' ของฉันไปโดยปริยายแล้ว ก็ท่านแม่ทัพเล่นอุ้มฉันเดินไปเดินมาประหนึ่งเป็ตราประทับประจำตัวขนาดนี้ ใครจะกล้าขัด
"ท่านไป่เซ่อ จะไปหาท่านแม่ทัพที่สนามฝึกซ้อมหรือขอรับ?" บ่าวชายวัยรุ่นคนหนึ่งทักขึ้นขณะที่เขากำลังกวาดใบไม้
ฉันหยุดเดิน พยักหน้าให้เขาทีหนึ่งอย่างวางมาด ก่อนจะเดินเชิดหน้าต่อไป
"ดูสิ ท่านไป่เซ่อสมกับเป็แมวของท่านแม่ทัพจริงๆ ทั้งสง่างามและฟังภาษามนุษย์รู้เื่ด้วย!" บ่าวคนเดิมพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นกับเพื่อนที่เดินตามมา
"แกจะบ้าหรือไง แมวที่ไหนจะฟังภาษาคนออก" เพื่อนของเขาแย้ง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะมองตามหลังฉันไป "แต่จะว่าไปนางก็ฉลาดเกินสัตว์ทั่วไปจริงๆ นั่นแหละ ดูท่าคงมุ่งหน้าไปสนามฝึกหลังจวนแน่ๆ"
ฉันไม่ได้สนใจคำชื่นชม (ที่แหงล่ะ ฉันเป็คนนะ!) แต่เดินต่อไปจนกระทั่งหูแมวอันแสนดีของฉันแว่วไปได้ยินเสียงกระซิบกระซาบของสาวใช้สองคนแถวๆ ซุ้มประตู
"นี่ๆ ... ข้าได้ยินมาว่ายามอู่นี้ (ประมาณ 11.00 - 13.00 น.) ท่านแม่ทัพชิงหลงมีนัดสำคัญนะ" สาวใช้คนแรกเริ่มเปิดประเด็น
"นัดอะไรเหรอ?" อีกคนถามอย่างอยากรู้อยากเห็น
"นัดดูตัวไงล่ะ! ที่โรงเตี๊ยมฟูหลง เห็นว่าคู่หมายคือบุตรสาวของคหบดีที่มั่งคั่งที่สุดในเมืองหลวง นางชื่อ มู่เทียนเทียน ใช่ไหมนะ?"
"ใช่ๆ ข้าก็ได้ยินมาเหมือนกัน แถมมีคนลือกันหนาหูว่านางงดงามราวกับเทพธิดาลงมาจุติเลยล่ะ ท่านแม่ทัพของพวกเราก็ครองตัวเป็โสดมานาน ครั้งนี้อาจจะได้แต่งฮูหยินเข้าจวนจริงๆ เสียที"
กึก!
ฝีเท้าของฉันหยุดชะงักลงทันทีราวกับถูกสาป หูที่เคยตั้งชันตกลงเล็กน้อย หัวใจ (แมว) เต้นผิดจังหวะ
หาาาา! อะไรนะ!? วันนี้หยางหยางจะไปดูตัวเหรอ? ทำไมฉันที่เป็แมวข้างกายถึงไม่เคยระแคะระคายเื่นี้เลยล่ะ!
ความรู้สึกสับสนปนใตีรวนอยู่ในอก ฉันรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปที่สนามฝึกซ้อมทันที เมื่อไปถึงก็พยายามทำตัวให้ปกติที่สุดด้วยการะโขึ้นไปนอนบนระเบียงไม้ตรงตำแหน่งประจำ สายตาจับจ้องไปที่ร่างสูงโปร่งของชิงหลงที่กำลังร่ายรำกระบี่อยู่กลางลาน
เขาสวมเพียงกางเกงขายาว แผ่นหลังกว้างและกล้ามเนื้อที่ลัดรอนจากการฝึกฝนอย่างหนักมีหยาดเหงื่อเกาะพราวสะท้อนแสงแดด ท่วงท่าการเคลื่อนไหวนั้นดุดัน ทรงพลัง แต่ก็แฝงไปด้วยความพลิ้วไหวสวยงามอย่างที่ฉันเคยชื่นชมอยู่บ่อยๆ
แต่ทว่า... วันนี้ฉันกลับไม่มีอารมณ์จะมาชื่นชมซิกแพคของเขาเลยสักนิด!
ในหัวของฉันวนเวียนอยู่กับชื่อนั้น... มู่เทียนเทียน
"มู่เทียนเทียน... ชื่อนี้มัน..." ฉันพยายามเค้นความจำอันน้อยนิดที่เหลืออยู่จากการถูกส่งตัวมาที่โลกนี้ "นั่นมันชื่อของร่างที่ฉันต้องไปเกิดใหม่ไม่ใช่เหรอ!? ระบบ (เฮงซวย) บอกว่าฉันต้องไปอยู่ในร่างของมู่เทียนเทียน นางเอกของเื่นี้! แล้วทำไมจู่ๆ มู่เทียนเทียนคนนั้นถึงโผล่มาดูตัวกับหยางหยางได้ล่ะ?"
ความสับสนเริ่มเปลี่ยนเป็ความว้าวุ่น ถ้าฉันคือคนที่ถูกเลือกให้เป็นางเอก และต้องไปเกิดใหม่ในร่างมู่เทียนเทียน แต่เพราะระบบทำงานผิดพลาด (อย่างรุนแรง) จนส่งฉันมาสิงในร่างแมวไป่เซ่อตัวนี้...
งั้นแล้ว... ผู้หญิงคนที่กำลังจะไปดูตัวกับหยางหยางในฐานะ 'มู่เทียนเทียน' คือใคร!?
เป็ไปได้ไหมว่าร่างนั้นมีิญญาอื่นอยู่? หรือระบบส่งใครมาแทนที่ฉัน? แล้วถ้าหยางหยางตกหลุมรักมู่เทียนเทียนตัวปลอมคนนั้นล่ะ? แล้วฉันล่ะ? ฉันต้องเป็แมวเฝ้าจวนดูพวกเขารักกันไปจนตายหรือไง?
"โว้ยยย! ปวดหัวชะมัด!" ฉันอยากจะะโออกมาเป็ภาษาคนแต่ทำได้เพียงส่งเสียง "เมี๊ยววว!" ยาวๆ อย่างขัดใจ
ไอ้ระบบเฮงซวย! หายหัวไปเลยนะ ถ้าโผล่มาเมื่อไหร่ ฉันจะด่าให้สามวันไม่ซ้ำคำเลยคอยดู!
ไม่ได้การละ... ฉันจะปล่อยให้เื่นี้ดำเนินไปโดยที่ฉันไม่รู้เห็นไม่ได้ วันนี้ฉันต้องตามติดหยางหยางไปที่โรงเตี๊ยมฟูหลงให้ได้ เพื่อไปดูให้เห็นกับตาว่ามู่เทียนเทียนคนนั้นคือใครกันแน่!
แต่ปัญหาใหญ่คือ... ฉันจะไปอย่างไร?
ถ้าเดินไปขอหยางหยางโต้งๆ เขาก็คงแค่ลูบหัวแล้วบอกว่า "ไป่เซ่อเด็กดี อยู่เฝ้าจวนนะ" แน่ๆ หรือถ้าแอบเดินตามหลังไป มีหวังได้ถูกรถม้าคันอื่นทับแบนเป็แผ่นแป้งก่อนถึงโรงเตี๊ยมแน่
"ทางเลือกเดียวที่พอจะเป็ไปได้..." ฉันมองไปที่รถม้าประจำตำแหน่งของท่านแม่ทัพที่จอดเตรียมพร้อมอยู่หน้าเ
รือนรับรอง "คือการแอบขึ้นรถม้าไป! ใช่... แผนนี้แหละเวิร์คที่สุด!"
..............................................