เรือนจำชั่วคราวกลางอำเภอเล็กๆ ถูกเงาสายไฟฟ้าที่โยงขวางฟ้าแต้มลายดำเป็เส้นหยักบนผนังปูนสีซีด
ดร.ชำนาญนั่งพิงกำแพงเย็นชื้นในห้องขังแคบมือกุมหัว คำพูดใส่ร้ายของตำรวจและข่าวลือจากสื่อยังคงดังก้องในหัว
กลางคืนมาเยือนเร็วกว่าทุกวัน
เสียงโซ่ล่ามประตูขังดังกึกๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบสนิทเหลือเพียงเสียงลมหอบแรงของพายุฝนที่เริ่มเคลื่อนเข้ามา
ดร.ชำนาญเอนตัวลงกับพื้นปูนพยายามข่มตาหลับ แต่กลับรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังถูกดึงลงไปในห้วงลึกของความมืด
ภาพแรกที่เห็นคือ
เปลวเพลิงโหมกระหน่ำรอบกำแพงหินสูงตระหง่านเสียงคนร้องไห้ปนเสียงกรีดร้องของนักรบขอมดังก้อง
ในท่ามกลางความวุ่นวายนั้นหญิงสาวในชุดราชธิดาแห่งศิขเรศวร ยืนบนบันไดศิลา สวมมงกุฎทองประดับพลอยสีเขียว
ดวงตานางเต็มไปด้วยน้ำตาแต่เสียงกลับหนักแน่น
“น้องชายของพี่…เ้าต้องหนีไป พาเืของเราให้รอด ไปตั้งหลักที่ละโว้อันเป็ถิ่นกำเนิดของเสด็จยายเ้า จงมีชีวิตรอด”
ดร.ชำนาญ—หรือในนิมิตคือชายหนุ่มผู้สวมชุดนักรบชั้นสูง—ส่ายหน้าอย่างแรง
“ไม่!ข้าจะอยู่สู้เคียงข้างพี่ จนกว่าลมหายใจสุดท้าย”
เ้าหญิงอัญญาวดีจ้องเขา
“ถ้าเ้ารักพี่จริงเ้าต้องอยู่รอดเพื่อสืบสายเื… หากเ้าไม่ไปพี่จะปลิดชีพตนเองต่อหน้าเ้าเดี๋ยวนี้”
น้ำตาไหลรินตามใบหน้าเขาก่อนที่เขาจะหมอบลงกราบแทบพระบาทของนางและถูกองครักษ์ลากขึ้นม้าหนีฝ่าเพลิงาออกไป
ดร.ชำนาญสะดุ้งตื่น—แต่ความมืดรอบตัวไม่ใช่ห้องขังอีกต่อไป
เขายืนอยู่กลางลานหินโบราณที่คุ้นตากลิ่นดอกลำดวนโชยมาตามลม
ตรงหน้า…เ้าหญิงอัญญาวดีในร่างิญญางามสง่า ก้าวเข้ามาใกล้ด้วยรอยยิ้มเศร้า ๆ
“เ้าชายสิทธิวรมัน…เ้าระลึกชาติได้แล้ว”
ดร.ชำนาญอึ้ง
“นี่… ข้า? ข้าคือเขาคนนั้นจริง ๆ หรือ”
นางพยักหน้า
“ถึงเวลาที่เ้าต้องทำสิ่งที่พี่สั่งในชาติก่อนให้สำเร็จ…ปกป้องสายเืเรา และช่วยพี่ให้หลุดพ้นจากคำสาป”
เงาหมอกเริ่มกลืนร่างนางจนเลือนหายก่อนที่เขาจะกลับมาสู่ความจริง—นั่งอยู่ในมุมห้องขังอีกครั้งแต่หัวใจเต้นแรงราวเพิ่งผ่านการต่อสู้
เช้าวันต่อมา
บรรยากาศสถานีตำรวจพลันปั่นป่วนเมื่อมีนักข่าวท้องถิ่นวิ่งกรูเข้ามาพร้อมแท็บเล็ตในมือ
ภาพจากคลิปวิดีโอถูกเปิดกลางห้องแถลงข่าว
เป็ภาพ ฮุนเจีย กำลังสนทนาผ่านวิดีโอคอลกับชายในชุดสูทสีเข้ม—ผู้นำระดับสูงของกำปูเจย
“ถ้าจัดการจับมันได้คนไทยก็จะไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ปราสาทอีก… เส้นทางลงสู่อ่าวไทยก็จะเป็ของเรา”
“แล้วเื่ฐานทัพ?”
“อเมริกาพร้อมสนับสนุนเต็มที่เราได้ทั้งที่มั่น ทั้งน้ำมัน”
เสียงหัวเราะของทั้งคู่จบลงพร้อมภาพที่ตัดกะทันหันแต่ก็เพียงพอให้ผู้ฟังช็อก
ภายในไม่กี่ชั่วโมงคลิปนี้กระจายว่อนโซเชียล
แรงกดดันจากสื่อและประชาชนเริ่มถาโถมมาที่ตำรวจและหน่วยงานรัฐ
มีคำสั่งให้ทบทวนคดีของดร.ชำนาญทันที
ขณะเดียวกันในแคมป์ขุดค้น…
ต้องตากับเสี่ยโตเริ่มกระวนกระวายเมื่อแรงลมประหลาดและเสียงหัวเราะในความมืดกลับมาอีกครั้ง
แม้หมอผีคนแรกจะตายไปแล้วแต่ความเฮี้ยนกลับรุนแรงขึ้นราวกับมีใครบางคนรอคอยเวลาสำคัญ
รุ่งเช้าในเรือนจำ
ดร.ชำนาญถูกเรียกตัวไปพบบุคคลลึกลับ
ชายคนนั้นเปิดแท็บเล็ตให้เขาดูคลิปสนทนา
ทุกคำพูดชัดเจน
ในห้องลับใต้โกดังเก่า
ฮุนเจียกำลังสนทนากับชายในชุดสูทสีเทาหน้าตาเข้มขรึม
ภาษาเขมรถูกใช้ตลอดการพูดคุย
“เมื่อไทยหมดสิทธิ์เหนือปราสาทแนวชายแดน
เส้นทางไปเกาะกูดก็จะเปิด
จากนั้นเราจะตั้งฐานทัพสหรัฐตามสัญญา”
ฮุนเจียเอ่ยพลางจิบชาอย่างใจเย็น
ชายในห้องสีชมพูพยักหน้าก่อนจะยกแก้วสตาบัคขึ้นจิบ
“และน้ำมันในอ่าวไทยจะเป็ของเรา”
“ไม่มีใครรู้
ว่ากล้องขนาดเล็กได้ซ่อนอยู่มุมห้อง
ทุกคำพูดถูกบันทึกไว้โดยสายข่าวที่แฝงตัวเป็คนงาน
คืนนั้น
ไฟล์คลิปถูกส่งต่อไปถึงมือผู้กำกับการตำรวจ
พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า — [หลักฐานมัดตัวฮุนเจีย]
นี่คือหลักฐานว่าคุณโดนใส่ร้าย
ไม่เกินพรุ่งนี้คุณจะเป็อิสระ”
เสียงผู้มาเยือนมั่นคง
ดร.ชำนาญกำแท็บเล็ตไว้แน่น
หัวใจเริ่มมีประกายแห่งความหวัง
ฝนเริ่มซาเหลือเพียงคราบน้ำบนพื้นดินแดงที่เกาะเป็หย่อม ๆ
ภายในแคมป์เสียงซุบซิบของคนงานไม่เคยเงียบ ต่างพูดกันถึงคลิปเสียงฮุนเจียที่ดังไปทั่วโซเชียล
บ่ายวันเดียวกัน
รถกระบะของตำรวจแล่นฝ่าทางลูกรังมาจอดหน้าประตูเรือนจำชั่วคราว
ดร.ชำนาญก้าวออกมาสูดลมหายใจยาว รู้สึกถึงกลิ่นอิสระที่หายไปหลายวัน
ข้าง ๆ เขาคัมภีร์และมธุรสยืนรออยู่ก่อนแล้ว
“พ่อ…ไม่เป็ไรใช่ไหม” มธุรสเงยหน้าถาม น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย
เขายิ้มบาง ๆ “พ่อไม่เป็ไรรส… พ่อกลับมาแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้ความเย็นชืดของบรรยากาศคลายลงชั่วขณะ
แต่ทันทีที่พวกเขามาถึงแคมป์เสียงเครื่องยนต์แปลก ๆ ก็ดังจากฝั่งทางเข้า
รถโฟร์วีลคันใหญ่สีดำด้าน แล่นมาจอด ฝุ่นคลุ้งคล้ายควันหมอก
ชายชราผิวคล้ำร่างสูงผมขาวยาวรวบมวย
ใบหน้ามีรอยสักยันต์เต็มไปหมดแววตาคมเหมือนเหยี่ยว
เดินลงมาจากรถ มือข้างหนึ่งถือคทาไม้แกะสลักรูปนาคา
อีกมือกำเชือกที่พันด้วยผ้าสีแดงหม่น
ผ้าขาวม้าสีเืหมูพันคอเครื่องรางนับสิบห้อยรอบคอ เสียงกระดิ่งเล็ก ๆ ดังกรุ๋งกริ๋งทุกครั้งที่เขาก้าว
นี่คือ หมอผีขุนหาญ ผู้มีชื่อเสียงในแถบตะเข็บชายแดน
สายตาเขากวาดมองรอบแคมป์ช้าๆ เหมือนกำลังชั่งน้ำหนักสิ่งที่มองไม่เห็น
เขาเดินวนรอบพื้นที่ที่เชื่อว่ามีิญญาสาง
ปากบริกรรมคาถาเป็ภาษาที่แม้แต่คนท้องถิ่นยังฟังไม่เข้าใจ
“ที่นี่…มีกลิ่นิญญาเ้าที่ถูกสาป… แรงนัก” เสียงต่ำแหบพร่าเอ่ย
คนงานบางคนพนมมือทันทีราวกับคำพูดนั้นทำให้เชื่อมั่นว่ามีใครสักคนพอจะรับมือได้
หมอผีขุนหาญวางหีบไม้ลงเปิดเผยข้าวของภายใน — ตะกรุดเงิน พระพุทธรูปเล็ก ด้ายสายสิญจน์หม้อดินเผาเก่าแก่ที่ปากปิดด้วยผ้าขาวผูกเชือกปอแ่า
กองไฟถูกก่อขึ้น
หม้อดินเผาโบราณถูกวางตรงกลาง
ภายในใส่น้ำมนต์และสมุนไพรหอมฉุน
“คืนนี้…เราจะขังนางไว้ในหม้อนี้ แล้วถ่วงน้ำให้ลึกที่สุด”
ตกค่ำ
บรรยากาศรอบแคมป์ถูกปรับให้เป็พื้นที่พิธีกรรม
กองไฟลุกโชนกลางวงสายสิญจน์เสียงสวดอาคมก้องกังวานราวกับทะลุไปอีกภพหนึ่ง
ลมเย็นพัดแรงผิดธรรมชาติเงาต้นไม้โยกไหวทั้งที่ไม่มีเสียงใบไม้เสียดสีกัน
ในเงามืดห่างออกไปมธุรสยืนหลบอยู่กับคัมภีร์
แววตาหล่อนมีบางอย่างที่ชายหนุ่มอ่านไม่ออก—ความลังเลปนมุ่งมั่น
เพราะลึก ๆในใจ มธุรสรู้ว่าหากเ้าหญิงถูกขังใต้ทะเลสาบจริงพวกตนจะไม่มีวันได้รู้ความจริงทั้งหมด… และสายเืจะถูกทิ้งให้เลือนหาย
ขุนหาญเริ่มเป่ามนต์ลงหม้อเสียงเหมือนฟ้าผ่าแว่วไกล ๆ
เสียงลมพัดแรงขึ้นทันตา
อุณหภูมิรอบข้างลดลงราวกับยืนอยู่กลางเหมันต์
“ออกมาเถิด...เ้าไม่มีทางหนีพ้นอาคมข้าได้”
หมอผีประกาศกร้าว
เงาร่างหญิงในชุดโบราณเริ่มปรากฏกลางวงไฟผมยาวปลิวสะบัด ใบหน้าอาบด้วยรอยโกรธแค้น
“ออกไป!ไม่มีผู้ใดขังข้าได้!” เสียงกรีดร้องนั้นสะท้อนะเืเหมือนจะทำให้พื้นดินสั่น
หมอผีร่ายเวท
ควันสีขาวลอยกรุ่นรอบตัวิญญา
อัญญาวดีส่งเสียงกรีดร้องแสบแก้วหู
ร่างเธอสั่นไหวก่อนจะถูกดูดเข้าไปในหม้อดิน
ฝาไม้ถูกปิดผนึกด้วยตะปูและยันต์
หมอผีถอนหายใจยาว
“สำเร็จแล้ว...จงเอาหม้อนี้ไปถ่วงในน้ำลึก”
หมอผีขุนหาญปาดเหงื่อท่ามกลางอากาศที่เหน็บหนาว
แต่ในหัวมธุรสเริ่มวางแผน
จะต้องทำบางอย่างเพื่อให้พิธีนี้ล้มเหลว…
หลังอาบน้ำชำระกายผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว
หมอผีขุนหาญก็ออกมานั่งสูบบุหรี่อยู่หน้าเต๊นท์ส่วนตัว
มธุรสในชุดเสื้อสายเดี่ยวสีแดงกางเกงขาสั้นสีขาว เดินออกจากเต็นท์ครัวอย่างเงียบงันมือเรียวถือถาดไม้ที่มีแก้วกาแฟร้อนส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ละอองไอร้อนลอยขึ้นเป็สายบางๆ คล้ายหมอกเช้า เธอก้าวเข้าไปใกล้หมอผีผู้กำลังนั่งหลับตาเรียกสมาธิใต้ต้นไม้ใหญ่
“พี่หมอคะ…พักสักหน่อยเถอะค่ะ” เสียงเธอแ่แต่แฝงความอ่อนโยนสายตาคมลึกสบมองตรงอย่างคนที่มีความลับซ่อนอยู่ “รสชงกาแฟร้อนให้…ใส่เครื่องเทศนิดหน่อย จะได้คลายหนาว”
หมอผีลืมตาขึ้นช้าๆ มองแก้วกาแฟที่ส่งกลิ่นล่อใจ เขาเห็นเพียงหญิงสาวหน้าตางามที่ยิ้มบาง ๆให้เหมือนเป็ห่วง แต่ไม่อาจรู้ว่าในน้ำสีน้ำตาลเข้มนั้น…มีหยดเืสีแดงคล้ำซ่อนอยู่
มธุรสนั่งยองลงตรงหน้าวางถาดบนตักหมอผี นิ้วเรียวเล็กแตะหลังมือเขาเพียงแ่เบา “ดื่มสิคะ พี่หมอ…หนูชงให้เอง” น้ำเสียงชวนเชื่ออย่างน่าประหลาด เหมือนคำพูดมีมนต์สะกด
หมอผีลังเลครู่หนึ่งแต่ความอ่อนล้าทำให้ยกแก้วขึ้นจรดริมฝีปาก…กลิ่นกาแฟผสมเครื่องเทศหอมกรุ่นแทรกเข้าจมูก ความอบอุ่นไหลลงคอพร้อมรสขมปนหวานก่อนที่สายตาเขาจะพร่าเลือนอย่างช้า ๆและอาคมที่สั่งสมมาหลายสิบปีเริ่มสั่นคลอนโดยที่เ้าตัวไม่รู้ตัวเลย
มธุรสมองเขาเงียบๆ มุมปากโค้งเพียงเล็กน้อย — แผนของเธอเริ่มสำเร็จแล้ว
กลางดึก
เสียงน้ำในลำห้วยแ่ไหลท่ามกลางแสงจันทร์สีนวล
คัมภีร์ย่อตัวลงริมตลิ่งสายตาจับจ้องไปยังเงาดำใต้ผิวน้ำที่ถูกซ่อนไว้อย่างแเี
เขาใช้ชะแลงเหล็กงัดเบาๆ ก่อนออกแรงยกขึ้นอย่างระมัดระวัง
หม้อดินเผาเก่าแก่ลวดลายเรขาคณิตบิดเบี้ยวเพราะกาลเวลาโผล่พ้นน้ำขึ้นมาพร้อมหยดน้ำที่ไหลรินลงข้างผิว
ข้างในคือความลับที่ถูกผนึกไว้หลายร้อยปี…และเสียงกระซิบเย็นเยียบแว่วขึ้นในหัวเขา “ปล่อยข้า… เดี๋ยวนี้…”
คัมภีร์กัดฟันยกหม้อขึ้นสูงเหนือศีรษะ แล้วทุ่มแรงทั้งหมดฟาดลงกับโขดหิน
เสียงแตกดัง เพล้ง! สะเก็ดดินเผากระเด็นกระจาย
ลมหนาววูบหนึ่งพัดกระแทกเข้าใส่เหมือนิญญาที่ถูกปลดปล่อยกำลังแผ่ฤทธิ์เต็มที่
หมอผีที่นั่งอยู่ห่างออกไปสะดุ้งเฮือก
มือกำพระเครื่องแน่นแต่กลับรู้สึกว่ามันร้อนราวกับถ่านไฟ
เขาลุกขึ้นโซซัดโซเซดวงตาเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนก
“นี่… เ้า…ทำอะไรลงไป…!” เสียงเขาสั่นพร่า ก่อนจะทรุดฮวบลงคุกเข่ากัดฟันเพราะแรงอาคมที่เคยเป็เกราะคุ้มกาย กำลังสลายไปทีละชั้น
เงาดำรูปร่างหญิงสาวในชุดโบราณค่อยๆ ปรากฏตรงหน้า
ผมยาวสยายปลายเปียกน้ำ หยดลงบนบ่า
ั์ตาสีดำสนิทสะท้อนแววโกรธเกรี้ยวปนเยาะเย้ย
“เ้าคิดว่าจะขังข้าได้งั้นหรือ…”เสียงของอัญญาวดีแฝงรอยเย้ยหยัน
หมอผีหายใจถี่มือสั่นไม่อาจหยิบเครื่องรางได้ทัน
ในพริบตาร่างของเธอพุ่งเข้าหา
เสียงกรีดร้องแตกพร่าแทรกกับเสียงกระดูกหักและเืที่กระเซ็นลงพื้นดิน
แล้วทุกอย่างก็เงียบสนิท—
เหลือเพียงร่างหมอผีที่บิดเบี้ยวไร้ลมหายใจ
กับเงาหญิงสาวที่หันกลับมาส่งยิ้มเยือกเย็นให้คัมภีร์…ราวกับนี่เป็เพียงการเริ่มต้น
“เ้าช่วยข้าอีกครั้งแล้ว...คัมภีร์”
เสียงเธอนุ่มแต่แฝงพลังบางอย่างที่ทำให้หัวใจชายหนุ่มสั่น
คัมภีร์ยืนกำชะแลงเหล็กแน่น
เหงื่อผสมกับละอองน้ำเย็นไหลซึมตามขมับ
สายตายังไม่ละจากเงาอัญญาวดีที่เพิ่งสังหารหมอผีตรงหน้า
มธุรสรีบวิ่งมาจากอีกฝั่งของลำห้วย
เสื้อสายเดี่ยวของเธอเปียกชื้นเล็กน้อยจากละอองน้ำและเหงื่อ
ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“พี่…พี่ทำอะไรลงไป…” น้ำเสียงเธอสั่น แต่แฝงด้วยความโล่งใจที่เขายังปลอดภัย
คัมภีร์หันมามองตาเขายังมีแววตื่นตัวเหมือนนักล่า
“รส…พี่ไม่มีทางเลือก ถ้าไม่ทำแบบนี้… เ้าหญิงคงถูกขังตลอดกาล”
เขาพูดช้า ๆเสียงต่ำ เหมือนกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างความถูกต้องกับความจำเป็
มธุรสกัดริมฝีปากเธอมองไปที่ซากหม้อดินแตกละเอียดบนโขดหิน
แล้วเหลือบไปมองร่างหมอผีที่นอนแน่นิ่งเืย้อมผืนดินเป็สีดำคล้ำ
ลมหายใจเธอขาดห้วงก่อนเอื้อมมือไปจับแขนคัมภีร์แน่น
“หนู…ไม่อยากให้พี่ต้องเสี่ยงแบบนี้อีก”
คัมภีร์ยิ้มบางๆ แม้เหงื่อและฝุ่นจะเปรอะใบหน้า
เขาใช้มืออีกข้างแตะหลังมือเธอเบาๆ
“พี่สัญญา…แต่รสต้องอยู่ใกล้ ๆ พี่ตลอดนะ”
ดวงตาของทั้งคู่สบกันอยู่ครู่หนึ่ง
เสียงลมหายใจและเสียงน้ำไหลกลายเป็ฉากหลังที่เบาบางลง
เหมือนเวลารอบตัวหยุดหมุนชั่วขณะ
แต่ก่อนที่บรรยากาศจะลึกซึ้งไปกว่านั้น
เสียงหัวเราะเย็นะเืของอัญญาวดีก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“เวลาสำหรับความรักของพวกเ้ายังมาไม่ถึง…”
ทั้งคู่สะดุ้งหันขวับไป
“ตีสามคืนนี้เ้าทั้งสองจงไปที่หลุมขุดค้นปราสาทหินเก่า เพื่อทำพิธีถอนคำสาปให้ข้า”
เงาของเ้าหญิงค่อยๆ จางหายไปกับสายหมอกกลางลำห้วย
ทิ้งไว้เพียงความหนาวเย็นแทรกซึมเข้ากระดูกและคำถามมากมายที่ยังไม่มีคำตอบ
จบตอนที่ 10
(13 ส.ค.68 )
โปรดติดตามตอนที่11 สะสางบัญชีแค้นพันปี