18 1-2
บทที่35 การแสดงเริ่มต้น ณ บัดนี้
กว่าพวกเธอแม่ลูกจะแบกข้าวของพะรุงพะรังกลับมาถึงบ้านที่ถนนเหอตง ท้องฟ้าก็มืดเสียแล้ว จางอวิ๋นม่านและลูกสาวทั้งสามจำต้องเร่งเก็บของที่ซื้อมาจัดเรียงเข้าบ้านไว้อย่างลวกๆก่อน แล้วรีบเร่งกลับไปที่หมู่บ้านตามเดิม
“แม่คะ เมื่อไหร่พวกเราจะได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านใหม่จริงๆซะที? หนูไม่อยากกลับไปที่บ้านเดิมอีกแล้ว”
ระหว่างทางเดินกลับ หลินเสี่ยวอวี่ที่รู้ว่าวันนี้ยังไม่ได้ค้างคืนที่บ้านหลังใหม่ ก็ถึงกับทำหน้าบูดบึ้งพร้อมกับบ่นมาตลอดทาง
“เร็วๆนี้ล่ะจ้ะ อย่าลืมสิว่าพวกเรายังมีเรื่องสำคัญต้องจัดการ พรุ่งนี้เป็นวันที่คุณย่าจะถูกปล่อยตัวออกจากคุกแล้ว”
“ด้วยนิสัยของคุณย่า มีเหรอที่จะยอมเสียหน้าง่ายๆได้?”
“กลับมาคราวนี้คุณย่าคงต้องอาละวาดโวยวายใหญ่โตแน่นอน พวกเราก็แค่เล่นละครตามน้ำไปก่อน จากนั้นค่อยแกล้งทำเป็นระเห็จออกจากบ้านมาพร้อมกับสัมภาระที่เหลือในบ้าน เท่านี้ทุกอย่างก็จะเป็นไปตามแผน!”
จางอวิ๋นม่านลูบไล้ศีรษะของลูกสาวคนเล็กอย่างอ่อนโยน สีหน้าท่าทางของเธอสงบนิ่งเยือกเย็นจนน่าตกใจ ประหนึ่งว่าทุกอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ล้วนอยู่ในการคำนวณของเธอทั้งหมดแล้ว
แล้วก็เป็นไปอย่างที่จางอวิ๋นม่านคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด เช้าตรู่ของวันต่อมา ประเดิมด้วยหลินอวี้ที่มาเคาะประตูห้องนอนของสี่แม่ลูก พร้อมกับร้องตะโกนโหวกเหวกเสียงดังตั้งแต่ไก่โห่ ปลุกทุกคนให้ตื่นโดยทั่วกัน
“ตื่นๆๆๆ!!! ตื่นได้แล้วพวกหน้าโง่! จะนอนขี้เกียจสันหลังยาวแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ห๊ะ!?”
“วันนี้เป็นวันอะไร พวกแกลืมไปแล้วรึงไง? รีบๆลุกขึ้นมาทำอาหารเช้าได้แล้ว!”
“แม่ของฉันกำลังจะกลับมาถึงในอีกไม่ช้านี้! ถ้าบนโต๊ะยังไม่มีอาหารขึ้นมาตั้งล่ะก็ พวกแกสี่คนเตรียมตัวโดนเล่นงานได้เลย!!”
หลินอวี้ผู้เปรียบดั่งแม่ทัพผู้กำชัยชนะเหนือทุกสรรพสิ่ง กำลังยืนเท้าสะเอวชี้หน้าด่ากราดใส่สี่แม่ลูกอยู่หน้าประตูห้องนอน สีหน้าท่าทางเปี่ยมล้นไปด้วยความลำพองใจ แววตาโฉดชั่วดุจอสรพิษเปี่ยมไปด้วยพิษสง
[หึ ! คงคิดว่าอีกเดี๋ยวคนที่คอยหนุนหลังมาตลอด ก็จะกลับมาถึงแล้วสินะ ถึงได้ทำตัวอวดดีขนาดนี้?]
[พูดแล้วก็น่าแปลก คนสกุลหลินล้วนเปรียบเหมือนสัตว์ร้ายมากเล่ห์เหลี่ยมร้อยแปด แต่ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ ในบรรดาสัตว์เจ้าเล่ห์พวกนั้น กลับมีควายโง่ตัวหนึ่งหลงฝูงมา?]
[ทั้งโง่ทั้งชั่วช้า หลินอวี้คนนี้โง่ไร้ขีดจำกัดจริงๆ ในหัวสมองมีแต่ขี้เลื่อยหรือไงกัน?]
ทุกคนที่รับฟังเสียงรำพึงรำพันในใจของหลินเสี่ยวอวี่ ต่างก็พยักหน้าเห็นพ้องอย่างพร้อมเพรียงกัน
แม้แต่หวงอิงสะใภ้ใหญ่ประจำบ้าน ยังพลอยถูกเสียงร้องตะโกนแหกปากนี้ปลุกจนตื่นไปด้วยอีกคน เธอเปิดประตูออกมายืนมองหลินอวี้ที่เอาแต่โวยวายไม่รู้จักกาลเทศะ แต่ขณะเดียวกันก็ตระหนักดีว่า การมีปากเสียงทะเลาะเบาะแว้งกับคนประเภทนี้ ล้วนแล้วแต่เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
และถึงแม้ทุกคนจะมีความคิดเห็นเล็กๆน้อยๆของตัวเองเก็บงำอยู่ภายในใจ แต่วันนี้เป็นวันดีที่โจวซื่อจะกลับมาบ้าน ดังนั้น การรักษาภาพลักษณ์จึงนับเป็นเรื่องสำคัญที่ควรต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก
คล้อยหลังที่ทุกคนตื่นแล้ว ต่างก็จำใจต้องเข้าครัวลงมือปรุงอาหารมื้อใหญ่จนเสร็จเรียบร้อย
จางอวิ๋นม่านและหวงอิงช่วยกันทำอาหารอย่างคล่องแคล่ว พวกเธอหุงข้าวเผามันเทศ ปกติแล้วจะมีเพียงแค่โจ๊กน้ำ แต่วันนี้พิเศษกว่าทุกวัน ในหม้อยังมีเนื้อข้าวขัดสีสวยงามเต็มเม็ดอัดแน่นอยู่ด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีไข่เจียวหอมฟุ้งอีกหนึ่งจาน และปลาตัวใหญ่ที่หลินต้าฉางซื้อมาจากชาวบ้านตั้งแต่เมื่อวาน ก็ถูกนำมาตุ๋นเป็นน้ำแกง
อาหารเช้าชุดใหญ่แบบนี้นับเป็นอาหารมื้อพิเศษมากสำหรับคนในยุคสมัยนี้ เหตุเพราะในยุคที่ข้าวยากหมากแพง ทุกชีวิตล้วนแต่ประสบความยากลำบาก การที่ครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งในชนบทจะมีโอกาสได้กินเนื้อหรือปลา มื้อนั้นจะต้องมีความสำคัญมากจริงๆ
คล้อยหลังเสร็จสิ้นงาน จางอวิ๋นม่านก็เช็ดมือไม้ไปพลาง แหงนหน้ามองท้องฟ้ารุ่งอรุณสีครามไปพลาง
“ดูท่าคุณแม่คงใกล้จะมาถึงแล้วล่ะ”
สิ้นวาจาเท่านั้น เสมือนเรียกหาให้โจวซื่อกลับมา เพราะทันใดนั้นเอง โจวซื่อก็ย่างเท้าก้าวผ่านประตูบ้านเข้ามาพร้อมกับหลินซงและหลินเจียง ที่ช่วยกันพยุงขนาบข้างไว้ไม่ห่าง ส่วนด้านหลังตามติดมาด้วยหลินเจ๋อที่หน้าซีดเป็นไก่ต้ม เดินคอตกหมดอาลัยตายอยากเข้ามา
“แม่คะ! แม่กลับมาซะที! แม่เป็นยังไงบ้างคะ??”
วินาทีที่หลินอวี้พบเจอกับผู้เป็นแม่อีกครั้ง ก็ถึงกับวิ่งโผเข้ากอดผู้เป็นแม่ด้วยน้ำตาคลอเบ้า
โจวซื่อที่ต้องถูกคุมขังอยู่ในคุกเป็นเวลานานถึงหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ ทั้งกินไม่ได้นอนก็ไม่เคยหลับ จากเดิมที่เป็นคนรูปร่างไม่อวบอ้วนมีน้ำมีนวลนักอยู่แล้ว สภาพในตอนนี้ยิ่งดูซูบผอมผิวซีดขาวลงกว่าเดิมมาก
ทว่าอย่างหนึ่งที่ไม่เคยแปรเปลี่ยนไปเลยก็คือ แววตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความอาฆาตแค้น ซึ่งกำลังจ้องจับไปทางจางอวิ๋นม่านเขม็ง
อย่างไรก็ดี จางอวิ๋นม่านที่เห็นเช่นนั้นกลับไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังเลิกคิ้วนึกสบประมาทอยู่ในใจว่า ‘ดูท่าคราวก่อนที่สั่งสอนไปยังไม่เข็ดสินะ!’
“พอแล้วๆ เลิกแล้วต่อกันซะทีเถอะ กลับมาได้ก็ดีแล้ว รีบๆไปทำพิธีข้ามกองไฟให้เสร็จๆ แล้วรีบมากินข้าวกันเถอะนะ!”
ข้างเคียงกัน หลินต้าฉางที่ต้องทนดูภรรยากับลูกสาวเจ้าปัญหายืนสวมกอดกันร้องห่มร้องไห้ จนรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ลึกๆแล้วเขาเองก็อยากจะตะคอกด่าสองแม่ลูกเช่นกัน ‘ก่อเรื่องจนทำให้ฉันขายหน้าขนาดนี้ พวกแกสองคนยังกล้าร้องไห้อีกเหรอ!’
ในหมู่บ้านหงซิงแห่งนี้ มีธรรมเนียมปฏิบัติที่ไม่เคยถูกเขียนบัญญัติเป็นกฎเอาไว้ก็จริง แต่ทุกคนล้วนถือปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน กล่าวคือ ผู้ใดก็ตามที่กลับมาจากสถานที่กักกันตัวหรือติดคุกติดตาราง เมื่อกลับเข้าบ้าน ก็จำต้องผ่านพิธีเดินข้ามกองไฟเพื่อปัดเป่าสิ่งอัปมงคลทิ้งไป
แม้โจวซื่อจะไม่ได้ติดคุกจริงๆ แต่การที่ต้องนอนและกินข้าวแดงอยู่ในสถานีตำรวจเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ ย่อมต้องทำพิธีดังกล่าวด้วยเป็นธรรมดา
หลังจากที่ยุ่งวุ่นวายกับพิธีการดั่งว่าเสร็จแล้ว ทุกคนต่างก็มานั่งล้อมวงพร้อมหน้ากันที่โต๊ะอาหาร
“แม่คะ กินปลานี่หน่อยนะคะ พ่ออุตส่าห์ซื้อมาเพื่อบำรุงร่างกายแม่โดยเฉพาะเลยนะ!”
หลินอวี้คีบเนื้อปลาชิ้นโตใส่ลงไปในถ้วยของโจวซื่อ พร้อมทั้งเน้นย้ำชัดเจนว่า ปลาในจานนี้ซื้อมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อบำรุงร่างกายของหญิงชราคนนี้โดยเฉพาะ
ทางด้านหลินเสี่ยวอวี่ที่สามารถจับเนื้อนัยความหมายจากคำพูดของหลินอวี้ได้ชัดเจน จึงจงใจคีบเนื้อปลาชิ้นใหญ่กว่าใส่ลงไปในถ้วยของจางอวิ๋นม่านเช่นกัน
“แม่คะ อุตส่าห์เข้าครัวทำอาหารมาเหนื่อยๆ กินปลาบำรุงร่างกายหน่อยสิคะ!”
“เสี่ยวอวี่!”
จางอวิ๋นม่านเร่งดึงแขนหลินเสี่ยวอวี่กลับไปหลบด้านหลังของตัวเองทันที
เพราะการกระทำเช่นนี้ของหลินเสี่ยวอวี่ สำหรับคนสกุลหลินแล้วถือเป็นการหยามเกียรติและผิดกฎธรรมเนียมปฏิบัติขั้นรุนแรง เพราะสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า เธอให้ความสำคัญกับจางอวิ๋นม่านมากกว่าคนเฒ่าคนแก่ในบ้านอย่างโจวซื่อ ในสายตาของทุกคนตอนนี้ นี่นับเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ไม่ว่ากรณีใด!