เฉินิสวมหมวกงอบควบพยัคฆ์ตนหนึ่งพร้อมกับหันไปมองเอกสารของตำหนักคร่าชีวิตที่ทางองครักษ์ฮู่ฉางเหว่ยได้รวบรวมเอาไว้: ตำหนักคร่าชีวิต ถือเป็องค์กรมือสังหารที่แฝงตัวอยู่ในความมืดมีการบันทึกเอาไว้ว่ามีมือสังหารประมาณสามพันคน ในส่วนนั้น ยังมีขอบเขตสู่วิถีเกินกว่าสิบคนจ้าวตำหนักของตำหนักคร่าชีวิตมีการฝึกปรืออยู่ในขอบเขตสู่วิถีขั้นที่สามฝึกปรือเคล็ดวิชาคร่าสังหารครั้งหนึ่งหน่วยล่าสังหารได้เคยมีผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีเกินกว่าสิบคนในหมู่นั้นยังมีขอบเขตสู่วิถีขั้นที่สามถึงสองคน ศูนย์บัญชาการตำหนักคร่าชีวิต สุสานเจียงหวัง
เหตุที่ได้รับเอกสารข้อมูลชัดเจนถึงเพียงนี้ย่อมมิใช่เพราะเหตุผลอื่นใดเพียงแต่เป็เพราะภายในตำหนักคร่าชีวิตนั้นมีคนของจวนผู้สำเร็จราชการแฝงตัวอยู่
เฉินิมองอยู่แวบหนึ่งจากนั้นจึงหันไปมองหวังเิที่อยู่บนหลังพยัคฆ์ที่อยู่ข้างกายตน : “หวังเิแจ้งต่อสายลับภายในตำหนักคร่าชีวิตคิดหาวิธีทำให้จ้าวตำหนักคร่าชีวิตทั้งหมดไปรวมตัวกันที่ศูนย์บัญชาการตำหนักคร่าชีวิต”
หวังเิตอบ: “นี่ยากอยู่นะท่าน”
เฉินิยิ้มแล้วกล่าว: “จะยากสักแค่ไหน นั่นเป็เื่ของเ้า ข้าเพียง้าผลลัพธ์ และข้าถามเ้าว่าสามารถทำได้หรือไม่ ? ”
หวังเิก้มคารวะแล้วกล่าว: “ย่อมสามารถทำได้”
เฉินิพยักหน้าแล้วกล่าว : “เช่นนั้นก็ดีอีกเื่ตอนนี้ข้า้าที่จะทราบว่าภายในทัพพยัคฆ์เหินถ่ายโอนกำลังรบได้มากน้อยเท่าไหร่? ”
หวังเิตอบ: “อย่างมากสามหมื่นนาย”
เฉินิพิจารณาดูอยู่รอบหนึ่งจากนั้นกล่าวว่า: “ปรับเปลี่ยนการป้องกันให้อิสระมากขึ้นจากทัพพยัคฆ์เหินที่มีนายทัพสิบคนให้แต่ละคนคอยดูแลทหารกันคนละสามพันนายแยกย้ายกันดำเนินการเมื่อแน่ใจแล้วว่าหลังจากที่ไม่ได้ถูกจับตามองให้เปลี่ยนชุดอาภรณ์เป็พ่อค้า แล้วไปรวมพลกันอยู่ในสถานที่ใกล้เคียงกับสุสานเจียงหวังอีกด้าน ให้คอยจับตาดูข่าวสารจากราชวงศ์แคว้นเหยียนเอาไว้แล้วแจ้งต่อเหล่าฟังที่กำลังยกธงกลับไปยังจวนผู้สำเร็จราชการทั้งยังจำเป็ต้องทำให้ผู้คนทั้งหมดเชื่อว่าข้านั้นกลับไปยังจวนผู้สำเร็จราชการแล้วนับจากนี้เป็ต้นไป ทุกความเคลื่อนไหวทั้งหมดของข้าจะต้องเอิกเกริกให้มากที่สุดจะมีแต่เพียงท่านปู่และบิดาข้าที่จะทราบเื่ภายในได้”
องครักษ์ฮู่ฉางเหว่ยซึ่งเป็ขุมกำลังที่ขึ้นตรงต่อจวนผู้สำเร็จราชการ ดำเนินภารกิจลับแต่ละคนล้วนแต่อยู่ในขอบเขตสู่วิถี และในครั้งนี้ เฉินิยังได้ปรับเปลี่ยนองครักษ์ฮู่ฉางเหว่ยไปกว่าครึ่งที่มีมากถึงสามพันนาย
ถ้าหากเทียบกันเพียงแค่พลังฝีมือตำหนักคร่าชีวิตแทบจะไม่มีโอกาสที่จะชนะได้เลยด้วยซ้ำทว่าภารกิจในตอนนี้ของเฉินิคือการทำลายล้างตำหนักคร่าชีวิตทำลายล้างมิใช่โค่นล้ม ความหมายของทำลายล้างก็คือนับจากนี้เป็ต้นไปจะไม่มีกากเดนอย่างตำหนักคร่าชีวิตออกมาก่อความวุ่นวายได้อีกต่อไปเขาจำต้องจัดการสังหารบุคคลที่สำคัญของตำหนักคร่าชีวิตให้หมดสิ้นเมื่อแน่ใจได้ว่าตำหนักคร่าชีวิตจะไม่มีพลังลุกขึ้นมาอีกได้ยิ่งระดับความสำเร็จภารกิจสูงขึ้น ก็จะได้รับรางวัลมหาศาลมากยิ่งขึ้น
ที่ตำหนักคร่าชีวิตยังมีชีวิตอยู่รอดในในเงามืดของแคว้นเหยียนได้มานานนับปีย่อมมีเื้ัซ่อนอยู่แน่
เมื่อได้จัดการเื่เหล่านี้แล้วเสร็จเฉินิจึงลงมาจากหลังพยัคฆ์ พยัคฆ์แห่งแคว้นเหยียนเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของจวนผู้สำเร็จราชการ ซึ่งเป็กองทัพที่มีพยัคฆ์เป็พาหนะเฉินิและองครักษ์ฮู่ฉางเหว่ยสามสิบนายจึงได้เปลี่ยนอาภรณ์เป็คณะพ่อค้าเพื่อมุ่งสู่สุสานเจียงหวัง
ณห้องโถงใหญ่ในจวนผู้สำเร็จราชการ
แม้จะเป็จวนผู้สำเร็จราชการความจริงกลับหาได้มีความแตกต่างจากตำหนักทรงงานในวังหลวงอะไรไม่ขุนนางทั้งบู๊บุ๋นในแคว้นเหยียนจำเป็ที่จะต้องทำการรายงานกันสองครั้งหนึ่งครั้งอยู่ในตำหนักประชุมในวังหลวงแคว้นเหยียนคอยรายงานเื่เล็กน้อยอย่างขนไก่เปลือกกระเทียม[1] ส่วนอีกด้านหนึ่งก็คือการหารือเื่สำคัญซึ่งอยู่ภายในจวนผู้สำเร็จราชการ
อ๋องเฒ่ามีผมหงอกขาวที่ขมับทั้งสองข้างซึ่งถือเป็ผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือใต้หล้าแคว้นเหยียน กว่าครึ่งล้วนแต่ได้อยู่ในการปกครองของเขา นามเรียกขานของเขาก็คือเฉินหวัง[2] ช่างเป็นามที่หาได้มีการปกปิดความในใจเลยแม้แต่น้อย
บัดนี้เขาได้รับสารลับฉบับหนึ่งจึงเปิดสารลับออกพร้อมกับอ่านดูภายในห้องโถงใหญ่จวนผู้สำเร็จราชการซึ่งมีเพียงคนสองคนก็คือผู้มีอำนาจมากที่สุดแห่งแคว้นเหยียนสองท่านผู้เป็ผู้สำเร็จราชการอ๋องเฒ่าเฉินหวังแล้วก็บุตรชายคนโตของอ๋องเฒ่าแม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาการ-เฉินยวีหู่
เฉินยวีหู่เป็ชายวัยกลางคนหน้าเหลี่ยมสวมใส่ด้วยชุดขุนนางขั้นเก้าสีทอง เปี่ยมด้วยอำนาจเหนือธรรมดาเขาหันไปมองยังสารลับในมือของอ๋องเฒ่า แล้วหัวเราะออกมาอย่างอับจนปัญญา :“เป็เ้าลูกเต่าน้อยอีกแล้วที่ใช้การส่งสารลับปฏิบัติการระดับสูงถึงเพียงนี้จะว่าไปแล้วเ้าลูกเต่าน้อยผู้นี้ทำไมถึงต้องใช้ปฏิบัติการระดับสูงเช่นนี้ในการจัดการกับเื่เล็กน้อย? มิใช่เพียงแค่การรับศิษย์หรอกหรือ จำเป็ที่จะต้องใช้อำนาจของทั้งแคว้นเลยหรือไงกลัวว่าจะไม่มีผู้ใดรู้กันหรือ ? แล้วยังทำให้เมืองชิงซานถูกเปลี่ยนชื่อเป็ชิงเหยาหรือว่าเขาจะชอบศิษย์หญิงผู้นี้ขึ้นมาไม่ทราบว่าครานี้จะใช้ปฏิบัติการระดับสูงก่อความวุ่นวายอะไรกันอีก ! ”
อ๋องเฒ่ามองไปที่สารลับอยู่ครู่หนึ่งคิ้วทีขมวดจนติดกันอยู่ได้คลายออกในทันที : “ครั้งนี้เป็เื่จริงจัง”
สีหน้าของเฉินยวีหู่ทันใดนั้นก็เคร่งขรึมขึ้น: “เ้าลูกเต่าน้อยผู้นี้แท้จริงกำลังทำอะไรอยู่ ? ”
อ๋องเฒ่ากล่าว: “หากเป็ไปตามที่ิเอ๋อบอกมาทั้งหมดตำหนักคร่าชีวิตสมควรที่จะเป็เขี้ยวเล็บของราชวงศ์แคว้นเหยียนอีกทั้งยังได้ลงมือต่อิเอ๋อแล้วิเอ๋อจึงได้เตรียมที่จะลงมือกับตำหนักคร่าชีวิต”
เฉินยวีหู่หรี่ั์ตาทั้งคู่ลงคล้ายกับพยัคฆ์ร้ายที่เยือกเย็นตัวหนึ่ง :“ไม่แปลกใจเลยที่ต่อให้พวกเราปิดกั้นรายรับของตำหนักคร่าชีวิตไปพวกเขาก็ยังสามารถยืนหยัดต่อไปได้ที่แท้ก็ราชวงศ์แคว้นเหยียนเป็ผู้ถ่ายเืให้นี้เองกระนั้นตำหนักคร่าชีวิตกลับไม่อาจสะสางได้ง่ายดายถึงเพียงนั้นหากว่าเป็ศึกต่อสู้กันซึ่งหน้าต่อให้เป็ตำหนักคร่าชีวิตนับสิบแห่งข้าก็สามารถลบล้างได้เ้าพวกฝูงมุสิกเจาะรูอยู่แต่ในโพรง มักกระทำการอย่างลึกลับซับซ้อนดังนั้นพวกเราจึงยังหาได้เคยแสดงออกถึงความตั้งใจที่จะทำการชำระตำหนักคร่าชีวิตให้สิ้นซากเพราะทันทีที่แหวกหญ้าให้งูตื่นก็จะไม่ง่ายเลยที่จะทำการเคลื่อนไหวเพื่อจัดการกับพวกเขากันแล้ว”
อ๋องเฒ่าพยักหน้า: “ดังนั้นจึงได้บอกว่า ก่อนหน้านี้ที่ิเอ๋อประกาศจะรับศิษย์อย่างครึกโครมก็มิใช่ว่าไม่มีเหตุผลเขาเพียงแต่คิดที่จะทำให้ดวงตาของตำหนักคร่าชีวิตมืดบอดไปทั้งสองข้างใช้กลยุทธ์ซ่อมไม้กระดานในที่แจ้ง[3]ลอบจู่โจมทางด้านข้างยังถือเป็กระดานหมากรุกที่ยอดเยี่ยม ถึงกับได้เริ่มวางแผนมาั้แ่ก่อนหน้านั้นกันแล้วอีกทั้งกระทั่งพวกเราก็ยังไม่ทราบ ดูเหมือนว่าิเอ๋อในระยะนี้จะเติบโตขึ้นมาบ้างแล้ว”
เฉินยวีหู่ยิ้มขึ้นแล้วกล่าว : “เมื่อไม่เคลื่อนไหวก็แล้วไป แต่เมื่อเคลื่อนไหวก็ดุจดั่งพายุอัสนีเ้าหนูผู้นี้อยู่สุขสบายมานาน ผู้ใดจะไปคิดได้ว่า จะเป็เขากันที่เป็ผู้ลงมือในเมื่อเ้าลูกเต่าน้อยเริ่มเคลื่อนไหว พวกเราก็มาเล่นลูกไม้ตบตากันสักรอบเถอะทำให้จุดสนใจของตำหนักคร่าชีวิตทั้งหมดมารวมกันอยู่ที่ตัวพวกเราิเอ๋อเองก็สามารถที่จะดำเนินการได้สะดวกขึ้น! ”
อ๋องเฒ่าหัวเราะกล่าว : “เมื่อลบล้างตำหนักคร่าชีวิตไปแล้วราชวงศ์แคว้นเหยียนก็เหมือนแขนขาดไปอีกข้าง โอกาสที่ดีถึงเพียงนี้อ๋องอย่างข้ามีหรือที่จะพลาดได้ ทหารเอ่ย ถ่ายทอดคำสั่งข้า ข้าจะไปออกตรวจชายแดน !”
เฉินยวีหู่หัวเราะเสียงดังเหอะเหอะ: “พระบิดา ในเมื่อท่าน้าที่จะออกตรวจตาายแดนเช่นนั้นข้าก็คงต้องก่อฏต่อท่าน ! ”
อ๋องเฒ่าหาได้ใส่ใจไม่แล้วกล่าว : “จำไว้ด้วยว่าต้องทำให้เอิกเกริกให้มากหน่อยระหว่างนั้นก็นำกองทัพเ้าแทรกแซงเข้าจัดการภายในราชวงศ์แคว้นเหยียน”
สามวันให้หลัง
บุตรโทนของผู้สำเร็จราชการเฉินยวีหู่ได้ยกตนขึ้นเพื่อก่อการฏในขณะที่อ๋องเฒ่ากำลังออกตรวจชายแดนโดยนำทัพใหญ่นับสิบหมื่นเผชิญหน้ากับอ๋องเฒ่าที่เมืองหลวงแห่งแคว้นเหยียนข่าวลือเองก็ได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งแคว้นเหยียนอย่างรวดเร็ว
“ได้ยินแล้วบ้างหรือไม่ ? แม่ทัพใหญ่เจิ้นกว่อก่อฏต่อผู้สำเร็จราชการ! ”
“บัดนี้ในมือท่านผู้สำเร็จราชการมีอำนาจอย่างชัดเจนผู้ใดมีหรือที่จะไม่หวั่นไหวอีกทั้งตำแหน่งของผู้สืบทอดนั้นกลับยังไปอยู่ที่หลานชายของท่านผู้สำเร็จราชการกลับมิใช่อยู่ที่แม่ทัพใหญ่ แม่ทัพใหญ่ย่อมต้องไม่ยอมแพ้แน่นอน ! ”
“แต่เกรงว่าสองพ่อลูกคู่นี้จะจงใจแสดงละครตบตา ! ”
“แสดงละครตบตาอะไรกัน ที่นอกเมืองเองได้เกิดการต่อสู้ขึ้นแล้วอีกทั้งยังตายกันไปกว่าหมื่นคน! ”
“อะไรนะ ถึงกับเปิดศึกกันจริงดูเหมือนว่าท่านแม่ทัพใหญ่คงคิดที่จะก่อฏขึ้นมาอย่างแท้จริงแล้ว”
ณ วังหลวงแคว้นเหยียน
จักรพรรดิของแคว้นเหยียนถึงกับอยู่ไม่สุขเขาเองก็เป็เพียงแค่จักรพรรดิหุ่นเชิดของเฉินหวังเท่านั้นแม้ขึ้นชื่อว่าเป็จักรพรรดิแต่ที่เขาสามารถควบคุมได้ก็มีแต่เพียงรอบวังหลวงเท่านั้นแม้จะต้องอยู่ในสภาพหน้านิ่วคิ้วขมวด กระนั้นก็ยังต้องแสร้งยิ้มเป็เพื่อนกับเฉินหวังอยู่ดี
แต่ว่าวันนี้องค์จักรพรรดิผู้ชรากลับมีความสุขเป็อย่างยิ่ง เพราะเขาได้ทราบข่าวเื่หนึ่ง
ที่้าบัลลังก์ที่มีองค์จักรพรรดิผู้ชราประทับอยู่ได้หัวเราะออกมาเสียงดังแล้วกล่าว: “เฉินหวัง เ้าเองก็มีวันนี้ได้ ! ข้ารอคอยมานานหลายปีในที่สุดวันนี้ที่รอคอยก็มาถึง ! ออกคำสั่งต่อขุมกำลังหน่วยสอดแนมในทางลับทั้งหมดสอดแนมความเคลื่อนไหวของเฉินหวังและเฉินยวีหู่มารายงานให้หมดแล้วรวมพลเตรียมออกเดินทาง ครั้งนี้ สองพยัคฆ์เข้าห้ำหั่น จะต้องมีหนึ่งที่าเ็อีกทั้งยังไม่แน่ว่าอาจาเ็ล้มตายกันไปทั้งสองฝ่ายแจ้งต่อหน่วยสอดแนมให้เข้าไปแฝงตัวอยู่ในทัพของเฉินยวีหู่จะต้องยั่วยุให้พวกเขาสู้กันเอง ! ส่วนตัวข้าจะคอยชมพยัคฆ์ห้ำหั่นเป็ชาวประมงคอยรับประโยชน์เอง ! ”
ทันใดนั้นก็ได้มีองครักษ์เดินเข้ามาห้องโถงพร้อมกล่าวรายงาน: “ที่ด้านนอกโถงใหญ่ได้มีสิบสามอมาตย์มาขอเข้าเฝ้า ! ”
องค์จักรพรรดิผู้ชราเผยรอยยิ้มออกมาภายในดวงตาทั้งคู่สาดเป็ประกายขึ้นวูบหนึ่งคล้ายกับได้เห็นทั้งใต้หล้ากลับมาอยู่ในมือของตนอีกครั้ง : “รีบไปแจ้งโดยเร็วว่าข้าจะหารือการใหญ่กับพวกเขา ! ”
ภายในโรงเตี้ยมแห่งหนึ่งที่อยู่ในเมืองเล็กๆใกล้กับสุสานเจียงหวังเฉินิที่สวมไว้ด้วยหมวกงอบได้ใช้มือเช็ดคราบดินที่เปื้อนชามดื่มชาเข้าไปอึกใหญ่คอยฟังบทสนทนาที่เกี่ยวข้องกับท่านปู่และบิดาเขาอยู่ตามถนนหนทางเมื่อวางชามใส่ชาลง ก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย : “ตาแก่ทั้งสองคนนี้ก็เล่นลูกไม้ไม่รู้จักจบจักสิ้นเลยจริงๆ ! ”
ตามความเข้าใจของเขาที่มีต่อบิดาและท่านปู่บิดาจะก่อฏงั้นหรือ ?พูดเป็เล่นไป ท่านปู่อย่างไรก็มีบิดาเป็บุตรชายเพียงคนเดียวมีหรือที่จะไม่สามารถมอบตำแหน่งใหญ่โตให้แก่บิดาได้ มีคนถามกันว่าจะใช่เป็เพราะบิดามีชีวิตนานเท่าท่านปู่ไม่ได้ ดังนั้นตอนนี้จึงได้คิดชิงตำแหน่งเื่เช่นนี้กลับมีอยู่ในตามประวัติศาสตร์อยู่ไม่น้อยองค์รัชทายาทมีชีวิตอยู่ไม่ได้นานเท่าจักรพรรดิกระทั่งสิ้นใจไปก็ยังไม่อาจขึ้นเป็จักรพรรดิได้ใต้หล้านี้มีอย่างที่ไหนที่จะเป็ได้เพียงแค่ผู้สืบทอดตลอดหกสิบปีกันยิ่งไปกว่านั้นตัวบิดาเองก็ยังมิใช่ผู้สืบทอด ดังนั้นบิดาอาจจะสมองมีน้ำเข้า[4] จึงได้คิดที่จะยกตนให้สูงขึ้นก่อการฏอย่างงั้นหรือ?
แต่ว่าท่านปู่แทบจะไม่มีการฝึกปรือมาก่อนเลยด้วยซ้ำแต่ท่านพ่อก็ยังอยู่ในขอบเขตสู่วิถี มีอายุขัยถึงสามร้อยปีมีหรือที่จะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานกว่าท่านปู่กัน
ยามนี้หวังเิได้เดินเข้ามาจากภายนอก นั่งลงที่ด้านข้างของเฉินิกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบา : “สายลับจากตำหนักคร่าชีวิตได้ส่งข่าวมาตอนนี้ภายในตำหนักคร่าชีวิตมีผู้้าชิงตำแหน่งจ้าวตำหนักกันจึงจะรวมตัวกันที่สุสาน เจียงหวังทางสายลับได้ยื่นข้อเสนอเพื่อเข้าท้าชิงกับจ้าวตำหนักของตำหนักคร่าชีวิตอีกทั้งจ้าวตำหนักคร่าชีวิตยังได้ออกคำสั่งให้สมาชิกของสาขาย่อยตำหนักคร่าชีวิตทั้งหมดมุ่งหน้ากันมายังสุสานเจียงหวัง”
เฉินิหัวเราะแล้วกล่าว : “ที่แท้นี้ก็คือแผนการของตาแก่ทั้งสองทว่าก็แค่ตำหนักคร่าชีวิตมิใช่หรอกหรือ ? การสร้างกระแสเช่นนี้มิใช่ว่าทำเกินเลยไปบ้างหรอกหรืออีกทั้งยังต้องมีการตายไปมากกว่าหมื่นคนไปแล้ว
หวังเิตอบกลับ: “ผู้สืบทอดคงจะไม่ทราบถึงเื่ทั้งหมด แม่ทัพใหญ่และ ท่านอ๋องเพียงแค่เผชิญหน้ากันเท่านั้นกลับหาได้ออกคำสั่งออกศึก และที่ตายในศึกเ่าั้ล้วนแต่ออกศึกโดยพลการหาใช่ทำตามคำสั่งของแม่ทัพใหญ่และคำสั่งของท่านอ๋องไม่คนเหล่านี้ คงจะกลัวว่าท่านแม่ทัพใหญ่และท่านอ๋องจะไม่เปิดศึกกันขึ้นมาและข้าเกรงว่าคนพวกนี้คงจะเป็คนของทางราชสำนัก”
เฉินิสูดลมหายใจแล้วบ่นออกมา : “ตาแก่ทั้งสองคนนี้ ถึงกับทำให้ทางราชสำนักถูกเล่นงานจนหัวหมุนไปมาในใจกลับร่ำร้องว่าย่ำแย่แล้ว ย่ำแย่แล้ว ! ”
หวังเิยิ้มแล้วกล่าว: “หากว่าทางราชสำนักหลักแหลมแล้วละก็เช่นนั้นท่านอ๋องมีอย่างที่จะไหนที่จะก้าวมาถึงเช่นวันนี้ได้ทว่าตำหนักคร่าชีวิตไม่ได้มีเพียงแค่สามพันคน ตามที่สายลับได้รายงานทั้งสามพันคนนี้ยังมีขุมกำลังที่ตนเองชุบเลี้ยงเอาไว้ เมื่อถึงเวลาคงจะมีกองกำลังอยู่นับสิบหมื่นคนที่ไปรวมตัวกันอยู่ที่ทางด้านของสุสานเจียงหวังเกรงว่านี่คงเป็ขุมกำลังที่ราชวงศ์แคว้นเหยียนซุกซ่อนเอาไว้เพื่อเตรียมการไว้หลังจากที่ท่านอ๋องและแม่ทัพใหญ่าเ็กันทั้งสองฝ่ายรอจังหวะตลบหลังขุมกำลังของท่านอ๋องและแม่ทัพใหญ่ อีกทั้งหากเป็ไปตามที่สายลับได้รายงานมาภายในใจกลางสุสานเจียงหวัง เขายังได้พบว่ามีเส้นทางอีกสายหนึ่งซึ่งเป็เส้นทางใช้เพื่อหลบหนีเมื่อตำหนักคร่าชีวิตถูกพบเจอด้วยขุมกำลังของพวกเราในขณะนี้ ยังหาใช่เป็คู่ต่อสู้ของตำหนักคร่าชีวิตไม่หากว่ารวมทัพใหญ่ จะอย่างไรก็คงต้องถูกคนของตำหนักคร่าชีวิตพบเข้าอย่างแน่นอน”
เฉินิวางถ้วยชาในมือลงเอ่ยถามขึ้นอย่างเรียบเฉย: “ในหมู่สิบหมื่นคน มีผู้ฝึกตนมากน้อยเท่าไหร่ ? ”
หวังเิกล่าว: “ประมาณสามพันนาย เพียงหยิบมือของตำหนักคร่าชีวิตเท่านั้น”
เฉินิวางถ้วยชาลงกล่าว : “ไป กลับไปที่ห้องของข้าเพื่อดูแผนที่”
.
.
.
.
[1]เื่เล็กน้อยที่เบาบางเหมือนขนไก่ ไม่ได้สำคัญเหมือนเปลือกกระเทียม ที่ปลอกออกมาแล้วทิ้ง
[2]ราชันย์แซ่เฉิน
[3]หนึ่งในกลยุทธ์ในการศึกที่ถูกใช้ในกลยุทธ์หมากรุก โดยการล่อลวงศัตรูให้เข้ามาแล้วโจมตีจากทางด้านหลังหรือในมุมที่คาดไม่ถึง
[4]อุปมาว่าสมองมีปัญหา โง่ สมองปลาทอง