เบื้องหน้าคันฉ่องทองแดงภายในตำหนักอิ๋งเมิ่ง ดรุณีสวมกระโปรงยาวลากพื้นสีแดงเพลิง ชายเสื้อกว้างปักลายโบตั๋นสีทอง ลาดไหล่คล้องผ้าไหมโปร่งแดงหม่นยาวหลายจั้ง[1]
่เอวเพรียวบางมีสายคาดสีขาวปักลายดิ้นขอบเขียวมรกตสายหนึ่งผูกไว้ เรือนผมเงางามดำขลับรวบมัดด้วยแถบผ้าไหมสีม่วงอ่อน ปอยผมหลายเส้นลู่ปรกลงบนไหล่ทั้งสองแลดูซุกซน ขับเน้นผิวพรรณบอบบางให้ยิ่งขาวกระจ่าง ดวงหน้างามเพริศพรายหาใดเปรียบ คู่ั์ตาหงส์งามเย้ายวนมาแต่กำเนิด
หญิงสาวแตะชาดแต้มริมฝีปากก่อนเม้มเบาๆ เรียวปากงามดั่งเพลิงเสริมอาภรณ์แดงชุดนี้ให้ลงตัวเข้าคู่กัน
“เตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วหรือไม่”
“เรียนองค์หญิง ทุกคนเตรียมตัวพร้อมแล้วเพคะ รอเพียงท่านพาพวกหม่อมฉันเข้าตำหนัก” หัวหน้านางกำนัลเอ่ยตอบ
เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์นางกำนัลรับใช้ที่อยู่ด้านข้างกะพริบตาปริบๆ อดอุทานชื่นชมไม่ได้ “องค์หญิง ท่านช่างงามเหลือเกิน! ประเดี๋ยวพวกคุณชายเ่าั้ได้ยลโฉมองค์หญิงแล้ว คะเนว่าคงมองกันตาไม่กะพริบ ไม่แน่อาจต้องตาถูกใจพระองค์ พากันกราบทูลสู่ขอกับจ้าวอ๋องก็เป็ได้นะเพคะ!”
จ้าวเสวี่ยสวินแย้มริมฝีปากบางเล็กน้อย ใบหน้างามล้ำแดงระเรื่อ กล่าวเพียง “เ้านี่นะ พูดจาเหลวไหลอีกแล้ว...นับั้แ่ศึกฉางผิงเมื่อหลายปีก่อน แคว้นจ้าวของเราก็มิได้มีชื่อเสียงยิ่งใหญ่เกรียงไกรเหมือนในอดีต งานเลี้ยงวันนี้ข้าต้องทำให้คุณชายทั้งหลายพึงพอใจ ขอให้พวกเขาช่วยเหลือแคว้นจ้าวให้ได้! ที่สำคัญในใจข้ามีคนผู้หนึ่งอยู่แล้ว...”
เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์กล่าวคำด้วยรอยยิ้ม “หม่อมฉันทราบแล้วเพคะ หม่อมฉันทราบแล้ว! องค์หญิงยังคงอาวรณ์ไม่ลืมเลือนวีรบุรุษที่ได้พบเจอนอกวังผู้นั้นอยู่สินะเพคะ พระองค์ถือโอกาสใช้งานเลี้ยงครั้งนี้กู้หน้าให้แคว้นจ้าวของเรา ทรงมีน้ำพระทัยยิ่งนัก”
ดรุณีอาภรณ์แดงในคันฉ่องคลี่ยิ้มบาง รอยยิ้มนั้นดั่งดอกบัวแรกแย้ม
มือเรียวหยิบป้ายหยกที่แอบขโมยมาจาก่เอวชายหนุ่มซึ่งจับตัวนางไว้เมื่อคืนออกมา ก้มลงเพ่งพิศอย่างตั้งใจ
ผู้อื่นอาจไม่รู้ ทว่าตัวนางมิว่าอย่างไรย่อมรู้ดี นี่เป็สมบัติสืบทอดในวงศ์ตระกูลเสด็จแม่ ว่ากันว่าเป็หยกดิบที่ทำมาจากหยกเหอซื่อปี้[2] ได้ช่างฝีมือเลื่องชื่อของใต้หล้ามาเจียระไน
ป้ายหยกนี้มีเพียงสองชิ้นในโลก ตนโชคดีได้รับมาหนึ่งชิ้น อีกชิ้นนั้นอยู่กับน้าหญิง หรือก็คือมารดาผู้ให้กำเนิดจางเอ่อร์ญาติผู้พี่
เสวี่ยสวินยกมุมปากน้อยๆ ดูอบอุ่นอ่อนโยนราวสายลมยามวสันต์ เปล่งวาจานุ่มนวลดุจเสียงนกขมิ้น “จริงสิ ข้าได้ยินว่าคุณชายจางเอ่อร์มาด้วย เขาเป็บุตรชายคนเดียวของท่านน้า เช่นนั้นก็ถือว่าเป็ญาติผู้พี่ของข้า อายุยังเยาว์วัยแต่กลับเก่งกาจมากความสามารถ ได้รับคำสรรเสริญดีงามในหมู่ราษฎร ข้าต้องทำความรู้จักกับเขาให้ดีๆ แล้ว!”
…
ในงานเลี้ยง แเื่กำลังเพลิดเพลินดื่มด่ำกับสุรา ไม่ทันรู้ตัวบทสนทนาก็หารือมาถึงเื่แต่งงานขององค์หญิงรองและองค์หญิงสาม
จ้าวอ๋องเห็นหลิวปังกับหลิวเจียวและคนอื่นๆ ต่างแสดงท่าทีกระตือรือร้น ทว่าหลานชายตนคุณชายจางเอ่อร์ผู้ปรีชากลับนิ่งเฉยไม่แสดงสีหน้าวาจา จึงอดแปลกใจไม่ได้
“หลานชาย เ้ากับเหล่าองค์หญิงของข้าล้วนเป็ญาติผู้พี่ผู้น้องอายุรุ่นราวคราวเดียว ไม่อยากดองญาติกันเองบ้างหรือ”
สีหน้าแววตาจางเอ่อร์เรียบนิ่งดุจสายน้ำ ลุกขึ้นขานตอบ “ขอบพระทัยจ้าวอ๋องที่ปรารถนาดี จางเอ่อร์คิดเพียงมุ่งมั่นรับใช้เป็กำลังให้ท่าน มิได้คิดสิ่งอื่นใด!”
จ้าวเซียองค์ชายรองแห่งแคว้นจ้าวยามนี้นั่งอยู่ข้างองค์หญิงหลาน เห็นท่าทางเช่นนั้นของเขาก็ก้มลงข้างโต๊ะ พูดพึมพำเสียงเบา “ญาติผู้พี่คนนี้ช่างไม่รู้จักรับน้ำใจผู้อื่น ประเดี๋ยวเสด็จพ่อก็กริ้วหรอก”
องค์หญิงหลานส่งเสียงชู่ปรามเขา จางเอ่อร์ที่ยังคงสงบนิ่งเยือกเย็นกลับทำให้เมี่ยวหลานยิ่งรู้สึกดีด้วยมากขึ้น คนผู้นี้ใจดุจน้ำนิ่ง ดูสุขุมมั่นคง แตกต่างจากคุณชายคนอื่นๆ
จ้าวอ๋องมองจางเอ่อร์ด้วยสายตาชื่นชม สีหน้าปลาบปลื้มยินดี ประทานสุราพร้อมหัวเราะร่า ดูท่าแล้วหลานชายผู้นี้อายุยังน้อย แต่กลับมีบุคลิกท่าทางไม่ธรรมดา อนาคตย่อมกลายเป็ผู้แกร่งกล้าแน่นอน
ดวงตาเรียวยาวของหลิวปังเห็นภาพทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาแล้วกลับคิด ‘คุณชายจางเอ่อร์ผู้นี้โกรธเคืองหรือยินดีล้วนไม่แสดงสีหน้า เป็คนจริงจัง กระทำการเชื่อถือได้ วันใดหากหลุดพ้นจากแคว้นจ้าวแล้วจะเป็ประโยชน์ต่อข้าอย่างยิ่ง’
ขณะผู้คนในงานเลี้ยงกำลังร่ำสุราอย่างครื้นเครงเต็มที่ ทันใดนั้นกลีบดอกไม้พลันโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า ส่งกลิ่นหอมฟุ้งชวนหลงใหลทว่าไม่ได้ฉุนแต่อย่างใด
ผู้คนต่างมองไปด้วยความประหลาดใจ เห็นเพียงบนพรมแดงมีนางกำนัลชุดชมพูกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวออกมาช้าๆ ในมือหิ้วตะกร้าดอกไม้โปรยขึ้นกลางอากาศ กลีบบุปผาปลิวตามสายลม
ทันใดนั้นริ้วผ้าสีขาวหลายผืนได้ลอยพลิ้วเข้ามาจากนอกตำหนัก ดรุณีอาภรณ์แดงผู้หนึ่งมือประคองกาสุรา ขยับปลายเท้าร่ายระบำก้าวเข้าสู่ตำหนักใหญ่ ชายแขนเสื้อยาวพัดพลิ้ว ท่วงท่าร่ายรำของนางอ่อนช้อย เผยรูปโฉมงามพริ้ง ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าเหล่าคุณชายประดุจเทพธิดาลงมาสู่แดนดิน
ดังคำกล่าวขาน มีดรุณีงามชดช้อย โฉมสะคราญอาภรณ์แดง เส้นผมดั่งระบายน้ำหมึก แขนเสื้อกว้างโบกสยาย ดุจดั่งนาง์เดินออกมาจากแดนฝัน ประหนึ่งตวัดพู่กันลงสีชาดแต้มสีคราม แขนเสื้อขาวบริสุทธิ์พลิ้วลม งามสง่าพริ้งพราย
จางเอ่อร์เงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ สายตาคล้ายถูกแช่แข็ง เขาเคยพบเห็นหญิงงามมานับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยเหลือบแลผู้ใดเต็มตา!
ทว่าดรุณีเบื้องหน้าผู้นี้คิ้วตาดุจสายชล ผิวพรรณผุดผ่องเกลี้ยงเกลา เริงระบำคล้ายดั่งดอกไม้ไฟ อาภรณ์แดงตลอดร่างกลับให้ความรู้สึกงามล้ำผ่องแผ้วไม่แปดเปื้อนโลกิยะ ใบหน้าเปี่ยมความมั่นใจยังพกพาความสดใสเฉลียวฉลาด เครื่ององค์วิจิตรหรูหรานี้แต่งมาเพื่อผู้ใด ชวนให้ผู้คนพากันคาดเดาไม่ออก
เชิงอรรถ
^ หน่วยวัดความยาวของจีน 1 จั้งยาวประมาณ 3.33 เมตร^ หรือเรียกว่าหยกสกุลเหอ มาจากชื่อผู้ค้นพบหยกชนิดนี้ นามว่าเปี้ยนเหอ ชาวแคว้นฉู่ในยุคชุนชิว เป็นหยกเลื่องชื่อของแคว้นจ้าว ต่อมาจิ๋นซีฮ่องเต้ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฉินรวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง นำหยกเหอซื่อปี้มาทำเป็นตราลัญจกรแผ่นดิน