คนสกุลลู่คิดว่าเด็กน้อยคงละเมอจากการที่เพิ่งฟื้นคืนสติ แต่เมื่อมองตามปลายนิ้วกลมป้อมที่ชี้ไป พวกเขากลับพบเงาร่างของสมาชิกในครอบครัวที่ล่วงลับไปแล้วจริง ๆ!
ด้วยแสงในยามราตรีค่อนข้างสลัว แม้มองเห็นใบหน้าคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นไม่ชัดเท่าไร แต่ทุกคนกลับมองออกว่าเสื้อผ้าที่อีกฝ่ายสวมใส่เป็ชุดของเหอจิ่วเหนียงก่อนตาย!
เหอจิ่วเหนียงก้าวย่างอย่างยากลำบาก เพราะบนหลังแบกร่างคนร่างหนึ่งเอาไว้
“สะใภ้สามจริง ๆ ด้วย!”
หลังจากประมวลผลจากภาพตรงหน้าแล้วยืนยันได้ว่าเป็ความจริง ดวงตาของนางซุนก็ทอประกาย พลางะโเรียกบุตรชายทั้งสอง “เ้าใหญ่ เ้ารอง รีบไปดูเร็วเข้า!”
ดึกดื่นครึ่งคืนเห็นน้องสะใภ้ที่เพิ่งถูกฝังดินไปเมื่อคืนวานหวนกลับมาเช่นนี้ สองพี่น้องแซ่ลู่กลับไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย เพียงแค่รู้สึกว่าเป็เื่ที่น่าเหลือเชื่อ อย่างไรเสียพวกเขาสองคนก็เป็คนฝังร่างไร้ิญญาของนางเองกับมือ
พวกเขารีบพุ่งตัวเข้าไปช่วยเอาร่างคนบนบ่าเหอจิ่วเหนียงลงมาก่อน จากนั้นจึงเอ่ยปากถามไถ่ “น้องสะใภ้สาม นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
“เื่มันยาว ไว้ข้าจะเล่าให้ฟังนะเ้าคะ”
เหอจิ่วเหนียงจงใจหายใจกระหืดกระหอบ สีหน้าท่าทางแสดงความเหน็ดเหนื่อยออกมาอย่างเหลือล้น
“ท่านแม่!”
ทันทีที่เหอจิ่วเหนียงก้าวเข้ามา โก่วเอ๋อร์ก็พยายามออกจากอ้อมแขนของผู้เป็ย่าเพื่อจะให้มารดาอุ้ม
นางซุนเอ่ยกับสะใภ้รอง “สะใภ้รอง เ้าไปหยิบวอโถว[1]มาให้สะใภ้สามกินเถอะ”
[1] วอโถว (窝头) คล้ายกับหมั่นโถว ทำมาจากแป้งข้าวโพดชนิดหยาบ มีลักษณะเป็รูปทรงกรวย ก้นเป็หลุม เนื้อแป้งเป็สีเหลือง
นี่เป็วอโถวลูกสุดท้ายของพวกเขาแล้ว ในวันนี้หลังจากเดินทางอย่างเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันพวกเขาก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย และไม่มีใครแตะต้องอาหารชิ้นสุดท้ายนี้ด้วย แต่ตอนนี้นางซุนกลับให้สะใภ้รองไปหยิบวอโถวลูกนั้นมาให้เหอจิ่วเหนียง
เหอจิ่วเหนียงมีชะตาชีวิตที่น่าสงสาร นางเป็สะใภ้ที่ตระกูลลู่ซื้อตัวมา
หลังจากแต่งงานได้เพียงวันเดียวผู้เป็สามีก็ออกไปรับใช้ชาติ กระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่กลับมา ระหว่างทางที่ลี้ภัยนางก็เก็บเสบียงอาหารส่วนของตนเองไว้ไม่ยอมกิน จนทำให้ชีวิตต้องจบลงเพราะความหิวในที่สุด
ครอบครัวลู่ไม่คัดค้านเจตจำนงของหญิงชรา สะใภ้รองอย่างนางฉินเองก็ไม่ลังเล ตอบรับคำแล้วรีบไปหยิบวอโถวทันที
เหอจิ่วเหนียงรีบปราม “ไม่ต้องเ้าค่ะไม่ต้อง พี่สะใภ้รอง ข้าไม่หิว”
นางไม่หิวจริง ๆ เพราะนางดื่มกินอย่างอิ่มหนำจากในห้วงมิติก่อนจะออกเดินทางมาที่นี่แล้ว
นางซุนตำหนิ “เ้าหิวจนเกือบตายไปแล้วครั้งหนึ่งยังไม่รู้จักจำอีกหรือ! ข้าให้เ้ากินก็กินไปเถอะ อย่าทำเหมือนว่าตระกูลลู่ใจร้ายกับเ้านักเลย”
ตามความทรงจำของเ้าของร่างเดิม เหอจิ่วเหนียงรู้ว่านางซุนเป็แม่สามีที่ปากร้ายแต่ใจดี ได้ยินวาจาเช่นนี้สตรีผู้อาศัยร่างคนอื่นจึงไม่นึกโกรธเคืองแต่อย่างใด ทั้งยังอธิบายด้วยใจเย็น
นางเล่าว่า หลังจากรู้ตัวว่าตนเองยังไม่ตายก็พยายามออกมาจากหลุมฝัง จากนั้นก็เจอกับโจรปล้นเสบียงกลุ่มหนึ่งจึงฉวยโอกาสหยิบห่อผ้าของพวกเขามา และพบว่าข้างในมีอาหารและน้ำดื่ม นางก็เลยมีโอกาสได้กินอิ่มท้อง และมีเรี่ยวแรงออกตามหาครอบครัว
“รอดมาก็ดีแล้วละ รอดมาก็ดีแล้ว”
นางหยูดึงมือน้องสะใภ้สามมาตบหลังมือเบา ๆ เป็การปลอบประโลม รู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง
คนที่เหลือต่างพยักหน้าด้วยความแช่มชื่น การมีชีวิตรอดสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด!
เหอจิ่วเหนียงเล่าต่อว่า ระหว่างทางเจอชายคนหนึ่งหมดสติอยู่ และเห็นว่าการแต่งตัวไม่เหมือนคนทั่วไปจึงช่วยเขามา โดยการช่วยเหลือครั้งนี้นางมองว่า ชายคนนี้น่าจะมีสถานะไม่ธรรมดา ไม่แน่อาจช่วยนำพาให้ครอบครัวนางรอดพ้นจากความแร้นแค้นไปได้ไม่มากก็น้อย
เมื่อได้ยินคำบอกเล่าเช่นนี้ นางซุนที่เดิมคิดจะตำหนิสะใภ้สามว่าเอาตัวเองยังไม่รอดยังจะช่วยคนอื่นอีกจึงไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา
แต่ในใจของหญิงชรากลับเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้น… เหตุใดหลังจากสะใภ้สามผ่านความตายมาครั้งหนึ่ง กลับเฉลียวฉลาดขึ้นมาเสียอย่างนั้น?
แต่สมาชิกตระกูลลู่ที่เหลือกลับไม่ได้คิดอะไรมากมาย เนื่องจากตอนนี้พวกเขากำลังตื่นตาตื่นใจกับสิ่งของที่เหอจิ่วเหนียงหยิบออกมาจากห่อผ้า
ข้าวสารขาวผ่องกับซาลาเปาไส้เนื้อ อีกทั้งยังมีกระบอกน้ำไม้ไผ่หลายกระบอก นี่เป็สิ่งที่สามารถช่วยชีวิตพวกเขาได้ทั้งครอบครัวเลย!
ซาลาเปาไส้เนื้อนั่นไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ที่พวกเขากำลังหนีตายเลย ต่อให้อยู่ที่บ้านพวกเขาก็จะได้กินเฉพาะในวันเทศกาลเท่านั้น
มิน่าล่ะ เหตุใดห่อผ้าถึงนูนป่องขนาดนั้น
เหอจิ่วเหนียงได้ยินเสียงกลืนน้ำลายของทุกคน โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่จับจ้องด้วยความสนใจจนตาเป็มัน นางจึงเอ่ย “นอกจากนี้ก็มีพวกของเล็ก ๆ น้อย ๆ ข้าเก็บไว้เรียบร้อยแล้ว ตอนจะใช้ข้าค่อยนำออกมา คืนนี้ทุกคนกินซาลาเปาไส้เนื้อคนละสองลูกให้อิ่มท้อง ส่วนข้าวสารค่อยเอาไว้ต้มโจ๊กดื่มทีหลัง”
ขณะเอ่ยนางก็แจกจ่ายซาลาเปาให้ทุกคน
นางซุนตีมือที่ส่งซาลาเปามาให้ตนพลางตำหนิอีกครั้ง “ดูเ้าซิ ไม่รู้จักการใช้ชีวิตเอาซะเลย! ของดี ๆ เช่นนี้จะกินให้หมดในครั้งเดียวได้อย่างไร แบ่งกินคนละครึ่งลูกก็พอแล้ว ที่เหลือเก็บไว้กินระหว่างเดินทาง”
ได้ยินเช่นนี้ดวงตาที่ลุกวาวของเด็ก ๆ ก็พลันมืดมนลงไปไม่น้อย เพราะตอนที่เห็นว่าตนจะได้กินซาลาเปาไส้เนื้อ เด็กน้อยแต่ละคนก็จดจ่อรอด้วยความหวัง
นั่นซาลาเปาไส้เนื้อเชียวนะ! อาหารเลิศรสที่ครอบครัวพวกเขาจะกินทีก็ต้องรอวันสำคัญ!
เหอจิ่วเหนียงถึงกับพูดไม่ออก แต่ก็พอเข้าใจได้ ในยุคสมัยนี้ของบางอย่างใช่ว่าหาได้ง่าย ๆ
แต่ตอนนี้นางมีห้วงมิติซึ่งเปรียบเสมือนคลังสมบัติที่มีข้าวของนับอนันต์อยู่ในมือ ชีวิตความเป็อยู่ของครอบครัวจึงไม่จำเป็ต้องกระเบียดกระเสียรอีกต่อไป ดังนั้นนางจึงแนะนำ “ท่านแม่ อากาศร้อนมาก หากไม่รีบกิน ไส้เนื้อในซาลาเปาจะเหม็นทำให้เสียได้นะเ้าคะ หากปล่อยให้เสียไม่สู้ให้ทุกคนกินกันให้อิ่มไม่ดีกว่าหรือเ้าคะ?”
“ที่สะใภ้สามพูดมาก็มีเหตุผลนะ กินเสียตอนนี้ดีกว่าปล่อยให้มันเสียไปเปล่า ๆ หิวมาหลายวันแล้ว ซาลาเปาสองลูกอาจไม่อิ่มด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่ครึ่งลูกเลย”
ผู้เฒ่าลู่ที่เงียบมาตลอดตอนนี้ก็ยังออกปากสำทับเหอจิ่วเหนียง แม้นางซุนจะรู้สึกปวดใจเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ไม่โต้แย้งอีก
ตระกูลลู่มีสมาชิกทั้งหมดสิบสามคน แต่ละคนได้รับซาลาเปาคนละสองลูก และยังเหลือซาลาเปาอีกสามลูก จึงตัดสินใจว่าจะเก็บไว้ให้เด็ก ๆ กินในเช้าวันรุ่งขึ้น
เมื่อมีอาหารให้กินแล้วทุกคนต่างก็ก้มหน้าก้มตากินของตัวเองโดยไม่มีใครพูดอะไรในระหว่างนี้ หลังจากกินเสร็จก็ดื่มน้ำตามลงไป ในที่สุดทุกคนก็รู้สึกสบายท้องอีกครั้งในรอบหลายวัน
เหอจิ่วเหนียงอุ้มโก่วเอ๋อร์บุตรชายจำเป็นั่งอยู่ในมุมหนึ่ง หลังจากให้เขากินซาลาเปาไปหนึ่งลูก นางก็แอบเอานมที่เทใส่ไว้ในกระบอกไม้ไผ่ออกมาจากห้วงมิติแล้วป้อนให้เขาดื่ม
“ท่านแม่ หวาน หวาน!”
โก่วเอ๋อร์ยิ้มตาหยีด้วยความพอใจ ใบหน้าเล็ก ๆ ที่ดูซีดเซียวเปี่ยมความสุข ราวกับไม้ใกล้ตายที่ได้ฝนอาบชโลมก็มิปาน
มองโก่วเอ๋อร์ที่ร่างกายซูบผอม เหอจิ่วเหนียงก็อดที่จะปวดใจไม่ได้ แม้ลูกน้อยจะอายุย่างสามขวบแล้ว แต่พัฒนาการทางด้านร่างกายภายนอกดูแล้วราวกับเด็กอายุประมาณหนึ่งขวบเท่านั้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็เพราะร่างกายขาดสารอาหารบวกกับอาการเจ็บป่วยสะสม
เด็กคนอื่นในครอบครัวลู่มีภาวะขาดสารอาหารเช่นกัน แต่พื้นฐานพวกเขาก็ดีกว่าโก่วเอ๋อร์เล็กน้อย เพราะระหว่างเส้นทางการเติบโตมีผู้ใหญ่คอยดูแล บวกกับไม่ใช่เด็กที่เจ็บป่วยง่าย จึงนับว่าแข็งแรงกว่าอยู่บ้าง
นางคิดในใจว่า ในเมื่อตนใช้ร่างของเ้าของร่างเดิมแล้ว เช่นนั้นก็จะต้องดูแลเด็ก ๆ เหล่านี้ให้ดี เพื่อเป็การตอบแทนเ้าของร่างเดิม
โก่วเอ๋อร์ยังมีไข้อยู่ หลังจากกินอิ่มก็หลับไปอีกครั้ง เหอจิ่วเหนียงฉวยโอกาสในตอนที่ทุกคนเผลอหยิบแผ่นแปะลดไข้ออกมาจากห้วงมิติ แปะไว้บนหน้าผากบุตรชาย หวังว่าเช้าวันพรุ่งไข้จะลดลง
ร่างกายของลูกน้อยอ่อนแอเกินไป เหอจิ่วเหนียงไม่กล้าให้เขากินยาในตอนนี้ การใช้แผ่นแปะลดไข้จึงเป็วิธีที่เหมาะสมที่สุด
.
เมื่อทุกคนเติมเต็มพลังงานให้ตัวเองเสร็จ ผู้เฒ่าลู่จึงให้ความสนใจกับร่างของชายที่นอนอยู่บนพื้น เขาชี้นิ้วออกไปแล้วเอ่ยถามเหอจิ่วเหนียง “คุณชายผู้นี้เป็อะไรไปหรือ?”
อากาศร้อนและแห้งแล้งเช่นนี้คนเป็ลมเป็แล้งย่อมมีให้เห็น ส่วนมากก็กระหายน้ำหรือไม่ก็เป็ลมแดด อาการเช่นนี้หลังจากได้รับความช่วยเหลือก็จะฟื้นตัวได้เพียงไม่นาน
แต่คุณชายผู้นี้กลับหมดสติจนบัดนี้ยังไม่ฟื้น ทุกคนจึงเกิดความสงสัย
เหอจิ่วเหนียงโบกมือแสร้งบอกปัด “ข้าก็ไม่รู้เ้าค่ะ คิดว่าคงจะกระหายน้ำจนเป็ลมกระมัง ระหว่างทางข้าป้อนน้ำให้เขาแล้ว ส่วนจะฟื้นหรือไม่ก็อยู่กับโชคชะตาของเขาแล้วเ้าค่ะ”
…ความจริงแล้วชายผู้นี้โดนพิษ…
ตอนที่เจอเขาเหอจิ่วเหนียงมองปราดเดียวก็รู้แล้ว และเพราะนางคาดเอาไว้ว่าสถานะของเขาต้องไม่ธรรมดา บางทีอาจมีผลประโยชน์ต่อคนในครอบครัวหลังจากนี้ ดังนั้นนางจึงช่วยถอนพิษให้เขาโดยใช้วิธีการขับเืโดยเข็มเงินจากในห้วงมิติ
แต่แน่นอนว่านางไม่อาจเผยความสามารถนี้ให้คนแซ่ลู่ล่วงรู้ได้ จึงแสร้งทำเป็คาดเดาไปต่าง ๆ นานา
.
.
.