หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป
ณ ห้องอาหารชั้น 5 เวลา 8.50 นาฬิกา
ครืน~~
"อรุณสวัสดิ์ทุกคน~"
"หวัดดีครับ..."
"เฮ้อ..."เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในห้องอาหารก็พบกับบรรยากาศหนักอึ้งจากสองพี่น้องนั้น หลังจากถ่ายทำหนังของพวกเขาเสร็จนี้ก็ผ่านมา3วันแล้วแต่ยอดวิวของพวกเขาไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ไม่แปลกใจที่พวกเขาจะเครียดเพราะมันส่งผลกับค่าตอบแทนของพวกเขาด้วย ผมจึงเดินเข้าไปจับไหล่ทั้งสองคนพร้อมลูบเบาๆเป็การปลอบใจแทน
"อย่าทำหน้าเครียดแบบนั้นสิ ผลงานอื่นๆของพวกนายดีเยี่ยมอยู่แล้ว อีกอย่างมันเพิ่งผ่านไปแค่3วันเอง อย่างน้อยต้องอาทิตย์หนึ่งถึงจะวัดผลได้นะ"
"ผมรู้ดีครับแต่ว่า...ผมตั้งใจกับมันมากแต่ผลลัพธ์ออกมาไม่ดีเท่าไหร่ก็เลย..."ซาโตชินอนราบไปกับโต๊ะในปากเคี้ยวข้าวเอื่อยเฉื่อยอย่างคนไม่มีแรง ส่วนซาโตรุนั่งจิบชาอยู่เงียบๆแตกต่างจากปกติที่มักจะพูดจาเรื่อยเปื่อยตลอดเวลา เห็นแบบนั้นมันก็น่าสงสารเหมือนกันนะ แต่ถ้าปล่อยให้นั่งเครียดกันต่อไปคงไม่ดีแน่ควรแนะนำอะไรให้พวกเขาดีละ...
"ก็บอกอยู่นี้ไงว่าอย่าไปเครียด! เติมพลังให้เรียบร้อยแล้วไปหากิจกรรมสนุกๆทำดีกว่านะ"
"พวกเราไม่มีอารมณ์ทำแบบนั้นหรอก (-3-)"
พึบ!
"อย่าให้ต้องเป็ห่วงสิ..."ผมดึงตัวพวกเขาเข้ามากอดหลวมๆนั้นทำให้สองพี่น้องต่างเหลือบมองหน้ากันและกันเหมือนกำลังสื่อสารทางจิตกันอยู่ ผมไม่รู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรกันอยู่แต่สักพักซาโตรุเป็ฝ่ายลุกขึ้นยืนก่อนพร้อมหันมาหาซาโตชิที่กำลังยืนขึ้นเหมือนกัน
"งั้นพวกเราไปแช่น้ำร้อนสักหน่อยแล้วกัน"
"เห่...มีที่แบบนั้นด้วยเหรอ?"
"มีสิครับ อยู่ชั้น 10 ด้านในสุด ถ้าอยากใช้ก็มาได้นะครับ"
"ไว้คราวหน้านะ ว่าแต่...คนอื่นๆไปไหนหมดละ?"ภายในห้องอาหารมีแค่ผมและสองพี่น้องเท่านั้น ส่วนอีก3คนไม่เห็นวี่แววเลยแหะ หายไปไหนกันละเนี่ย
"วันนี้ถึงคิวบาจิแสดงคงอยู่ตึกหญิงแหล ส่วนเคย์กับเฮอิจิคงอยู่บนห้องละมั่ง"
"แปลกนะ สองคนนั้นมาห้องอาหารตลอดนี้น่า"
"คงมีเื่ส่วนตัวแหลหรือถ้ากังวลจะแวะไปดูก็ได้นะครับ เคย์อยู่ชั้น 6 ส่วนเฮอิจิอยู่ชั้น 7 ครับ"
"ขอบใจนะ เดี๋ยวกินข้าวเสร็จจะลองไปหาพวกเขาดู"เมื่อบทสนทนาจบลงสองพี่น้องขอตัวลาออกไปก่อน ผมเลยต้องนั่งกินข้าวคนเดียวแบบเหงาๆจึงรีบกินรีบออกจากที่นี้เพื่อจะได้ไม่เสียเวลา
.
.
15 นาทีผ่านไป
ณ ห้องพักพนักงานชั้น 6 เวลา 9.05 นาฬิกา
ดิ๊ง~ด๊อง~
จากหลังกินข้าวเรียบร้อยผมจึงขึ้นมาชั้น 6 เพื่อมาหาเคย์ซึ่งปกติเวลานี้เขาจะไปโผล่ที่ห้องอาหารแล้ว ช้าสุดก็8.30แต่จนถึง9โมงแล้วเขายังไม่โผล่หัวมาเลย เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าหรือยังคิดมากเื่คราวก่อนอยู่!?
ดิ๊ง~ด๊อง~ดิ๊ง~ด๊อง~
ด้วยความกังวลผมจึงกดออดอีกรอบอย่างร้อนรน ถ้าเกิดผมเป็ต้นเหตุทำให้เขาไม่อยากอาหารละ! แบบนี้จะส่งผลเสียต่อสุขภาพเขานะ ไหนจะเป็โรคกระเพาะอาหารอีกหรือถึงขั้นเป็โรคซึมเศร้าก็มี! ไม่นะเคย์!!!
ปึง!
"หนวกหูเว้ยคนจะนอน!!"หลังจากยืนรอเขาอยู่นานพ่อหนุ่มเคย์ก็เปิดประตูอย่างแรงพร้อมจ้องมองผมด้วยสายตาหงุดหงิดสุดๆ เมื่อเขาโผล่หน้าออกมานั้นทำให้ผมรู้สึกดีใจขึ้นมาที่เขากลับมาเป็ปกติแล้วพร้อมเดินปรี่เข้าไปหาเขาด้วยความดีใจสุดๆ
"นายโอเคหรือเปล่า! เมื่อเช้าไม่เห็นที่ห้องอาหารเลยขึ้นมาดูแต่ตอนนี้นายกลับมาเป็คนเดิมแล้วนี้ อื้ม~รู้สึกดีใจจังที่เห็นหน้านายวันนี้ ตอนแรกกังวลมากเลยถ้าเกิดนายไม่ออกมาคงต้องพังประตูเข้า--"
"เฮ้ย!!! หยุดพูดสักที!"จู่ๆเขาก็ขึ้นเสียงใส่นั้นทำให้ผมยกมือปิดปากตัวเองโดยอัตโนมัติ เคย์ยกมือขยี้หัวฟูๆของตัวเองนั้นทำให้ผมเพิ่งสังเกตว่าเขาใส่แค่กางเกงขายาวตัวเดียว หัวยุ่งเหยิงเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน เอ...หรือว่าผมเข้าใจผิดเองเหรอเนี่ย!
"คนเขาแค่ตื่นสายโอเค๊? และไม่ได้มีปัญหาอะไรทั้งนั้นด้วย"
เพล้ง!
"ยะ อย่างงั้นเองเหรอ..."รู้สึกได้ยินเสียงหน้าตัวเองแตกเป็เสี่ยงๆ โถ่...ไอเราก็อุตส่าห์เป็ห่วงแต่ที่ไหนได้ เขาแค่ตื่นสายเฉยๆเองเหรอเนี่ย!!
"ขอโทษทีนึกว่านายมีปัญหาอะไรซะอีก งั้นนอนต่อได้เลย (^^)"
"แบบนี้ไม่มีอารมณ์นอนต่อหรอก!"เคย์หันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องตัวเอง แต่สายตาของผมดันเหลือบไปเห็นด้านหลังของเขามีรอยแผลขีดข่วนเต็มไปหมดเลย แต่ละรอยมีความตื้นลึกไม่เท่ากันแสดงว่าน้ำหนักตอนโดนมีความแรงไม่เท่ากัน ด้วยความลืมตัวผมจึงเดินเข้าไปแตะแผ่นหลังเบาๆจนเ้าตัวสะดุ้งเล็กน้อยแต่ไม่ได้โวยวายอะไรกลับมา
"ไปโดนอะไรมา! เจ็บหรือเปล่า?"
"แผลตั้งนานแล้วจะไปเจ็บได้ไง"
"แต่ตอนโดนคงเจ็บมากเลยสินะ...."
"....ใครจะไปจำได้"น้ำเสียงเขาสั่นเล็กน้อยเหมือนไม่อยากพูดถึงมัน ผมลูบรอยแผลนั้นไปมาอย่างอ่อนโยนจนเ้าตัวมีอาการสั่นเล็กน้อยเหมือนคนกำลังร้องไห้ออกมา เห็นเขาปากเสียแบบนี้แต่ก็มีความอ่อนไหวภายในใจเหมือนกัน มันทำให้ผมเริ่มเข้าใจในตัวเขาขึ้นมาทันทีว่าทำไมพฤติกรรมของเขาถึงขวางโลกขนาดนี้
"หยุดลูบสักทีมันจั๊กจี้!!"จู่ๆเคย์ก็หันหน้ามาตะคอกใส่ผมจนต้องถอยห่างออกมาโดยอัตโนมัติ ก่อนที่เขาจะกลับมาเป็ปกติและเดินไปหยิบเสื้อผ้ามาใส่ เดี๋ยวนะ...เขาไม่ได้เศร้าอยู่เหรอ? แล้วที่ตัวสั่นเมื่อกี้คือจั๊กจี้เหรอ!!
"นี้นาย...ไม่ได้ร้องไห้เหรอ?"
"หะ? แล้วทำไมต้องร้องด้วยละ!"
"ก็เมื่อกี้....นายตัวสั่น"
"แค่รู้สึกจั๊กจี้เฉยๆมันก็เลยสั่นเอง" จะ จริงๆด้วย! นี้ผมเผลอเป็ห่วงโดยที่เ้าตัวไม่ได้เป็อะไรเลยนี้หว่า อ้า...นี้ผมโดนหลอกอีกแล้วเหรอเนี่ย!
"/เคย์...ฉันเกลียดนายที่สุดเลย/"
"หะ? อะไรนะ?"
"ไม่มีอะไรเดี๋ยวจะไปแล้ว! ลงไปกินข้าวด้วยละ!!"
"หะ! มาเพื่อบอกแค่นี้เนี่ยนะ? เฮ้ย!!"ผมไม่ได้อยู่ฟังที่เคย์พูดพร้อมเดินมาทางลิฟต์เพื่อขึ้นไปหาเฮอิจิซึ่งเป็บุคคลที่ผมไม่อยากไปหาเท่าไหร่นัก แต่ลึกๆอยากขึ้นไปเช็คให้แน่ใจว่าเขายังอยู่ดีเลยตัดสินใจไปหาดีกว่า รอบนี้ผมจะไม่เอาความรู้สึกมาตัดสินแล้วแต่จะตัดสินด้วยตาตัวเองนี้แหล แต่ว่า...ลึกๆแล้วเคย์อาจจะร้องไห้อยู่ก็ได้นะแค่ไม่ได้ร้องออกมาเฉยๆ ยังไงถ้านึกถึงเหตุการณ์ที่ไม่อยากจำมันต้องมีแวบหนึ่งที่รู้สึกเ็ปบ้างแหล เขาอาจปกปิดผมอยู่ก็ได้มั่ง
ติ๊ด!
เมื่อลิฟต์มาหยุดที่ชั้น 7 เดินเลี้ยวขวาออกมาก็จะเจอกับห้องของเฮอิจิ แต่ระหว่างทางนั้นสายตาผมก็เหลือบไปเห็นห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ห้องหนึ่งซึ่งมีกระจกโปร่งใสกั้นรอบด้าน ได้ยินเสียงเพลงเป็จังหวะเบาๆ ภายในห้องมีเสาอลูมิเนียมตั้งโด่อยู่กลางห้องพร้อมร่างของคนๆหนึ่งที่กำลังใช้ขากอดรัดเสานั้นและค่อยๆหมุนตัวรอบเสาบวกกับชุดพริ้วไหวที่ใส่ทำให้เขาดูสง่างามเหลือเกิน
"สวยจัง..."ผมเหม่อมองการแสดงของเขาตาไม่กระพริบ คนๆนั้นกำลังใช้ขากอดรัดเสาแล้วกลับหัวลงมาส่วนมือทั้งสองข้างกางออกพร้อมหมุนตัวไปด้วย ทำให้เขาเหมือนกำลังบินอยู่กลางอากาศอย่างงั้นเลย
'อะ! ฮาจิมะ!!'ดูเหมือนเขาจะรู้ตัวแล้วว่าผมแอบดูอยู่จึงะโเรียกออกมาจากห้องกระจกพร้อมเลื่อนตัวลงมายืนบนพื้นก่อนจะรีบเปิดประตูห้องกระจกออกมาต้อนรับ ว่าแต่...รู้จักผมได้ยังไงละ? หรือว่า...
"เฮอิจิเองเหรอครับนึกว่าคนนอกซะอีก"พอได้มองหน้ากันใกล้ๆก็พบว่าคนๆนี้คือเฮอิจินั้นเอง เขามัดผมรวบตึง ทาลิปมันนิดหน่อย แถมชุดที่เขาใส่เป็ชุดรัดรูปแขนสั้นสีขาวแหวกอกตรงกลางทำให้เขาดูเซ็กซี้เหลือเกิน
"มาหาฉันเหรอดีใจจัง~ไม่ได้เจอกันตั้งนานเลย (^^)"เฮอิจิฉีกยิ้มกว้างพร้อมะโเข้ามากอดผมแน่นจนเกือบทรงตัวไม่อยู่ อา...เห็นท่าทางร่าเริงของเขาคงไม่ต้องเป็ห่วงแล้วสินะ
"แค่ไม่กี่วันเองนะครับ"ผมไม่ได้ออกมาเจอคนอื่นๆเลยเพราะต้องเขียนรายงานส่งคุณโอซุมะ แถมรอบนี้เข้มงวดกว่าเดิมจนไม่สามารถออกจากห้องได้เลย แค่จะเดินไปเข้าห้องน้ำยังต้องคิดแล้วคิดอีก
"ตั้งหลายวันต่างหาก ทำงานเหนื่อยหรือเปล่าท่าทางโทรมลงไปเยอะเลยนะ ดูขอบตาสิคล้ำขนาดนี้ได้ยังไง?!"
"ก็นิดหน่อยนะ แต่วันนี้ได้พักคงดีขึ้นบ้างแหลครับ"
"อื้อ! ดีแล้วละ อย่าหักโหมมากนะแล้วก็ทาครีมที่ให้ไปด้วยละ มันช่วยให้สดชื้นด้วยนะ"
"เข้าใจแล้วครับ แต่ตอนนี้...ผมร้อนมากเลย"ตอนนี้ผมยังโดนกอดรัดแน่นจนเริ่มมีเหงื่อผุดบนหน้าผาก อากาศข้างนอกตอนนี้อย่างร้อนเลย ยิ่งถ้าเป็่เที่ยงถึงบ่ายโมงจะรู้สึกอยู่ในเตาอบขนาดย่อมเลยละ
"หืม! ร้อนเหรอ? งั้นก็..."
.
.
5 นาทีผ่านไป
"ดีขึ้นหรือยัง?"
"มันก็ดีขึ้นนะครับแต่ว่า...เลิกกอดผมสักทีเถอะครับ (-_-)"ที่ผมบ่นว่าร้อนก็เพื่อจะให้เขาปล่อย แต่กลับโดนลากเข้ามาในห้องพร้อมเปิดแอร์เย็นช่ำและลากผมให้มานั่งบนตักของเขาส่วนเ้าตัวใช้มือโอบเอวจากด้านหลังอย่างมีความสุข พอผมจะลุกก็ทำหน้าจะร้องไห้เลยปล่อยให้เขาทำตามใจไปแล้วกัน
"วันนี้ฮาจิมะอุตส่าห์มาหาถึงห้องเลยนี้น่า แสดงว่าคิดถึงฉันอยู่แน่เลย (^^)"
"ผมไม่เห็นคุณที่ห้องอาหารเลยมาหาเฉยๆครับ ถ้าไม่ได้เป็อะไรค่อยโล่งอกไปที"
"อ๋อ...คิดว่าฉันหิวเลยมาให้กินถึงห้องเลยเหรอ งั้นทานละนะครับ~"
"หะ!? ไม่ใช่แบบนั้นครับ!!"เฮอิจิเข้ามากัดแก้มผมจนยืดออกมาอย่างหมั่นเขี้ยว เฮ้อ...เพราะแบบนี้ไงผมถึงไม่อยากมาหาเขา ชอบเล่นพิเรนทร์ตลอดไม่ใช่เด็กๆกันแล้วนะ!
"เอ่อ..ว่าแต่เมื่อกี้ทำอะไรอยู่เหรอครับ?"เมื่อผมเปลี่ยนเื่คุยนั้นทำให้เฮอิจิปล่อยแก้มผมให้เป็อิสระก่อนจะทำตาเป็ประกายพร้อมฉีกยิ้มอย่างอารมณ์ดี ตอนนี้ภาพใบหน้าของเฮอิจิเหมือนกับน้องหมาที่กำลังแลบลิ้นตอนได้ของเล่นชิ้นใหม่อยู่เลย เอ๊ะ! แต่ผมไม่ได้ว่าเขาเป็หมานะ!
"สนใจงั้นเหรอเดี๋ยวสอนให้เอามั้ย? ค่าเรียนฟรีแค่หอมแก้มทุกวันก็พอ (*0*)"
"มะ ไม่ได้อยากเรียนครับแค่อยากรู้เฉยๆ (-_-)"
"หยอกเล่นน่า...ฉันเคยเป็บาร์โฮสต์มาก่อนแต่ตอนนี้ทำเป็งานอดิเรกแล้ว ห้องนั้นฉันขอให้ผู้จัดการสร้างให้โดยฉันเป็คนออกเงินทั้งหมด วันนี้เกิดอยากเล่นขึ้นมาก็เลยเล่นสักหน่อยแต่ไม่ได้ฝึกนานแล้วเลยรู้สึกติดๆขัดๆ สงสัยต้องกลับไปฝึกใหม่แล้วมั่ง (^^)"
"คุณแสดงได้สง่างามมากเลยครับไม่เหมือนคนไม่ได้ฝึกเลย แถมการแต่งตัวเต็มยศนั้นแสดงว่าคุณชอบอาชีพเก่ามากเลยสินะครับ"
"ถ้าชอบคงไม่ออกมาหรอก บอกแล้วนี้ว่าทำเป็งานอดิเรก"
"ถ้าไม่ชอบคงไม่สั่งทำห้องซ้อมไว้หรอกครับ แถมเมื่อกี้คุณก็พูดยาวเหยียดทั้งที่ตอบแค่เป็งานอดิเรกก็ได้นี้ครับ" ผมเริ่มขึ้นเสียงเล็กน้อยเพราะดูก็รู้ว่าเขากำลังโกหกผมอยู่ ไม่รู้ทำไมต้องโกหกกันด้วยหรือถ้าไม่อยากบอกก็แค่เงียบแล้วพูดเื่อื่นก็จบ ให้ตายสิ...ทำไมคนที่นี้ถึงชอบโกหกกันจังนะ (ตัวเองด้วยนั้นแหล -_-)
"อ้า~ยอมแพ้แล้ว นายนี้รู้ใจฉันจริงๆ ฉันชอบมันจริงๆนั้นแหลแต่ตอนนั้นเกิดรู้สึกเบื่องานที่ทำแล้วเป็จังหวะเดียวกันที่คุณโอซุมะเสนอให้มาที่นี้ ก็เลยตัดสินใจออกมา แต่ลึกๆมันอยากกลับไปแสดงอีกครั้งเหมือนกันนะ"
"งั้นก็ไปสิครับ"
"มันไม่ง่ายขนาดนั้นนะสิ บางทีเกิดรู้สึกกลัวขึ้นมาว่าถ้ากลับไปทุกคนจะจำเราได้มั้ย เราจะแสดงได้ดีกว่าเมื่อก่อนหรือเปล่าอะไรประมาณนี้"
"ไม่ต้องกลัวหรอกครับ การแสดงเมื่อกี้งดงามมากจนผมมองตาค้างเลยละ คนอื่นๆถ้าได้ดูคงรู้สึกแบบเดียวกับผมแน่"ผมอยากเห็นเขาแสดงบนเวทีเหมือนกันแถมบาร์โฮสต์ไม่ได้ทำกันง่ายๆนะ นอกจากแสดงต้องมาคอยเอาใจลูกค้าอีก บางทีเจอลูกค้าแย่ๆแต่ต้องฝืนทำให้ลูกค้าพอใจเพื่อเงิน เฮ้อ...คงลำบากน่าดู
"นี้..."
"ครับ?"
"แต่งงานกันเถอะ บ้านพร้อมที่ดินยกให้หมดเลย (^^)"
"เฮ้อ...เลิกล้อเล่นสักทีเถอะครับ" เอาอีกละ! ทำไมเขาชอบพูดเล่นตลอดเลยนะ ั้แ่เจอกันครั้งแรกก็ชอบแกล้งชอบพูดให้เข้าใจผิดตลอด แบบนี้เวลาเขาพูดเื่จริงจังมันทำให้ไม่น่าเชื่อถือเลยนะ
"ฉันพูดจริงนะ"เฮอิจิจับใบหน้าของผมให้หันมาทางเขาพร้อมจ้องเขม็งอย่างจริงจัง นั้นทำให้ผมรู้สึกประมาทเล็กน้อยพร้อมกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ลงคอช้าๆ
"เวลาอยู่กับฮาจิมะรู้สึกมีกำลังใจตลอดเวลาแถมไม่มีท่าทีรังเกียจแม้ฉันจะทำตัวประหลาดแค่ไหน นั้นแหลเป็เหตุผลที่ชอบนายขนาดนี้"สีหน้าของเฮอิจิดูอ่อนโยนแตกต่างจากตอนปกติที่มักทำหน้ากวนประสาทเสมอ เขาไม่ได้โกหกแต่ยังไงผมก็ไม่แต่งอยู่ดี! ผู้ชายเขาแต่งงานกันได้ที่ไหนจะบ้าเหรอ! แถมที่นี้มีกฏห้ามมีแฟนนะนี้เขาลืมหรือเปล่า
"ผมเชื่อก็ได้ครับแต่ยังไงผมก็ไม่แต่งอยู่ดี"
"งั้นคบกันก่อนก็ได้ อยากกินอะไรเดี๋ยวพาไปเลี้ยง (^^)"
"คบก็ไม่เอาครับ!"
"ทำไมละ...(._.)"
"คุณลืมกฏของที่นี้ไปแล้วเหรอครับว่าห้ามมีแฟน!"
"แอบคบกันก็ได้นี้ (._.)"
"ไม่ได้ก็คือไม่ได้ครับ!"
"งั้นช่วยรับความรู้สึกของฉันก็ได้ ถึงจะไม่ได้คบกันก็ขอให้อยู่ด้วยกันได้ก็พอ ได้หรือเปล่า..."เฮอิจิพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบาข้างหูของผมพร้อมกอดรัดแน่นขึ้นทำให้รู้สึกอบอุ่นเล็กน้อย อา...เหตุการณ์แบบนี้อีกแล้วเหรอแถมยอมรับกันได้ง่ายๆอีก แต่ผมไม่ได้รังเกียจอะไรเขาและไม่ได้รู้สึกลำบากใจหรอกนะ
"ก็ได้ครับ แต่เื่นี้ห้ามให้คุณโอซุมะรู้นะครับ"
"อื้ม! ไม่เอาไปบอกใครอยู่แล้วละ (^^)"เมื่อตอบตกลงเฮอิจิดูร่าเริงขึ้นมาทันที ผมเห็นเขามีความสุขก็รู้สึกดีใจแล้วละ แต่ว่า...รู้สึกความสัมพันธ์มันซับซ้อนมากขึ้นไปอีก ไหนจะสองพี่น้องที่มาสารภาพรักกับผมรวมถึงบาจิที่เริ่มเข้าหาผมอีก ตอนนี้หวังว่าพ่อหนุ่มเคย์คงไม่เป็แบบนั้นนะ...
.
.
.