รุ่งอรุณวันใหม่ ณ สถานีพักแรมหุบเขาจันทร์เสี้ยว เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับกิจวัตรอันคุ้นเคยของเหล่านักเดินทางและกองคาราวาน เสียงผู้คนตระเตรียมสัมภาระ เสียงสัตว์พาหนะร้องทักทายยามเช้า และกลิ่นควันไฟจางๆ จากครัวชั่วคราว ปลุกให้เฉิน ฮ่าวหราน ตื่นขึ้นจากภวังค์แห่งการทบทวนเคล็ดวิชา เขารู้สึกว่าร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่และปรับตัวเข้ากับการเดินทางได้ดีขึ้นเล็กน้อย แม้ความอ่อนล้าจากการเดินทางสะสมจะยังคงอยู่บ้างก็ตาม แต่ความรู้จาก "คัมภีร์อัสนีา บทที่ 1" ที่ได้รับมาเมื่อคืนนี้ ยังคงแจ่มชัดและสลักลึกอยู่ในห้วงสำนึกของเขา ราวกับว่ามันเป็ส่วนหนึ่งของเขามาแต่เดิมแล้ว เขาลองกำหมัดเบาๆ ััถึงพลังงานสายฟ้าสีครามทองที่ยังคงหลับใหลและสงบนิ่งอยู่ภายในกาย รอคอยการชี้นำและการควบคุมที่ถูกต้องจากเขา
เฉินหลิวได้ตื่นขึ้นก่อนหน้าเขาและจัดเตรียมสัมภาระสำหรับการเดินทางต่อเรียบร้อยแล้ว นางสังเกตเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปของบุตรชายในเช้านี้ มันดูมีความมุ่งมั่น สมาธิ และความเข้าใจบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่าเดิมฉายออกมาอย่างเห็นได้ชัด นางเพียงยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ไม่ได้เอ่ยถามถึงความเปลี่ยนแปลงนั้นออกมา เพียงแต่กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า "ไปทานอาหารเช้ากันเถอะลูก วันนี้เราต้องไปพูดคุยเื่การขอร่วมเดินทางกับกองคาราวานนั้น"
หลังอาหารเช้าอันเรียบง่าย ณ โรงเตี๊ยม เฉินหลิวก็พาฮ่าวหรานออกมายังลานกว้างกลางสถานีพักแรมอีกครั้ง ที่ซึ่งกองคาราวานหลายกลุ่มกำลังเตรียมตัวออกเดินทางกันอย่างขะมักเขม้น เสียงะโสั่งงานของหัวหน้ากองคาราวาน เสียงล้อเกวียนที่เริ่มเคลื่อนตัว และเสียงร้องของสัตว์พาหนะดังผสมปนเปกันไปหมด เฉินหลิวเดินสำรวจอย่างใจเย็นอีกครั้ง นางพิจารณากองคาราวานแต่ละกลุ่มที่นางเล็งไว้เมื่อวานอย่างละเอียด ประเมินขนาดของกองคาราวาน จำนวนและความแข็งแกร่งของทหารยามคุ้มกัน ลักษณะสินค้าที่บรรทุก และทิศทางที่พวกเขากำลังจะมุ่งหน้าไป นางหลีกเลี่ยงกองคาราวานที่ดูโอ่อ่าหรูหรา หรือมีขนาดใหญ่โตจนเกินไป เพราะนั่นอาจจะเป็เป้าสายตาของโจรป่าหรือผู้ไม่หวังดีได้ง่าย ในที่สุด นางก็ตัดสินใจเลือกกองคาราวานขนาดกลางกลุ่มหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะเป็กลุ่มพ่อค้าที่ขนส่งสมุนไพรและผ้าไหมเป็หลัก กำลังจะมุ่งหน้าลงใต้ในเส้นทางเดียวกับที่นางวางแผนไว้ พวกเขามีทหารยามคุ้มกันประมาณสิบกว่านาย ซึ่งดูแข็งแรง มีระเบียบวินัย และอาวุธครบมือ
นางเดินเข้าไปสนทนากับหัวหน้ากองคาราวาน ซึ่งเป็ชายวัยกลางคนร่างท้วม ใบหน้าดูซื่อสัตย์และเปี่ยมประสบการณ์ ชื่อว่า "ลุงหลิว" ตามที่นางได้สอบถามมา เฉินหลิวแนะนำตนเองและบุตรชายอย่างสุภาพ แจ้งความประสงค์ขอร่วมเดินทางลงใต้ไปยังเมืองหยุนผิง โดยเสนอที่จะจ่ายค่าเดินทางตามสมควร และรับรองว่าจะปฏิบัติตามกฎระเบียบของกองคาราวานและจะไม่สร้างปัญหาใดๆ ให้เด็ดขาด
ลุงหลิวผู้เป็หัวหน้ากองคาราวานมองสองแม่ลูกอย่างพิจารณา เขาสังเกตเห็นความสงบนิ่ง ท่าทีอันสุภาพ และแววตาที่ดูไม่ธรรมดาของเฉินหลิว รวมถึงความสะอาดสะอ้านและความเงียบขรึมของเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างๆ แม้จะดูอ่อนล้าจากการเดินทางอยู่บ้างก็ตาม หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พยักหน้าช้าๆ "ได้สิ แม่นาง ข้ามองดูแล้วท่านและบุตรชายก็ดูไม่เหมือนคนที่จะสร้างปัญหาอันใด ส่วนค่าเดินทางก็เอาตามที่ท่านเสนอมานั่นแหละ ถือว่าช่วยเหลือกันไป เชิญท่านร่วมเดินทางไปกับพวกเราได้เลย เรากำลังจะออกเดินทางกันในอีกประมาณครึ่งชั่วยามข้างหน้านี้แล้ว"
เฉินหลิวกล่าวขอบคุณลุงหลิวอย่างจริงใจ และพาฮ่าวหรานไปสมทบกับกลุ่มคาราวาน พวกเขาถูกจัดให้อยู่ในเกวียนบรรทุกสินค้าที่ไม่หนักมากนัก ซึ่งพอจะมีที่ว่างให้นั่งได้ ร่วมกับนักเดินทางธรรมดาอีกสองสามคนที่ขอร่วมเดินทางมาด้วยเช่นกัน ฮ่าวหรานมองไปรอบๆ อย่างเงียบๆ เห็นเหล่าทหารยามในชุดเกราะหนังสีเข้ม กำลังตรวจสอบอาวุธและความเรียบร้อยเป็ครั้งสุดท้าย กัปตันหน่วยทหารยาม ชื่อว่า "กัปตันเฟิง" เป็ชายร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมเข้มและเคร่งขรึม กำลังยืนสั่งการลูกน้องด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจและเด็ดขาด บรรยากาศโดยรวมของกองคาราวานนี้ดูมีระเบียบแบบแผนและน่าเกรงขามกว่าที่เขาคิดไว้ ทำให้ฮ่าวหรานรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาระดับหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็อดที่จะรู้สึกประหม่าอยู่บ้างที่ต้องมาอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้าจำนวนมากเช่นนี้ เขาจึงเลือกที่จะนั่งเงียบๆ อยู่ข้างมารดา ไม่พูดไม่จา
เมื่อได้เวลาออกเดินทาง ขบวนคาราวานอันประกอบไปด้วยเกวียนสินค้าหลายสิบเล่มและผู้คนอีกเกือบห้าสิบชีวิต ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากประตูสถานีพักแรมหุบเขาจันทร์เสี้ยวอย่างช้าๆ แต่เป็ระเบียบ เสียงล้อเกวียนไม้บดไปบนพื้นดินดังประสานกันเป็จังหวะสม่ำเสมอ การเดินทางเป็กลุ่มใหญ่เช่นนี้ให้ความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัยกว่าการเดินทางตามลำพังสองแม่ลูกมากนัก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเชื่องช้าและความเป็ส่วนตัวที่ลดน้อยลงไป เฉินหลิวใช้โอกาสนี้ในการสอนสั่งบุตรชายอย่างเงียบๆ นางชี้ให้เขาสังเกตการณ์จัดวางตำแหน่งของทหารยามในขบวน วิธีที่เหล่าพ่อค้าระแวดระวังรักษาสินค้าของตนเอง หรือแม้แต่การสังเกตเส้นทาง ร่องรอยของสัตว์ป่า หรือลักษณะภูมิประเทศที่อาจบ่งบอกถึงอันตราย
่กลางวัน เมื่อขบวนคาราวานหยุดพักเพื่อทานอาหารกลางวันง่ายๆ ริมแม่น้ำสายเล็กๆ สายหนึ่ง ขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่กำลังพักผ่อนและจับกลุ่มพูดคุยกัน เฉินหลิวก็แยกตัวไปสนทนากับสตรีนักเดินทางอีกคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็หมอยาเช่นเดียวกัน ฮ่าวหรานจึงถือโอกาสนี้ ปลีกตัวออกมาจากความวุ่นวาย ไปนั่งขัดสมาธิอยู่หลังเกวียนที่พวกเขาโดยสารมา ซึ่งจอดอยู่ในมุมที่ค่อนข้างสงบและลับตาคน
เขาหลับตาลง รวบรวมสมาธิ ขับไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป ระลึกถึงหลักการใน "คัมภีร์อัสนีา - บทที่ 1: ชักนำและควบคุม" ที่เขาเพิ่งได้รับมาเมื่อคืนก่อนอย่างตั้งใจ เขาลองโคจรลมหายใจเข้าออกช้าๆ ตามรูปแบบเฉพาะที่คัมภีร์ได้แนะนำไว้ ก่อนจะค่อยๆ ใช้จิตััอันละเอียดอ่อนของตนเอง พยายาม "ชักนำ" พลังงานสายฟ้าสีครามทองอันน้อยนิดที่ไหลเวียนอยู่ในร่าง ให้เคลื่อนที่ไปตามเส้นลมปราณเริ่มต้นที่คัมภีร์ได้ระบุไว้ในแผนภาพอย่างช้าๆ และระมัดระวังที่สุด
มันเป็ความรู้สึกที่ยากจะบรรยายออกมาเป็คำพูดได้! พลังงานอัสนีานั้น ดุร้าย เกรี้ยวกราด และพยศยิ่งกว่าอาชาป่าที่ดุร้ายที่สุดในโลกเสียอีก! การพยายามชักนำมันให้เคลื่อนที่ไปตามเจตจำนงของเขานั้น เปรียบเสมือนการพยายามใช้เพียงเส้นไหมอันบอบบางเส้นเดียวไปผูกคอและจูงัอัสนีอันเกรี้ยวกราดและทรงพลัง! ฮ่าวหรานต้องใช้สมาธิทั้งหมดที่มี รวบรวมพลังจิตและความตั้งใจทั้งหมด ควบคุมจิตใจของตนเองอย่างสุดกำลัง เพื่อประคับประคองกระแสพลังงานสายฟ้าสีครามทองอันเล็กจ้อยและปั่นป่วนนั้น ให้ไหลไปตามเส้นทางที่ถูกต้องได้เพียงชั่วลมหายใจเข้าออกเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น!
เปรี๊ยะ!
ความรู้สึกเจ็บแปลบราวกับถูกเข็มแทงพลันแล่นปราดขึ้นมาตามเส้นลมปราณ! พลังงานสายฟ้าสายนั้นดีดดิ้นอย่างรุนแรงราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกกักขัง จนเขาต้องรีบคลายการควบคุมและตัดการเชื่อมต่อกับมันในทันที! เหงื่อกาฬเม็ดเล็กๆ ไหลซึมออกมาทั่วหน้าผาก หัวใจเต้นระรัวด้วยความเหนื่อยล้าทางจิตใจและความหวาดหวั่นเล็กน้อยที่พลังงานอาจจะอาละวาดออกมา แม้ภายนอกร่างกายจะไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไป แต่ฮ่าวหรานรู้ดีว่า นี่คือ ความสำเร็จก้าวแรก ของเขา!
แม้จะเป็เพียงก้าวเล็กๆ ที่แทบจะมองไม่เห็นความแตกต่าง แต่เขาก็สามารถ "ัั" "เชื่อมต่อ" และ "ชักนำ" พลังงานอัสนีาในร่างของตนเองได้เป็ครั้งแรกอย่างแท้จริง! ความยากลำบากและความอันตรายของการฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ ปรากฏชัดเจนขึ้นในใจของเขาอย่างแจ่มแจ้ง แต่แทนที่จะรู้สึกท้อแท้หรือหวาดกลัว เขากลับรู้สึกถึงความมุ่งมั่นและความท้าทายที่ลุกโชนขึ้นมาอย่างแรงกล้ากว่าเดิม!
เมื่อขบวนคาราวานออกเดินทางต่อใน่บ่าย ฮ่าวหรานดูเงียบขรึมลงกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ดวงตาของเขากลับทอประกายแห่งความเข้าใจและความเด็ดเดี่ยวบางอย่างออกมาอย่างชัดเจน
ตกเย็น ขบวนคาราวานได้เลือกทำเลที่เหมาะสมในการตั้งค่ายพักแรมริมทาง การจัดการต่างๆ ดูเป็ระบบระเบียบและปลอดภัยกว่าการพักแรมตามลำพังของสองแม่ลูกมากนัก มีการจัดเวรยามอย่างแ่าผลัดเปลี่ยนกันตลอดคืน มีการก่อกองไฟขนาดใหญ่หลายกองเพื่อขับไล่สัตว์ร้ายและความมืดมิด สร้างความรู้สึกปลอดภัยให้แก่นักเดินทางทุกคน
ขณะที่นั่งอยู่ข้างกองไฟกับมารดา ฮ่าวหรานก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้นอย่างลังเลใจเล็กน้อย หลังจากที่ได้ลองััถึงความยากลำบากในการควบคุมพลังด้วยตนเอง "ท่านแม่... การควบคุมพลังงานธาตุสายฟ้า... มันเป็เื่ที่ยากมากเลยหรือขอรับ?"
เฉินหลิวเหลือบมองบุตรชายด้วยความประหลาดใจเล็กน้อยในคำถามที่ไม่คาดคิดนั้น "ธาตุสายฟ้านั้น ขึ้นชื่อในเื่ของความรุนแรง ความรวดเร็ว และความเกรี้ยวกราดอยู่แล้ว ยากที่จะควบคุมให้เชื่องได้ง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายฟ้าที่มีพลังงานพิเศษ หรือมาจากแหล่งกำเนิดที่ไม่ธรรมดา... ดั่งเช่นที่เคยปรากฏในตำนานโบราณ" นางตอบอย่างระมัดระวัง พยายามหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงพลังอัสนีาของฮ่าวหรานโดยตรง "การที่จะสามารถควบคุมพลังงานสายฟ้าได้อย่างสมบูรณ์นั้น ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน ทั้งพร์อันโดดเด่นที่มีมาแต่กำเนิด ความอดทนและความพยายามอย่างยิ่งยวดในการฝึกฝน และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมี 'เคล็ดวิชา' หรือ 'คัมภีร์' การฝึกฝนที่ถูกต้องและเหมาะสมกับธรรมชาตของพลังงานนั้นๆ ควบคู่ไปกับ 'จิตใจ' ที่มั่นคง หนักแน่น ดุจขุนเขา ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบากหรืออันตราย... เหตุใดเ้าจึงได้สนใจเื่นี้ขึ้นมาเล่า?" นางถามพลางจ้องมองบุตรชายอย่างพิจารณา
"ข้า... ข้าเพียงแค่อยากจะทราบไว้เพื่อประดับความรู้เท่านั้นเองขอรับ" ฮ่าวหรานตอบเลี่ยงไป เขายังไม่พร้อมที่จะเปิดเผยความลับเื่ร้านค้าแห่งมรดกและคัมภีร์ที่เขาได้รับมาให้มารดาทราบในตอนนี้ เขาจึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปพูดคุยเกี่ยวกับเมืองหยุนผิง จุดหมายปลายทางข้างหน้าแทน
ค่ำคืนนั้น ฮ่าวหรานนอนมองหมู่ดาวที่พร่างพรายอยู่เต็มท้องฟ้ายามค่ำคืนผ่านช่องว่างของหลังคาเกวียน เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะเบาๆ จากรอบกองไฟของเหล่าทหารยามและนักเดินทางยังคงดังแว่วมา เขานึกถึงความรู้ในคัมภีร์อัสนีาบทที่ 1 ที่เพิ่งได้รับมา รู้สึกถึงภาระอันหนักอึ้งและความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า แต่ในขณะเดียวกันก็เปี่ยมไปด้วยความหวังและความมุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน เส้นทางข้างหน้ายังคงยาวไกลและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่เขาก็ได้เริ่มก้าวเดินบนเส้นทางแห่งการฝึกฝนพลังที่แท้จริงของตนเองแล้ว ก้าวแรกที่ยังคงเป็ความลับ ถูกเก็บงำไว้ภายใต้ความปลอดภัย (เพียงชั่วคราว) ของกองคาราวานที่กำลังมุ่งหน้าลงใต้
(จบตอนที่ 8)