โลกใบนี้มีอะไรมากมายเกินกว่าที่ประสาทััทั้ง5 ของเราจะรับรู้ได้หมด เราถูกจำกัดให้รับรู้ได้เพียงแค่ในขอบเขตของพื้นที่ว่างระยะทาง และเวลา
เดิมทีมนุษย์นั้น กำลังจะก้าวข้ามผ่านการวิวัฒนาการ จากสิ่งมีชีวิตมิติที่3 สู่มิติที่ 4 โดยการจะเข้าใจเื่มิติที่ 4 นั้นมนุษย์จำเป็จะต้องเข้าใจเื่ของ “จิติญญา” ซึ่งเป็กุญแจหลักในการไขความลับของจักรวาล
ในยุคโบราณนั้นมนุษย์ได้วิวัฒนาการตัวเองจนเป็สิ่งมีชีวิตมิติที่ 3 กึ่งๆกับ มิติที่ 4โดยสิ่งที่บ่งบอกว่าเป็เช่นนั้น คืุ์ในยุคสมัยนั้น สามารถฝึกการใช้ประสาทััภายในได้นั่นจึงเป็ที่มาของ อิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ พ่อมดหมอผี จอมขมังเวทย์ และนักบวช สิ่งเ่าั้เกิดจากการเชื่อมต่อระหว่างโลกมิติที่3 กับมิติที่ 4 หรือเรียกอีกอย่างว่า มิติของพลังงานนั่นเอง
แต่เนื่องจากการเชื่อมต่อนั้นยังไม่ได้เป็ไปในรูปแบบที่สมบูรณ์จึงเกิดความสับสนและความเห็นต่างในยุคนั้นว่าผู้ที่เคยกล่าวอ้างว่าตัวเองเคยกระทำสิ่งที่เหนือธรรมชาติได้ แต่คราวถัดมาเกิดทำไม่ได้จึงถูกกล่าวหาว่าหลอกลวง แต่เหตุที่จริงแล้ว เขาผู้นั้นเกิดเสื่อมพลังทางจิตและการควบคุมสมาธิเลยทำให้กลับไปใช้พลังที่ราวกับปาฏิหาริย์แบบเดิมไม่ได้อีก
ตามความเป็จริงแล้วมนุษย์เป็สิ่งมีชีวิตที่ถูกพัฒนาข้ามสายพันธุ์จากสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากที่อื่น เพราะหากปล่อยไปตามธรรมชาติการที่สิ่งมีชีวิตจะวิวัฒนาการตัวเองให้มาถึงจุดนี้ได้นั้น ต้องใช้เวลาหลายล้านปี
สายพันธุ์ของพวกเรารักความสงบ มีความเมตตา เอื้อเฟื้อ มีความสามัคคี เป็อันหนึ่งอันเดียวกันพวกเราดำรงอยู่ได้ด้วยการอาศัยความรักระหว่างกัน นั่นจึงไม่แปลกที่เบื้องลึกภายในจิตใจของเรา มักจะโหยหาความรัก มาเติมเต็มคุณค่าของชีวิต
“ความรัก” คือพลังงานบวก ที่ทำให้จิตใจของพวกมนุษย์มีความร่าเริงเบิกบานกระชุ่มกระชวย และสมบูรณ์พูนสุข ความรักที่ว่านั้น ไร้เงื่อนไข ปราศจากข้อผูกมัดและเป็สิ่งที่ไม่หวังผลตอบแทน หากร่างกาย้ารับสารอาหารที่มีประโยชน์แล้ว จิตใจมนุษย์ก็้าความรักมาหล่อเลี้ยงเหมือนกัน
แต่พวกเราต่างถูกชักนำให้รู้จักคำว่า“ความรัก” ในความหมายที่บิดเบี้ยว พวกเราถูกสื่อชี้นำให้รู้จักคำว่ารักในมุมมองของความ้าทางเพศ หรือใช้เพื่อเป็การยื่นข้อเสนอเพื่อรับผลตอบแทน
อย่าแปลกใจ หากเธอจะรู้สึกมีความรักความเมตตาต่อพวกสัตว์อย่างง่ายดายเพราะพวกสัตว์เ่าั้ มีจิตใจที่บริสุทธิ์ มีความไร้เดียงสาและพวกเธอเองก็ัักับมันได้ ซึ่งค่อนข้างจะแตกต่างจากพวกมนุษย์ในปัจจุบันที่จิตใจมีความซับซ้อน พวกมนุษย์จึงไว้เนื้อเชื่อใจกันได้ยาก
วาทกรรมที่ว่า” รักชาติ” “ปกป้องประเทศ”คือการปลูกฝังทัศนคติเพื่อใช้แบ่งแยกความเป็อันหนึ่งอันเดียวกันของมนุษย์โลกนอกจากการแบ่งแยกเป็ประเทศแล้ว ยังมีการแบ่งแยกความเชื่อ สัญชาติ สีผิวรวมไปถึงทัศนคติทางการเมือง
ในยุคของพวกเธอพวกเธอโตมาในยุคของความวิปริตที่กำลังสุกงอมอย่างเต็มที่ พวกเธอมัวแต่ก้มหน้าหาแต่เงินและทรัพย์สมบัติ พวกเธอจะถูกสอนมาให้รู้ั้แ่จำความได้ว่าพวกเธอจงเรียนรู้ไว้ให้มาก และใช้สิ่งที่เธอได้ศึกษาเรียนรู้นั้นเพื่อหาเงินมาให้ได้มากที่สุดและนั่นคือเป้าหมายชีวิตของเธอ เพื่อที่พวกเธอจะได้มีชีวิตอย่างสงบสุข
มันจึงทำให้พวกเธอใช้ชีวิตที่แสนจะมีค่าที่ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าเกิดมาทำไมนั้น ให้หมดไปกับการหาเงินเพียงเท่านั้นพวกเธอกำลังเป็ทาสของพวกมันอย่างเต็มใจ พวกมันคือผู้คุมกฎที่แท้จริงของโลกใบนี้
พวกมันยังคงอยู่พวกมันอยู่มาก่อนที่สายพันธุ์ของพวกเราจะถือกำเนิดในโลกใบนี้พวกมันคือคนที่วางระบบทาสไว้ทั้งหมด ในประวัติศาสตร์พวกเธอคงได้ศึกษามาจากตำรามาบ้างแล้วว่า บ้านเมืองได้ถูกยกเลิกระบบทาสไปแล้วแต่นั่นก็ไม่ใช่ทั้งหมด มันเป็แค่การเปลี่ยนระบบ แต่เป้าหมายนั้นยังคงเหมือนเดิม
พวกมันเลิกการใช้แรงงานทาสเปลี่ยนมาเป็การใช้เงินและระบบหนี้ มาเป็เครื่องมือเพื่อใช้ควบคุมมนุษย์ให้เป็ทาสพวกมันมีความคิดที่ลึกล้ำกว่าพวกเรามาก พวกมันไม่ได้เปิดเผยตัวตนออกมาพวกมันคือเงามืดที่คอยชักใยอยู่เื้ัของความขัดแย้งทั้งหมด พวกมันคือสิ่งที่อยู่เหนืออำนาจกฎหมายของโลกทั้งหมดพวกมันคือเ้าของเศรษฐกิจและความมั่งคั่งของโลกทั้งหมดพวกมันคุมชะตากรรมของโลกไว้ทั้งใบ
พวกมันจะกดพวกเราไว้ ให้เราไม่สามารถพัฒนาตัวเองให้ก้าวข้ามไปสู่มิติที่ 4ได้ เพราะหากทำได้ พวกมันก็จะไม่สามารถต่อกรหรือควบคุมพวกเราได้อีก นั่นก็หมายความว่าพวกมันก็จะสูญเสียแรงงานทาส อาหาร ยาอายุวัฒนะ เหยื่อทดลอง และสิ่งบันเทิงใจ
พวกมันสร้างระบบความเชื่อใหม่เพื่อให้มนุษย์อยู่ในการควบคุมของพวกมันอย่างเสร็จสมบูรณ์หากแผนการของพวกมันสำเร็จ โลกใบนี้ ก็จะกลายเป็ฟาร์มมนุษย์ เพื่อให้พวกมันได้ใช้ประโยชน์ตราบไปจนกว่าโลกใบนี้จะสูญสลายและต่อให้พวกเธอตาย จิติญญาของพวกเธอก็จะยังคงถูกจองจำอยู่บนโลกใบนี้ต่อไปเพื่อเกิดมาเป็ทาสรับใช้ แล้วก็ตายไป วนเวียนไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น
พวกมันอยู่ในความมืด และสิ่งที่จะต่อกรกับความมืดได้นั้น ก็คือแสงสว่าง ..“พวกเธอจงเป็แสงสว่าง”
………………….……
นี่คือสาสน์ที่ผมได้รับมาจากความฝันในคืนหนึ่ง มันทำให้ผมใตื่นขึ้นมามันเป็ความฝันที่ค่อนข้างแปลกมาก เพราะผมไม่เคยจะฝันอะไรแบบนี้
คืนนั้นผมดูนาฬิกาเป็เวลาเกือบตีสี่หลังจากเช้าของวันนั้น ผมก็ได้รับการแจ้งข่าวว่าปู่ของผมได้จากไปอย่างสงบในเวลาตีสามของเมื่อคืน
เหตุการณ์นี้ ผ่านมาแล้วเกือบ 2 ปีหลังจากการเสียชีวิตของปู่
***********************
ธารา เด็กหนุ่ม อายุ 18 ปี กำลังจะเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยเป็วันแรกเขารู้สึกตื่นเต้นเป็อย่างมาก กับการเปิดเทอมวันแรก ของชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยแห่งนี้ มีชื่อว่า “เวอร์แฮมเบิร์ก”เป็มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมากที่สุด อันดับที่ 1 ของประเทศ และติดอันดับ 1 ใน 3 ของมหาวิทยาลัยที่คนอยากเข้ามาเรียนมากที่สุดในโลกที่นี่เป็มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ และใหญ่โตมาก มันถูกก่อตั้งมาได้เกือบร้อยปี
นักศึกษาส่วนใหญ่ที่เข้ามาเรียนที่นี่จะมาจากครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะร่ำรวย หรือกลุ่มผู้มีอำนาจทางการเมืองในตำแหน่งสูงๆกรณีที่นักศึกษามาจากครอบครัวที่มีฐานะั้แ่ชนชั้นกลางลงไปก็จะเป็กลุ่มนักเรียนทุนที่ได้เงินสนับสนุนจากรัฐบาล หรือทุนจากมหาวิทยาลัยเอง
ในส่วนของธารา เขามาจากครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง แต่หากเมื่อเทียบจากเกณฑ์ของมหาลัยนี้แล้วเขาถือว่าเป็ชนชั้นล่างของที่นี่ แน่นอนว่าเขาเป็นักเรียนทุนแต่โชคดีที่เป็ทุนจากมหาวิทยาลัยโดยตรง สิทธิการเบิกค่าใช้จ่ายต่างๆจะได้ครอบคลุมมากกว่านักเรียนที่ได้รับเงินทุนจากรัฐบาล
การที่ได้เข้ามาเรียนที่นี่ถือว่าเป็การการันตีอาชีพการงานในอนาคตได้เลย เพราะมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เป็ 1ในเครือข่ายองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ถ้าเรียนจบจากที่นี่แล้วสามารถเข้าทำงานภายใต้บริษัทที่อยู่ในเครือได้เลย ซึ่งครอบคลุมในทุกสาขาอาชีพที่เปิดสอนกันเลยทีเดียว
“ว้าว!.. ให้ตายเถอะที่นี่น่าเรียนเป็บ้า..”
ธาราเดินชื่นชมกับทัศนียภาพของมหาวิทยาลัยแห่งนี้มันประกอบไปด้วยสถาปัตยกรรมที่ใหญ่โตโอ่อ่า และเพรียกพร้อมไปด้วยความทันสมัย และในบางจุดก็ยังคงมีความผสมผสานกับสถาปัตยกรรมแบบเก่าของที่นี่ได้อย่างลงตัวพื้นที่ของที่นี่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา มีการตกแต่งสวนไว้อย่างสวยงามร่มรื่น ต้นไม้บางต้นเป็สายพันธุ์ที่ผมไม่เคยพบเห็นมาก่อนมีลานน้ำพุขนาดใหญ่ ลานน้ำตกบริเวณสวน และประติมากรรมที่มีความวิจิตรตระการตา
ตอนนี้คนอื่นๆก็กำลังทยอยกันเข้ามา เท่าที่ผมได้สังเกตนักศึกษาส่วนใหญ่ที่นี่จะเดินทางมากับรถยนต์คันหรู บางคนก็ขับรถสปอร์ตเข้ามาเรียนบางคนขับซูเปอร์คาร์ หรือแม้แต่รถยนต์ไฮเปอร์คาร์ราคาเฉียดร้อยล้านก็ยังมีให้เห็น
“เชี่ยย.. เคยคิดว่าโรงเรียนของพวกเศรษฐีจะมีแต่ในหนัง..ไม่คิดว่าจะมีอยู่จริงๆ”
ธาราไล่มองดูรถในฝันของเขาที่ทยอยเข้ามากันอย่างไม่ขาดสายมีนักศึกษาหลายๆคนที่ยืนมุงดูรถหรูจอดอยู่เบื้องหน้าพวกเขา บางคนก็หยิบมือถือถ่ายคลิปเอาไว้ส่วนเ้าของรถที่ก้าวออกมาจากประตู ก็แต่งตัวเหมือนกับว่าจะมาถ่ายแบบแฟชั่นทั้งผู้ชายและผู้หญิง ทุกคนต่างก็ใช้ของแบรนด์เนมราคาแพงกันทั้งนั้นเห็นแล้วมันก็นึกอดเปรียบเทียบกับตัวเองไม่ได้ ว่าตัวเองกำลังมาอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่หรือเปล่า?
“คงจะไม่ใช่เราคนเดียวหรอกนะ? ที่นั่งแท็กซี่ของมหาลัยมา”
ธาราได้สิทธิที่พักฟรีของมหาวิทยาลัยเขาเข้ามานอนในหอพักได้หนึ่งคืนก่อนวันเปิดเทอม ด้วยความกว้างขวางของมหาวิทยาลัยแห่งนี้การที่จะเดินจากหอพักมายังตึกคณะ คงจะทำให้เหนื่อยหอบได้แน่ๆในมหาลัยจึงมีบริการแท็กซี่เพื่อสำหรับเดินทางไปยังจุดต่างๆของมหาลัย
ธารามุ่งหน้าเดินไปที่ตึกคณะของตัวเองเขาเลือกเรียนคณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ ซึ่งอาคารที่เขาเรียนนั้นจะเป็อาคารที่ดูเก่าแก่ที่สุดในบรรดาตึกอาคารทั้งหมดในมหาวิทยาลัย
“ว้าว.. เคยเห็นแต่ในรูป ของจริงสวยกว่ามาก แถมยังใหญ่โตกว่าที่คิดไว้ซะอีกรู้สึกว่าที่นี่มีมนต์ขลังยังไงไม่รู้”
....................................
นักศึกษาคนอื่นๆที่อยู่คณะเดียวกันต่างก็ทยอยกันเดินเข้าไปที่ห้องโถงใหญ่ของอาคารดูเหมือนว่าที่นั่นจะเป็จุดรวมตัวของนักศึกษาใหม่ที่มาเข้าเรียนที่นี่เป็วันแรก
“ประกาศ!สำหรับนักศึกษาใหม่ชั้นปี 1ขอให้มารวมตัวกันที่ห้องโถงอาคารตอนนี้เลยนะคะ”
เสียงประกาศภายในอาคารดังขึ้นดูเหมือนว่าใกล้จะถึงเวลา 9.00 AM ตามที่กำหนดไว้แล้ว
ตอนนี้ผู้คนกำลังรวมตัวกันอยู่เต็มห้องโถงดูเหมือนจะมีนักศึกษารุ่นพี่คนอื่นๆมารวมอยู่ด้วยมองไปชั้นบนก็มีนักศึกษาคนอื่นๆยืนจ้องมองกันเต็มระเบียงไปหมด ทั้งชั้น 2 ชั้น 3 และชั้นที่ 4 ดูแล้วคงจะเป็นักศึกษารุ่นพี่ที่อยากจะมาดูโฉมหน้าของน้องใหม่กัน
แต่ละคนที่เข้ามาเป็นักศึกษาของที่นี่ทุกคนต่างก็ดูดีมีสง่าราศี สวมใส่เสื้อผ้าราคาแพงสวมเครื่องประดับเหมือนกับมางานแฟชั่น บางคนก็สวมเสื้อผ้าแบรนด์เนมมาครบเซตทั้งแต่หัวจรดเท้าอุปกรณ์ไอทีพวกเขาก็เลือกใช้รุ่นระดับ Hi-End กันทั้งนั้น
**กฎการแต่งตัวของที่นี่ นักศึกษาสามารถแต่งตัวได้ตามฟรีสไตล์ยกเว้นการแต่งตัวที่โป้เปลือยหรือล่อแหลมจนเกินไป การจงใจปกปิดใบหน้าหรือในรูปแบบที่อาจบ่งบอกถึงการก่อเหตุไม่ปลอดภัย
“ให้ตายสิ!นักเรียนทุนอย่างเราดูตัวเล็กไปเลย การเข้ามาเรียนที่นี่วันแรกคงจะเป็เื่ที่วางตัวได้ค่อนข้างลำบาก หวังว่าคนไฮโซพวกนี้คงจะไม่รังเกียจเรานะ”
ธารานึกกังวลอยู่ในใจ
……………………………….
ดูเหมือนว่านักศึกษาใหม่ทุกคนจะมากันครบแล้วชายวัยกลางคนแต่งตัวสุภาพ เดินออกมาจากม่านประตูที่ถูกจัดแต่งให้เป็เหมือนกับเวทีเล็กๆขึ้นมายืนอยู่หน้าโพเดียมที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้
จากนั้นเสียงในห้องโถงที่ดูครึกครื้นก็ได้ค่อยๆเงียบลง
“สวัสดีนักศึกษาใหม่ทุกท่าน ผม..ศาสตราจารย์ เชอร์เบน ลูอิซ เป็หัวหน้าภาควิชาสาขาประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้เราขอต้อนรับนักศึกษาใหม่ทุกท่าน เข้าสู่สถานศึกษาระดับแนวหน้าอันดับที่ 1 ของประเทศ มหาวิทยาลัย เวอร์แฮมเบิร์ก นับเป็เกียรติที่....”
บลาๆๆ..พิธีกล่าวต้อนรับของที่นี่ก็ร่ายยาวเหมือนกับที่อื่นๆนักศึกษาใหม่ทุกคนต่างยืนรอกันด้วยสีหน้าที่เบื่อหน่าย จนในที่สุดก็ถึงเวลาแยกย้ายกันสักที
เด็กใหม่ปีนี้มีกันทั้งหมด31 คนซึ่งเป็จำนวนที่ผมมองว่าค่อนข้างเยอะเพราะคนที่มาเรียนที่นี่จะต้องเป็ลูกหลานของพวกเศรษฐีที่มีเงินเหลือกินเหลือใช้เท่านั้นยกเว้นพวกนักเรียนทุนอย่างผม ที่มีโควตาให้สาขาละ 1 คน
สำหรับสาขาวิชาประวัติศาสตร์ถ้าในมุมมองของผมเอง มันก็ไม่น่าจะดึงดูดพวกลูกเศรษฐีกันสักเท่าไหร่พวกเขาน่าจะไปสนใจเรียนพวกการบริหารธุรกิจ อะไรพวกนั้นซะมากกว่ามันน่าจะช่วยสานต่อธุรกิจที่ครอบครัวของพวกเขาได้ก่อร่างสร้างเอาไว้ ความรู้ทางประวัติศาสตร์คงไม่น่าจะตอบโจทย์ทางธุรกิจสักเท่าไหร่
จากข้อมูลสถิติปีที่ผ่านๆมาจำนวนเด็กใหม่ของสาขานี้ จะมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 8-16 คนเท่านั้น เทียบกับปีที่แล้วมีจำนวนนักศึกษาใหม่แค่ 14 คน แปลว่าปีนี้มันเพิ่มขึ้นมาเกินเท่าตัวแสดงว่าปีนี้สาขาประวัติศาสตร์แห่งนี้จะต้องมีอะไรพิเศษกว่าปีที่ผ่านๆมาแน่ๆ
“ประกาศนะคะ! น้องคนไหนที่เป็นักเรียนทุนกรุณามาที่ห้องธุรการด้วยค่ะ”
เสียงผู้หญิงคนหนึ่งที่พูดผ่านเครื่องขยายเสียงดังขึ้นในขณะที่กลุ่มนักศึกษากำลังทยอยแยกย้ายกันออกมา
ชิบหายละ!..ทุกคนในที่นี้ต่างนิ่งเงียบกันหมดอย่างกับโดนหยุดเวลาเอาไว้พวกเขามองหันซ้ายหันขวา เหมือนกำลังมองหาตัวนักเรียนทุนคนดังกล่าวนั้นพวกเขาคงอยากจะเห็นหน้านักเรียนที่ได้รับสิทธิเรียนฟรี ซึ่งดูๆแล้วคงเป็เหมือนกับแกะดำของที่นี่
ผมเดินออกมาจากกลุ่มคนเพื่อเดินไปยังห้องธุรการตามที่ผู้หญิงคนเมื่อกี้ได้กล่าวประกาศผมกลายเป็จุดเด่นในทันที สายตาของทุกคนในที่นี้ต่างจดจ้องมาที่ผมตอนนี้หน้าผมชาไปหมด ทำไมรู้สึกไม่ปกติได้มากขนาดนี้นะ?
ทำไมพวกเขาหยุดเดินแล้วก็ยืนนิ่ง และสายตาที่จ้องมองแบบนั้น มันหมายความว่าอะไรกัน?
**********************************
ผมเข้าไปจัดการกับธุระต่างๆมีการอธิบายข้อกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆที่ผมจะต้องทำความเข้าใจในการใช้สิทธิเรียนฟรีของที่นี่ค่าใช้จ่ายต่างๆที่อยู่ในขอบเขตของรั้วมหาลัยนี้เท่านั้น ถึงจะใช้สิทธิฟรีได้ เช่นค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล ค่าประกันโดยรวมๆแล้วฐานะที่บ้านผมไม่มีปัญญาจ่ายไหวแน่ๆ
เพราะที่นี่มีแต่ของใช้ที่ได้รับมาตรฐานสากลเท่านั้นหอพักที่นี่ถือว่ากว้างขวางน่าอยู่มาก อาหารก็สะอาดและมีระดับที่นี่มีโรงพยาบาลที่สร้างไว้สำหรับบุคลากรและนักศึกษาทุกคนที่อยู่ในที่นี่โดยเฉพาะอุปกรณ์ในโรงพยาบาลของที่นี่ ทันสมัยทัดเทียมกับโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำข้างนอกกรณีนักศึกษาทั่วไปที่ไม่ใช่นักเรียนทุน ก็จะต้องจ่ายค่ารักษาตามปกติซึ่งก็คงไม่ใช่ปัญหาสำหรับลูกหลานคนรวยอย่างพวกเขา
ถือว่าผมเป็คนที่ค่อนข้างจะโชคดีที่ได้รับทุนโดยตรงของมหาวิทยาลัยหากเป็นักเรียนที่ได้รับทุนของรัฐบาล พวกเขาจะไม่สามารถรับสิทธิในเื่ของค่าอาหารค่าหอพัก และค่ารักษาพยาบาล
แต่ของฟรีนั้นย่อมไม่มีจริงในโลกของทุนนิยมอยู่แล้วหากผมจบการศึกษาจากที่นี่ จะต้องเข้าทำงานที่อยู่ในเครือของกลุ่มอาณาจักร “เวอร์แฮมเบิร์ก”เท่านั้น หากผมลาออก หรือเรียนไม่จบ ก็จะต้องจ่ายชดใช้ทุนเรียนคืนให้กับทางมหาลัยหรือถ้าแย่กว่านั้น หากเรียนจบจากที่นี่แล้วไปทำงานที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกลุ่มบริษัทก็จะต้องชดใช้ทุนเรียนและค่าใช้จ่ายทั้งหมดโดยปรับเพิ่มสูงสุดถึง 10 เท่า
กฎพวกนี้มันเป็เหมือนกับคุกสำหรับนักเรียนทุนอย่างผม แต่ถ้าแลกกับหน้าที่การงานในอนาคตแล้วก็ยังถือว่าคุ้มอยู่ดี
.........................
เมื่อทำธุระเสร็จผมก็เดินออกมาจากห้องธุรการ แล้วสิ่งที่ต้องทำให้ผมใคือ สายตาของนักศึกษาคนอื่นๆที่ยืนเรียงรายกันตามทางเดิน ต่างก็จดจ้องมาที่ผม ราวกับว่าผมเป็ตัวประหลาด
“อะไรกัน สายตาแบบนี้อีกแล้ว..”
ผมเดินก้มหน้าออกไปหลีกเลี่ยงสายตาคนพวกนั้น รู้สึกกดดันและประหม่าเป็อย่างมากตอนนี้ยังไม่อยากจะคิดอะไรไปในทางที่แย่ นี่มันแค่เปิดเทอมวันแรกพวกเขาคงจะอยากเห็นหน้านักเรียนทุนแค่นั้นเองแหละมั้ง ถ้าผ่านไปหลายๆวันแล้วทุกอย่างก็คงดูเป็ปกติ พวกเขาคงจะไม่มองผมด้วยสายตาแบบนั้นอีกผมก็พยายามมองโลกในแง่ดี
“นักเรียนทุนสินะ..”
เสียงของนักศึกษาหญิงคนหนึ่งพูดขึ้นมาผมเลยหันไปมองหาเ้าของเสียงนั้น
เธอคือนักศึกษาชั้นปีที่2ผมสังเกตจากเข็มกลัดที่ติดอยู่บนเสื้อ มันเป็สัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าคนนี้เรียนคณะอะไร และอยู่ชั้นปีไหน
** นักศึกษาทุกคนจะต้องติดเข็มกลัดของมหาลัยเพื่อใช้เป็ป้ายบอกชื่อ ชั้นปีและคณะการติดเข็มกลัดจะบังคับให้ติดบริเวณอกเท่านั้น
“ฉันเองก็เป็นักเรียนทุนเหมือนกับนายฉันอยากจะขอแนะนำนายอยู่เื่หนึ่ง ถ้านายอยากจะเรียนอยู่ที่นี่อย่างสงบสุขก็จงใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ อย่าทำอะไรเกินหน้าเกินตาคนอื่น”
ผมอึ้งไปสักพักหลังที่ได้ยินเธอพูดแววตาของเธอดูเ็าและเศร้าหมอง เธอพูดด้วยน้ำเสียงเย็นะเืหลังพูดเสร็จเธอก็เดินก้มหน้าหนีจากผมไป
“หมายความว่ายังไงที่เธอพูดแบบนั้นไม่ให้ทำตัวเด่นกว่าคนอื่นอย่างนั้นเหรอ? บ้าน่ะโรงเรียนดังระดับอินเตอร์แบบนี้ คงไม่มีเื่แย่ขนาดนั้นหรอกมั้ง?”
ผมชักจะเริ่มสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีผมก็เคยเห็นในซีรี่ย์อยู่นะ เกี่ยวกับเื่การกลั่นแกล้งกันภายในสถานที่ศึกษาแต่ว่าด้วยวุฒิภาวะของนักศึกษาระดับมหาลัย บวกกับยุคสมัยใหม่นี้แล้วคงจะไม่มีเื่การกลั่นแกล้งกันภายในมหาลัยหรอกมั้ง