ยามเช้าตรู่ในจวนตระกูลเสิ่นถูกปกคลุมด้วยความมืดสลัวที่ยังไม่ยอมจำนนต่อแสงตะวันลมเหนือพัดกรรโชกแรงจนหน้าต่างกระดาษสาสั่นไหวส่งเสียง ‘กรอบแกรบ’อากาศเย็นเยียบแทรกซึมผ่านรอยต่อของแผ่นไม้กระดานเข้ามาััิัทว่าความหนาวเหน็บภายนอกกลับไม่เทียบเท่าความหนักอึ้งที่ลอยอวลอยู่ภายในห้องโถงหลัก
เถาอิ่งในวัยห้าหนาวยืนหลบอยู่หลังฉากกั้นไม้ฉลุลายสองมือเล็กกำชายเสื้อคลุมขนกระต่ายของตนเองไว้หลวมๆดวงตากลมโตจดจ้องมองเข้าไปด้านในผ่านช่องว่างของลวดลายไม้
มารดาของเธอกำลังยืนอยู่ตรงหน้านายท่านเสิ่นมือเรียวบางของนายหญิงกำลังจัดระเบียบปกคอเสื้อคลุมตัวยาวผ่าหน้าสีเข้มอันเป็เครื่องแบบของขุนนางชั้นผู้ใหญ่แห่งราชสำนักท่วงท่าของมารดาเชื่องช้าผิดปกติปลายนิ้วที่ลูบไล้รอยยับบนเนื้อผ้าไหมนั้นสั่นระริกน้อยๆ ริมฝีปากของนางเม้มสนิทจนซีดขาวก่อนที่นายท่านเสิ่นจะยกมือขึ้นวางทาบทับลงบนหลังมือของภรรยา
ไม่มีคำปลอบประโลมที่ถูกเอื้อนเอ่ยไม่มีคำมั่นสัญญาใดหลุดลอดออกมา นายท่านเสิ่นเพียงแค่บีบมือนางเบาๆเพื่อหยุดความสั่นเทานั้น แล้วค่อยๆ ผละตัวออก
เถาอิ่งเม้มริมฝีปากตามมารดาเธอไม่รู้จักกฎเกณฑ์อันสลับซับซ้อนของราชสำนักไม่เข้าใจความหมายของเครื่องแบบขุนนางเต็มยศที่สลักลวดลายเคร่งขรึม
ทว่าสัญชาตญาณของเด็กบอกเธอว่าการก้าวออกจากประตูจวนของบิดาในวันนี้ไม่เหมือนกับการขี่ม้าออกไปตรวจค่ายทหารตามปกติอากาศรอบตัวในห้องโถงดูเบาบางลงจนทำให้เธอต้องสูดลมหายใจเข้าลึกกว่าเดิม
บานประตูโถงถูกเปิดออกกว้างนายท่านเสิ่นก้าวเดินออกมาแผ่นหลังของเขาเหยียดตรงตั้งตระหง่านราวกับขุนเขาที่พร้อมรับแรงปะทะ
…
ที่ระเบียงทางเดินด้านนอก
เสิ่นเยี่ยนฉือยืนพิงเสาไม้อยู่ในมุมมืดปลายแขนเสื้อด้านซ้ายของเขายังคงมีรอยหมึกสีดำจางๆ ฝังลึกอยู่ในเนื้อผ้าดวงตาที่มืดมิดและแห้งผากของเด็กชายวัยหกหนาวจับจ้องมองเครื่องแบบขุนนางบนร่างของนายท่านเสิ่น
เขามองเห็นลวดลายที่ปักอยู่บนหน้าอกเสื้อมองเห็นหมวกกวนเม่าที่มีปีกยาว และเขารู้ดีว่าชุดที่ถูกตัดเย็บอย่างประณีตเช่นนี้ถูกสวมใส่เพื่อก้าวเข้าไปในสถานที่ใด
มือเล็กๆของเยี่ยนฉือกำชายแขนเสื้อของตนเองแน่น ข้อนิ้วของเขาซีดขาว
เสียงพู่ไหมและป้ายหยกมันแพะกระทบกันดังกังวานใส
ติง... ติง...
จ้าวเหยียนโจวในชุดเสื้อคลุมสีงาช้างเดินออกมาจากเรือนรับรองรอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนใบหน้าอย่างเป็ธรรมชาติเขาชะงักฝีเท้าเล็กน้อยเมื่อเห็นนายท่านเสิ่นในชุดเต็มยศ
"ท่านอาจารย์จะเข้าวังหรือ"จ้าวเหยียนโจวเอ่ยถาม ก่อนจะเบือนหน้าไปมองเกล็ดหิมะที่กำลังร่วงหล่นอยู่นอกชายคา
"หิมะตกหนัก ทางคงลื่นนักท่านระมัดระวังด้วย"
นายท่านเสิ่นหยุดฝีเท้าเขาหันมาทางเด็กชายผู้กุมอนาคตของราชวงศ์ร่างสูงใหญ่ค้อมเอวลงทำความเคารพอย่างนอบน้อมที่สุดองศาของการโค้งต่ำนั้นเนิ่นนานกว่าปกติ ราวกับเขากำลังฝากฝังสิ่งใดไว้หรืออาจกำลังขอขมาต่อความลับบางอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องลึก
เมื่อนายท่านเสิ่นหมุนตัวก้าวเดินออกไปจนพ้นประตูใหญ่เสียงเกือกม้าและล้อรถม้าบดขยี้เกล็ดหิมะก็ดังไกลออกไปเรื่อยๆจนกระทั่งถูกกลืนหายไปกับเสียงลมพายุ
ความเงียบที่หลงเหลืออยู่ในจวนตระกูลเสิ่นกลายเป็ความว่างเปล่าที่ให้ความรู้สึกบาดลึก
...
่สายของวัน
เถาอิ่งไม่ได้วิ่งเล่นร่าเริงอยู่ตามระเบียงเหมือนวันก่อนๆเธอถูกมารดาเรียกตัวไปที่เรือนด้านในอย่างเงียบเชียบทิ้งให้เด็กชายทั้งสองคนอยู่ในห้องเรียนตำราเพียงลำพัง
เตาถ่านทองเหลืองยังคงส่งผ่านไออุ่นทว่าบรรยากาศภายในห้องกลับมีความตึงเครียดบางเบาก่อตัวขึ้น
จ้าวเหยียนโจวนั่งคุกเข่าอยู่หน้าโต๊ะเตี้ยพลิกม้วนตำราไม้ไผ่ในมือไปมา เสียงซี่ไผ่กระทบกันดังกริ๊กๆทว่าสายตาของเขาไม่ได้อ่านเนื้อหาที่จารึกอยู่บนนั้น
ส่วนเสิ่นเยี่ยนฉือนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแผ่นหลังยังคงตั้งตรง มือขวาของเขากำลังจับแท่งหมึกบดฝนลงบนแท่นหินอย่างเชื่องช้า
ครืด... ครืด...
เสียงฝนหมึกดังสม่ำเสมอทว่ามันไร้ซึ่งความมีชีวิตชีวา
จ้าวเหยียนโจววางม้วนตำราลงบนโต๊ะเขามองการเคลื่อนไหวของข้อมือเยี่ยนฉือ กลิ่นเขม่าควันสนลอยแตะจมูกก่อนที่เขาจะเบือนหน้าไปมองม่านหิมะสีขาวโพลนนอกหน้าต่าง
"หิมะในเมืองหลวงตกหนักไม่แพ้ที่ใดเ้าว่าหรือไม่" จ้าวเหยียนโจวเอ่ยทำลายความเงียบพยายามสร้างบทสนทนาด้วยความหวังดี
เยี่ยนฉือไม่ได้หยุดมือเขาจดจ่ออยู่กับสีดำขลับของน้ำหมึกบนแท่นหิน
"ไม่"
คำตอบนั้นสั้นกระชับ แหบเบาและไร้ซึ่งอารมณ์
จ้าวเหยียนโจวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยรอยยิ้มมุมปากเจื่อนลงบางเบา
"เช่นนั้นหรือ... ที่ที่เ้าจากมาหนาวกว่านี้หรือ"
มือที่กำลังฝนหมึกของเยี่ยนฉือชะงักงันเสียงครืดคราดของเนื้อหมึกที่เสียดสีกับพื้นหินหยุดลงกะทันหันความเงียบที่อันตรายสายหนึ่งแทรกซึมเข้ามาแทนที่
เยี่ยนฉือค่อยๆเงยหน้าขึ้นสบตากับองค์รัชทายาทดวงตาของเขาไม่ได้สะท้อนภาพของมิตรภาพหรือเด็กวัยเจ็ดขวบที่อยู่ตรงหน้าแต่มันสะท้อนภาพแดนไกลที่ลมหนาวพัดแรงกว่าที่นี่ภาพธงรบที่ลู่ต่ำอยู่ท่ามกลางพายุหิมะและแผ่นหลังของคนผู้หนึ่งที่ไม่เคยหันกลับมาอีก
"แดนเหนือ"
เยี่ยนฉือตอบเพียงคำเดียวก่อนจะก้มหน้าลงและเริ่มจรดแท่งหมึกฝนต่อไป
จ้าวเหยียนโจวชะงักมือที่เคยวางอยู่บนม้วนตำราไม้ไผ่ค่อยๆ หดกลับมาวางบนตักของตนเองอย่างเงียบเชียบ
ล่วงเข้ายามบ่ายท้องฟ้าสีเทาหม่นกดต่ำลงมาราวกับจะกลืนกินหลังคาจวน
...
เสิ่นเยี่ยนฉือไม่ได้อยู่ในห้องเรียนตำราเขาออกมายืนอยู่ที่สวนทิศใต้ แผ่นหลังเล็กๆของเขาพิงเข้ากับลำต้นท้อใหญ่ที่กิ่งก้านว่างเปล่าไร้ใบหิมะที่เกาะอยู่ตามซอกกิ่งร่วงหล่นลงมาปะทะลาดไหล่ทว่าเขาไม่ได้ยกมือขึ้นปัดมันออก
เด็กชายแหงนหน้ามองกิ่งไม้ที่ทาบทับกับท้องฟ้าเขตแดนของจวนตระกูลเสิ่นเงียบสงบ แต่ความเงียบนี้กลับทำให้เขารู้สึกหนักอึ้ง
เสียงย่ำหิมะดัง กรอบ... กรอบ...แ่เบามาจากด้านหลัง
เยี่ยนฉือไม่ได้หันไปมองเขารู้ดีว่าจังหวะฝีเท้าที่ไม่สม่ำเสมอและก้าวสั้นๆ เช่นนี้เป็ของใคร
เถาอิ่งเดินฝ่าลานหิมะเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างกายเขาวันนี้เธอไม่ได้มีรอยยิ้มกว้างขวาง ไม่ได้ถือขนมเซาปิ่งหอมกรุ่นติดมือมาด้วยและไม่ได้เอ่ยถามคำถามเจื้อยแจ้วใดๆดวงตากลมโตของเธอจับจ้องมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาอย่างเงียบเชียบ
ลมเหนือพัดกรรโชกมาอีกระลอกเถาอิ่งห่อไหล่เข้าหากัน ดึงกระชับคอเสื้อคลุมสีกลีบบัวให้แน่นขึ้น
เยี่ยนฉือขยับตัวเขาเบี่ยงหัวไหล่ของตนเองก้าวเท้าออกไปข้างหน้าครึ่งก้าวเพื่อขวางทิศทางของลมเอาไว้แผ่นหลังของเขาทำหน้าที่เป็ปราการบังพายุให้เด็กหญิงตัวเล็กกว่าโดยอัตโนมัติ
เขาทอดสายตามองกิ่งท้อที่แห้งโกร๋นริมฝีปากที่ปิดสนิทมาตลอด่บ่ายเผยอออกเล็กน้อย
"ข้าควรอยู่ที่นี่หรือ"
น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและแ่เบาจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงลมมันไม่ใช่คำถามที่้าคำตอบจริงๆเป็เพียงรอยร้าวแรกที่เปล่งเสียงออกมาจากก้อนน้ำแข็งที่ถูกบีบอัดอยู่ภายในใจ
เถาอิ่งมองเสี้ยวหน้าของเขาเธอหลุบสายตาลง มองเห็นรอยหมึกสีดำจางๆ บนปลายแขนเสื้อคลุมของเขา
เด็กหญิงยื่นมือซ้ายที่เล็กและอุ่นจัดของตนเองออกไปปลายนิ้วของเธอแตะลงบนรอยหมึกเปื้อนนั้น ก่อนจะกำชายแขนเสื้อของเขาไว้หลวมๆ
"ลมแรงแล้ว"น้ำเสียงของเธอใสกระจ่างทว่าแฝงไว้ด้วยความหนักแน่นที่เพิ่งก่อตัวขึ้นเป็ครั้งแรกเถาอิ่งกระตุกชายแขนเสื้อของเขาเบาๆ สองครั้ง
"เข้าบ้านเถอะ พี่ใหญ่"
คำว่า 'พี่ใหญ่' ดังสะท้อนกังวานในห้วงความรู้สึกเยี่ยนฉือก้มลงมองมือเล็กๆ ที่กำแขนเสื้อของตนไว้ เขาหลับตาลงช้าๆซึมซับไออุ่นที่ถ่ายทอดมาสู่ร่างกายที่เย็นเยียบ ก่อนจะยอมขยับเท้าก้าวเดินตามแรงดึงของเธอเพื่อกลับเข้าสู่ความอบอุ่นของตัวเรือน
...
ยามพลบค่ำ
รถม้าคันเดิมแล่นกลับมาจอดที่หน้าประตูจวนตระกูลเสิ่น
บานประตูไม้ถูกเปิดออกนายท่านเสิ่นก้าวเดินเข้ามาภายในลานกว้างทว่าท่วงท่าของเขาในยามนี้แตกต่างจากเมื่อตอนเช้าตรู่อย่างสิ้นเชิงแผ่นหลังที่เคยตั้งตระหง่านบัดนี้ลู่ตกลงฝีเท้าของเขาเชื่องช้าและลากต่ำบนพื้นหิมะ
ที่ระเบียงโถงทางเดินเด็กทั้งสามคนยืนเรียงรายกันอยู่
จ้าวเหยียนโจวยืนอยู่ริมสุดถัดมาคือเถาอิ่ง และเสิ่นเยี่ยนฉือยืนอยู่ข้างๆ เธอ
นายท่านเสิ่นหยุดฝีเท้าตรงหน้าพวกเขาแสงโคมไฟกระดาษสาดส่องลงบนใบหน้าที่ซูบเซียวและเต็มไปด้วยรอยเหนื่อยล้า
เขากวาดสายตามองจ้าวเหยียนโจวเด็กชายผู้เป็อนาคตของราชวงศ์ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองเสิ่นเยี่ยนฉือเด็กชายที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับาแแห่งการสูญเสียและจบลงที่ดวงตากลมโตของบุตรสาว
ริมฝีปากของนายท่านเสิ่นเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็เส้นตรงเขาไม่ได้กล่าวคำทักทาย ไม่ได้อธิบายว่าเขาไปเผชิญสิ่งใดมา
เขารู้เพียงว่า หลังประตูกำแพงวังวันนี้มีบางอย่างเปลี่ยนไปแล้ว
เขาหลุบตาลงหมุนตัวเดินผ่านเด็กทั้งสามคนไปอย่างเงียบเชียบทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่โรยตัวลงมาอย่างหนักหน่วง
...
ดึกสงัด ค่ำคืนนั้นปราศจากแสงดาว
ภายในห้องชงชาของอาคารหลักปราศจากการจุดตะเกียงน้ำมัน
นายท่านเสิ่นนั่งคุกเข่าอยู่หน้าโต๊ะไม้ตัวเตี้ยท่ามกลางความมืดมิดที่กลืนกินทุกสิ่งบนโต๊ะมีถ้วยกระเบื้องเคลือบศิลาดลตั้งอยู่หนึ่งใบ
ผิวน้ำชาในถ้วยสงบนิ่ง ไร้ซึ่งระลอกคลื่นควันสีขาวที่เคยลอยกรุ่นได้จางหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงน้ำชาที่เย็นชืดสนิท
นายท่านเสิ่นนั่งหลับตาแผ่นหลังพิงผนังห้อง สองมือวางคว่ำลงบนหน้าตักอย่างไร้เรี่ยวแรงเงาของเขาหลอมรวมเป็เนื้อเดียวกับความมืดมิดของห้อง
มีเพียงน้ำชาเย็นชืดหนึ่งถ้วย
และความจริงบางอย่างที่ค่อยๆวางน้ำหนักลงบนจวนตระกูลเสิ่นอย่างเงียบเชียบ