บทที่34
ความคิดเริ่มฝึกฝน
เซี่ยอันอวี่ยืนทอดสายตาไปยังแปลงผักเบื้องหน้าในขณะที่สายลมแห้งแล้งจากทะเลทรายพัดผ่านใบหน้าเบา ๆดวงตาของนางฉายแววครุ่นคิดอย่างจริงจัง
นางรู้ดีว่า"ทรัพยากร" คือหัวใจสำคัญของการเอาตัวรอดในโลกใบนี้โดยเฉพาะทรัพยากรที่เรียกว่า "แรงงานมนุษย์" ในยุคสมัยที่ไร้ซึ่งเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกเช่นนี้ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนต้องอาศัยสองมือของผู้คนทั้งสิ้น
ในอาณาจักรยิ่งใหญ่อื่น ๆอาจมีประชากรมากมายจนไม่ต้องกังวลเรื่องแรงงาน แต่ไม่ใช่ที่นี่…
เมืองกู่หลิงซา เมืองที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางดินแดนแห่งความตายประชากรเพียงไม่กี่ร้อยชีวิตที่หลงเหลืออยู่ ต่างก็เป็นผู้รอดชีวิตจากความอดอยากความโหดร้ายของทะเลทราย และฤดูคลั่งที่ถาโถมมาทุกปี
แม้จะรวมทหารของหนานกงจิ่นอวี่เข้าไปด้วยแต่จำนวนคนทั้งหมดก็ยังไม่ถึงพันคนด้วยซ้ำ
นี่คือความจริงอันโหดร้าย...เมืองที่เคยเจริญรุ่งเรือง บัดนี้เหลือเพียงซากปรักหักพังและผู้คนที่หมดสิ้นเรี่ยวแรง
แรงงานมนุษย์จึงกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดสำหรับเซี่ยอันอวี่ในตอนนี้ หากไม่มีแรงงานต่อให้มีแผนการยิ่งใหญ่เพียงใดก็คงไม่อาจทำให้เป็นจริงได้
นางไม่ได้ต้องการเห็นผู้คนในเมืองนี้ล้มตายลงไปอีกแม้จะไม่ใช่คนยุคนี้ แม้จะไม่รู้จักพวกเขาเลยก็ตาม...แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำใจเห็นคนอดอยากตายไปทีละคน
เพียงแต่ว่า…
อาหารยังไม่เพียงพอ
เซี่ยอันอวี่เม้มริมฝีปากแน่น นางรู้ดีว่าในโลกเช่นนี้ความเมตตาเพียงอย่างเดียวไม่อาจช่วยใครได้ หากไม่มีทรัพยากรมารองรับความใจดีอาจกลายเป็นหายนะ
แต่นางก็ยังไม่หมดหวัง เพราะสิ่งที่เปรียบเสมือน "ขุมพลัง"ของนางในตอนนี้ ก็คือ เจ้ามู่ซานสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ซ่อนอยู่ในกำไลหยก และพลังของมัน... กำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
แค่ผ่านมาไม่กี่วันระดับพลังของมู่ซานก็เพิ่มขึ้นจนสามารถหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์ได้ถึงวันละ 500เมล็ด หากพลังของมันยังคงพัฒนาแบบนี้ต่อไป…
จากที่เคยหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์ได้เพียงแค่ประมาณสามร้อยเมล็ดต่อครั้งบัดนี้เจ้ามู่ซานสามารถหล่อเลี้ยงได้ถึงห้าร้อยเมล็ดต่อวันเซี่ยอันอวี่จึงไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าการพัฒนาพลังวิญญาณของเจ้ามนุษย์จิ๋วตนนี้รวดเร็วเกินคาดราวกับว่าพลังของมันกำลังเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง
ใบหน้าของนางแต้มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดีแต่ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับเลือนหายไปในชั่วพริบตาเมื่อความจริงอันโหดร้ายผุดขึ้นมาในความคิด…
"อีกไม่กี่เดือน...พวกสัตว์อสูรก็จะบุกมา"
ความหวังอันสดใสพลันถูกเมฆหมอกแห่งความหดหู่บดบังนางถอนหายใจยาวอย่างคนสิ้นเรี่ยวแรง
ในขณะที่ยืนเหม่อนัยน์ตาคู่งามของเซี่ยอันอวี่ก็ค่อย ๆ เหลือบขึ้นไปมองเจ้ามู่ซานที่ลอยตัวอยู่ตรงหน้าดวงตาสั่นไหวสะท้อนประกายแห่งความหวังเพียงริบหรี่นางนึกย้อนกลับไปถึงวันที่เกือบสิ้นใจวันที่มู่ซานยื่นมือเข้ามาปกป้องนางจากคมมีดของมือสังหาร
ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความคาดหวังนางจึงเอ่ยถามออกไปเสียงเบา ราวกับเกรงว่าคำตอบจะไม่เป็นดั่งใจ
“นี่... มู่ซาน...”เสียงของนางสั่นไหวเล็กน้อย
“อีกไม่กี่เดือน สถานที่แห่งนี้จะถูกพวกสัตว์อสูรรุมโจมตี...” นางกลืนน้ำลายก่อนจะเอ่ยต่อด้วยสายตาเว้าวอน “...เจ้าสามารถปกป้องข้าได้ใช่หรือไม่?”
มู่ซานลอยนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มแห้ง ๆ ส่งมาให้ รอยยิ้มของมันไม่ได้สร้างความอุ่นใจให้นายหญิงเลยแม้แต่น้อยตรงกันข้าม... มันกลับทำให้หัวใจของเซี่ยอันอวี่เริ่มเย็นเฉียบ
“พูดอันใดนะขอรับ...นายหญิง?” มู่ซานตอบด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้มใบหน้าของมันดูเก้อเขินปนละอายใจ
“ข้าจะสามารถทำเช่นนั้นได้อย่างไรเล่าขอรับ...”
คำตอบนั้นทำเอาเซี่ยอันอวี่ถึงกับใบหน้าแข็งค้างดวงตากระพริบถี่ราวกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน นางรีบโพล่งถามกลับทันที
“แต่...แต่ครั้งที่แล้วเจ้าก็ยังสามารถช่วยข้าได้ไม่ใช่หรือ?”
มู่ซานยิ้มเจื่อนกว่าเดิมมันยกมือเล็ก ๆ ของตนเองขึ้นเกาศีรษะแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงจนปัญญา “ครั้งนั้น ข้าใช้พลังทั้งหมดที่มีในตัว...ถึงจะสามารถปกป้องนายหญิงได้เพียงแค่ครั้งเดียว”
มันหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่ออย่างจริงจัง
“หากต้องเผชิญกับกองทัพสัตว์อสูร...ต่อให้ข้ามีพลังเพิ่มขึ้นกว่านี้ ข้าก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอกขอรับ”
ทันทีที่ได้ยินคำนั้น ขาเรียวของเซี่ยอันอวี่ก็แทบจะทรุดเข่าลงกับพื้นนางยกมือกุมขมับ ใบหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวังดวงตาที่เคยส่องประกายเมื่อครู่กลับหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
"จบสิ้นแล้ว..."นางบ่นพึมพำกับตนเองอย่างอ่อนแรง
ทว่าก่อนที่ความสิ้นหวังจะครอบงำไปมากกว่านี้เสียงของมู่ซานก็ดังขึ้นมาแทรก
“แต่ว่า...” มู่ซานลากเสียงขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก
เซี่ยอันอวี่ที่กำลังจมอยู่กับความสิ้นหวังถึงกับชะงักนางเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ดวงตาเป็นประกายอีกครั้ง รีบถามกลับไปแทบจะในทันที
“แต่ว่าอะไร?! เจ้ามีวิธีหรือ?!”
เซี่ยอันอวี่เงยหน้าขึ้นมองเจ้ามู่ซานดวงตาของนางเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวังแต่ความหวังนั้นก็ถูกทำลายลงในพริบตาเมื่อได้ยินคำพูดถัดไปของมัน
“ถ้าเป็นตัวข้าในช่วงสมบูรณ์ข้าสามารถปกป้องนายหญิงได้อย่างแน่นอน...” มู่ซานพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจแต่ยังไม่ทันที่เซี่ยอันอวี่จะยิ้มออกมา เจ้าตัวก็รีบเสริมต่อทันที
“...แต่ตอนนี้คงต้องพึ่งโชคดีเสียแล้วขอรับ”มันยกนิ้วโป้งขึ้นส่งรอยยิ้มสดใสเหมือนพยายามให้กำลังใจนายหญิงของตน
เซี่ยอันอวี่ถึงกับใบหน้าแข็งทื่อมุมปากกระตุกอย่างควบคุมไม่อยู่ความหวังที่เพิ่งลอยสูงขึ้นเมื่อครู่กลับดิ่งลงพื้นในทันที นางกำหมัดแน่นกัดฟันกรอดข่มอารมณ์เอาไว้
“เจ้าพูดออกมาแบบนี้อยากโดนข้าต่อยนักใช่ไหม...” เสียงของนางกดต่ำอย่างอันตรายมือข้างหนึ่งง้างขึ้นเตรียมจะซัดเจ้ามนุษย์จิ๋วตรงหน้าให้รู้แล้วรู้รอด
มู่ซานรีบส่ายหน้าอย่างลนลานมันยกสองมือขึ้นโบกไปมา ร่างเล็ก ๆ ของมันลอยถอยหลังอย่างรวดเร็ว
“เดี๋ยวก่อนขอรับ!ฟังข้าก่อน!” มันร้องออกมาเสียงหลง
เซี่ยอันอวี่หยุดมือที่ง้างเตรียมจะปล่อยหมัดนางจ้องเขม็งไปที่เจ้ามู่ซาน ดวงตาเต็มไปด้วยความหงุดหงิดปนขุ่นเคือง
“พูดมา!ถ้าเจ้ายังพูดอะไรน่าหงุดหงิดอีกล่ะก็ ข้าจะจับเจ้าปิ้งกินแน่!” นางกัดฟันกรอด กล่าวออกมาอย่างเครียดแค้น
มู่ซานรีบกลืนน้ำลาย รอยยิ้มแหย ๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าเล็ก ๆ ของมัน ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างระมัดระวัง
“เอ่อ... ข้าว่า...”มันเกริ่นเสียงเบา ก่อนจะพูดออกมาอย่างรวดเร็วเหมือนกลัวจะโดนซัดจริงๆ
“...ถ้านายหญิงอยากรอดข้าคิดว่า... การฝึกฝนคงเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วขอรับ!”
เซี่ยอันอวี่ขมวดคิ้วทันทีเมื่อได้ยินคำว่า “ฝึกฝน” นางทวนคำด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“ฝึกฝน... เจ้าล้อข้าเล่นหรือเปล่า?”
นางถอนหายใจแรง ๆแล้วส่ายหน้าไปมาอย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะโพล่งออกมาอย่างตรงไปตรงมา “เจ้าก็เห็นอยู่ว่าข้าไม่มีความรู้เรื่องการฝึกฝนแม้แต่น้อย!จะให้ข้าฝึกอย่างไร ในเมื่อข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องเริ่มจากตรงไหน!”
นางหยุดหายใจถี่รู้สึกว่าตนเองเริ่มจะเสียงดังเกินไป ก่อนจะลดเสียงลงและพูดต่ออย่างสิ้นหวัง“...อีกอย่างข้าจำได้ว่าการฝึกฝนมันไม่ใช่สิ่งที่ใครก็ทำได้ตามใจชอบนี่นา ต้องมีพรสวรรค์ต้องมีพื้นฐาน และที่สำคัญ... ต้องมีคนสอน!”
เซี่ยอันอวี่ทิ้งตัวนั่งลงบนก้อนหินข้างแปลงผักนางยกมือขึ้นกุมขมับ พลางบ่นพึมพำกับตัวเอง
“...ข้าไม่มีทั้งพรสวรรค์ไม่มีทั้งความรู้ และแน่นอน... ไม่มีใครมาสอนข้าหรอก”
นางเงยหน้าขึ้นมองเจ้ามู่ซานอย่างเหนื่อยใจพลางกล่าวต่อเสียงแผ่ว
“เจ้าเห็นข้าเป็นอะไร...จู่ ๆ จะให้ข้ากลายเป็นยอดฝีมือภายในไม่กี่เดือนอย่างนั้นหรือ?”