จากบันทึกของเทพเจ้าทั้งสามที่เฝ้าดูสงครามรอบที่เก้า
ผลลัพธ์ของสงครามรอบที่เก้า เริ่มมีการบนเข็มไปจากแปดรอบที่ผ่านมา
ณ ช่วงเวลากลางวัน วันที่ 47 ของเกมส์แห่งสงคราม
สงครามระหว่างกองทัพพันธมิตรและเผ่าอาร์โธร์โพดาได้จบสิ้นลง
แต่หากจะอนุมานถึงผู้ได้รับชัยชนะ คงต้องดูถึงผลลัพธ์ที่แต่ละฝ่ายได้รับมาก่อน
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 46 ช่วงเวลาใกล้เที่ยงคืน
ข่าวการทรยศของเผ่าปักษาได้ถูกกระจายไปทั่วกองทัพของเผ่ามนุษย์
จากข่าวนั้น ทำให้พวกเขากระจายกำลังทหารนับหมื่นไปประจำการบนกำแพงเมืองในช่วงกลางคืน
ใช้ประโยชน์จากความมืด เคลื่อนไหวกองทัพเข้าล้อมกองกำลังพันธมิตรโดยไม่ให้ใครรู้ตัว
เผ่ามนุษย์หมดสิ้นความเชื่อใจที่มีต่อทุกเผ่าเป็นที่เรียบร้อย และมีมติจากที่ประชุมสภาปกครอง ว่าให้คว้าเอาก้อนเค้กที่เรียกว่า [ชัยชนะ] มาจากทุกเผ่าพันธุ์
ดินแดน ทรัพยากรณ์ และผลประโยชน์ทุกอย่างจากสงครามครั้งนี้ มนุษย์จะต้องเป็นฝ่ายรับไปแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น
ความเหิมเกริมที่คิดว่ามีอาวุธยุคใหม่มาถือครองแล้วนั้น ทำให้พวกเขาคิดว่าตนเองได้ชนะสงครามแล้ว
ขีปนาวุธกำลังถูกพัฒนาจนมีความแม่นยำมากขึ้น และมันพร้อมที่จะยิงไปที่แนวหน้าได้ทุกเวลา
หากสามารถระบุตำแหน่งฐานที่มั่นของศัตรูได้ พวกเขาก็จะได้รับชัยชนะในทันที
ความเหิมเกริมนั้น ทำให้มีคำสั่งลงมาถึงทอมในแนวหน้าเช่นนั้น
“จงฆ่าศัตรูรวมไปถึงเผ่าอื่นที่เป็นพันธมิตร พวกเราจะเอาดินแดนของมนุษย์มดมาเป็นของพวกเรา”
ด้วยคำสั่งลักษณะนี้ ทอมจึงสั่งเคลื่อนพลปิดล้อมอย่างลับ ๆ
แต่การเคลื่อนไหวนั้นไม่อาจหลุดรอดสายตาของขุนนางแอปเปิ้ลแห่งเผ่ายักษาไปได้
เขาไม่เคยมีความเชื่อใจต่อทัพพัธมิตรอยู่แล้ว จึงได้วางหน่วยพลสอดแนมล่วงหน้าเอาไว้
การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของมนุษย์โดยไม่มีการส่งคนมาแจ้งตน ทำให้เขารู้ตัวว่ากำลังจะโดนแทงข้างหลัง
“กระจายทัพอสูรปีกไปบนฟ้าซะ หากพวกมันเริ่มเคลื่อนไหว ให้โจมตีจากบนท้องฟ้าได้เลย”
ทัพมังกรที่เหลืออยู่ราวห้าพันตัวได้บินขึ้นท้องฟ้า
ขุนนางแอปเปิ้ลคิดว่าควรชิงลงมือโจมตีก่อน แต่มันคงให้ภาพลักษณ์ที่ไม่ดีนัก หากตัวเองเป็นผู้ฉีกสัญญาทิ้งก่อนอีกฝ่าย
อีกอย่าง ถ้าหากว่าเกิดจากการเข้าใจผิดของเขาเอง มันจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงได้
ดังนั้นเขาจึงใช้แผนวางกำลังเตรียมรับมือแทน
ในตอนนั้นเองที่มังกรเลี้ยงของเผ่ามนุษย์สองตัวเงยหัวขึ้นมา
พวกมันที่มีสัญชาตญาณอันเฉียบแหลมนั้น กำลังเริ่มรับรู้ได้ถึงอันตราย
เพื่อปกป้องชีวิตลูกน้อย มันจึงบินหนีและพาลูกน้อยออกไปจากสนามรบ
พวกมันเลือกชีวิตลูกมากกว่าความซื่อสัตย์ที่มีต่อเจ้านายของพวกมัน
ดังนั้นมังกรของแอร์บาส์รจึงบินหนีไปจากสนามรบด้วยเหตุนี้
ส่วนเจ้าโทเม มังกรของแครอทนั้น บังเอิญว่ามันมองเห็นเจ้ามังแม่ลูกคู่นี้พอดี
และบังเอิญอีกว่าพวกเขาเป็นลูกและภรรยาของเจ้าโทเมที่พลัดพรากจากกันไปนาน
เจ้าโทเมจึงละทิ้งหน้าที่ในการรอเจ้านาย แล้วบินตามภรรยาสุดรักไปอีกตัว
น้ำเน่าได้ที่…
กลับมาที่เรื่องราวหลัก
กองทัพมนุษย์คิดที่จะชุบมือเปิดจากสงครามครั้งนี้
ส่วนพวกยักษาก็เริ่มระแวงเต็มที่แล้วเช่นกัน
บรรยากาศภายในที่ค่ายเริ่มตึงเครียดถึงขีดสุด
แม้แต่โซเดียมที่นำทัพชาวปักษาบินตรวจตราบนฟ้า ยังรู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากล
เขาไม่รู้ว่ามนุษย์มีความสามารถสื่อสารทางไกล จึงคิดเข้าข้างตัวเอง ว่ามนุษย์คงยังไม่รู้ถึงแผนการทรยศของเผ่าที่พวกตนวางเอาไว้
ดังนั้น เขาจึงทำเป็นเมินเสียงกรีดร้องของสัญชาตญาณ และเชื่อมั่นในสิ่งที่ดวงตาเห็นแทน
หากปฏิบัติการอย่างซื่อตรง มันก็น่าจะแสดงความจริงใจ และเชื่อมความสัมพันธ์ให้กับระหว่างเผ่าได้
โซเดียมคิดอย่างซื่อตรงเช่นนั้น
ส่วนพวกภูติ… เหล่าเทพที่เฝ้ามองต่างรู้สึกปวดหัวกับพวกเขามาก
“ปาร์ตี้ มาจัดปาร์ตี้ฉลองกัน! พีค~”
“แมวไม่อยู่ หนูร่าเริ่งเจ้าค่า~”
พอผู้บัญชาการอย่างเอเทอไม่อยู่ เจ้าพวกที่เหลือก็เริ่มตั้งวงร้องเพลงเฮฮาปาร์ตี้กันในทันที
ขนเหล้า (ที่แอบขโมยมาจากเผ่าอื่น) และอาหาร (ที่แอบขโมยมาเช่นกัน) มาตั้งวงเมาสุรา เริงร่าโดยไม่สนใจความตึงเครียดที่เกิดขึ้นระหว่างเผ่าอื่นแม้แต่น้อยนิด
อีกอย่าง ด้วยคำสั่งของเอสเทอที่เคยบอกว่า “รบแบบไม่ต้องสนผลลัพธ์” จึงยิ่งทำให้ภูติไร้ซึ่งความจริงจัง
พวกเธอพากันบินออกไปนอกกำแพงเมือง แล้วเริ่มปาร์ตี้ชนิดสนุกสุดเหวี่ยงแบบลืมเรื่องสงครามไปจนสิ้น
ช่างน่าสงสารเอสเทอยิ่งนัก ที่มีเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์แบบนี้…
แล้วสถานการณ์เช่นนี้ก็ดำเนินมาจนกระทั้งถึงช่วงเวลาเที่ยงตรงของวันที่ 47
มันช่วงเวลาเดียวกับที่กำลังเกิดการรบพุ่งอย่างรุนแรงที่ห้องโถงคริสตัลของเผ่าอาร์โธร์โพดา
“มาถึงแล้วหรือ? ”
ขบวนรถไฟขนาดใหญ่ที่บรรทุกกองทหารชุดลายพรางสีเขียวพร้อมกับอาวุธสงครามจำนวนมาก ได้มาถึงที่สนามรบแล้ว
ปืนกล M1919 ปืนกลตั้งแท่นยิงติดตั้งยานรบอันทรงประสิทธิภาพ ยิงต่อสู้ได้ดีทั้งอากาศยานและภาพพื้นดิน
ปืน M1A1 Bazooka ปืนต่อสู้รถถังในสงครามโลกครั้งที่ 2 บรรจุด้วยจรวดแบบ High explosive anti-tank (HEAT) ทรงประสิทธิภาพในการทำลายรถถังและยานหุ้มเกราะ
M1 Thompson ปืนกลมือก่อนยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นปืนยอดนิยมของกลุ่มมาเฟีย เป็นปืนที่มีน้ำหนักเบา อัตรายิงยิงกระสุนเร็ว แต่ความแม่นยำ ต่ำเพราะมีแรงถีบกลับและอัตราส่ายสูง
ปืน PPSH-41 ปืนกลมือของกองทัพบกโซเวียต มีอัตราการยิงต่อเนื่อง กระสุนเยอะ เหมาะกับการต่อสู้ระยะประชิด
ปืน M2 Browning machine gun ปืนกลปืนกลในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่1 เป็นปืนติดยานพาหนะเพราะหนักมาก แต่ก็แลกมาด้วยพลังทำลายล้างที่สูงเช่นกัน
รถไฟขบวบยาวคันนี้ นอกจากบรรทุกและติดอาวุธดั่งกล่าวมาเป็นจำนวนมาก ยังมีปืนใหญ่ขนาด 480 มิลลิเมตร (18 นิ้ว) ซึ่งเคยประจำการบนเรือรบยะมะโตะติดมาด้วยถึงหกกระบอก
ตัวรถไฟที่ขนสรรพยุทธสังหาร ได้มาจอดรออยู่ที่นอกกำแพงเมืองอาร์โธร์โพดา
“แล้วสถานการณ์ทางนั้นเป็นเช่นไรบ้าง? ”
“ได้รับชัยชนะท่วมท้น เมืองของมนุษย์นกถูกถล่มราบ คริสตัลแห่งชีวิตของพวกมันตกอยู่ในการดูแลของกองทัพเราแล้ว”
“เร็วจริง… เมื่อคืนเห็นว่าพึ่งจะส่งฝูงบินทิ้งระเบิดไปเองไม่ใช่หรือ? ”
“ทำอย่างกับว่าอาวุธล้าสมัยของพวกมัน จะสอยฝูงบินลงมาได้นะ”
นายทหารที่ขนกองทัพยุคใหม่หัวเราะอย่างดูแคลน พร้อมกับตบลงไปที่ชุดเกราะอัศวินของทอม
ทอมรู้สึกต่อต้านอยู่ภายในใจลึก ๆ
เขาร่วมรบกับเผ่าอื่น ร่วมสู้และบัญชาการภาคสนามด้วยเลือดและฝีมือไปพร้อมกัน
ดังนั้นทอมจึงอดที่จะรู้สึกความเห็นใจต่อศัตรูขึ้นมาไม่ได้
แต่นี่คือสงคราม ดังนั้นเขาจึงต้องลงมือทำ
กองทัพเผ่ามนุษย์ส่วนใหญ่ยังอยู่ข้างในเมืองหลวงอาร์โธร์โพดา
มีเพียงแค่หน่วยเล็ก ๆ ของทอมที่ออกมาเคลื่อนไหวอยู่ข้างนอกตรงนี้
“ได้เวลาเปิดฉากถล่มแล้ว มายึดคริสตัลของเผ่ามนุษย์มดเป็นเป้าหมายถัดไปกันเถอะ”
กองทัพอสูรปีกที่โบยบินบนท้องฟ้า พอเห็นภาพสรรพอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ไม่เคยเห็น ก็รู้สึกได้ว่าไม่อาจปล่อยผ่านไปได้
พวกเขารีบส่งผู้ส่งสารลงไปแจ้งข่าวกับขุนนางแอปเปิ้ลในทันที
แต่พวกเขาไม่มีทางเร็วกว่าลูกปืน
กระสุนปืนกลถูกยิงโปรยขึ้นท้องฟ้าราวห่าฝน ราวกับว่ามองเห็นพวกเขาที่บินอยู่เหนือเมฆได้
“พวกแม่งโจมตีใส่พวกเรา!? ”
“ไอพวกลูกหมามัยทรยศเราจริง ๆ ด้วย! ไม่ต้องรอคำสั่งจากท่านแอบเปิลแล้ว บุก ฆ่าพวกยักษาน้อยเลย! ”
ด้วยความมั่นใจที่มีต่อความแข็งแกร่งของชุดเกล็ดมังกรที่พวกตนสวมใส่ รวมไปถึงเหล่ามังกรที่โบยบิน จึงทำให้พวกยักษาคิดว่าตนเองเอาอยู่
กระสุนปืนหลายสิบหมื่นนัดได้วิ่งปะทะร่างของมังกรอย่างรุนแรง แต่หัวกระสุนขนาดเล็กไม่อาจทะลวงเกล็ดที่หนาทึบของพวกมันไปได้
หากจะเจาะให้เข้า คงต้องเล็งไปที่เกล็ดย้อนของมังกรแถวช่วงหน้าท้องใกล้ส่วนลำคอเท่านั้น หรือไม่ก็ส่วนอ่อนนุ่มอย่างดวงตา
ซึ่งถ้าไม่ใช่เล็งระยะประชิด คงยากที่จะยิงโดน
“ปืนธรรมดายิงมังกรไม่เข้าจริง ๆ ด้วย… หน่วยบาซูก้าต่อต้านรถถัง เตรียมยิงตอบโต้! ”
หลังสิ้นเสียงคำสั่งจากทอม กระสุนหัวจรวจก็ถูกบรรจงบรรจุลงไป
ปืนของพวกเขามีมากถึงหนึ่งพันกระบอก และยังมีลูกกระสุนมากกว่าหมื่นนัด
พวกเขามีจำนวนมากพอส่งกองทัพมังกรของเผ่ายักษาให้ลงไปคุยกับรากมะม่วงได้
“ยิง! ”
คำสั่งได้ถูกถ่ายทอดออกไปในตอนที่เข้าสู่ระยะยิง
“เฮ้ย!? ”
กองทัพมังกรถูกระเบิดเข้าปะทะเต็มแรงในระยะประชิด
แรงฉีกจากระเบิด ทำให้ปีกและร่างของพวกมันกระจุยออกจนเป็นบาดแผลยาว
ถึงจะไม่สามารถฆ่าลงได้ในทันที แต่บาดแผลที่เกิดก็ทำให้พวกมังกรบาดเจ็บหนักจนสู้ต่อไม่ไหว
กองทัพอากาศของเผ่ายักษาถึงกับหน้าถอดสีในทันที
“ถอย.. ถอยทัพ! ”
เสียงคำสั่งถอยทัพได้ดังลั่นไปทั่วฟ้า
แต่การโจมตีของมนุษย์ยังไม่จบเท่านี้
“หน่วยรบข้างใน เตรียมดำเนินแผนกวาดล้าง”
คำสั่งได้ถูกถ่ายทอดไปที่กองกำลังมนุษย์ซึ่งอยู่ในค่ายทัพพันธมิตร
กองทัพโล่สปาตั้น กองทหารม้ามองโก พวกเขาต่างชักอาวุธในมือขึ้นมา แล้วโจมตีใส่ข้างหลังของเพื่อนร่วมรบในทันที
เป็นการลอบโจมตีที่ถือว่าขี้ขลาดตาขาวอย่างสุดหาคำใดเปรียบเทียบไม่ได้
“! ”
“ทำบ้าอะไรของพวกแกฟะ! คิดจะทรยศกันอย่างงั้นเรอะ!? ”
กองทัพของยักษาที่ถูกลอบโจมตีนั้น รู้สึกโกรธแค้นมาก
เนื่องจากมีการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะถูกทรยศ พวกเขาจึงเตรียมตัวรับมือเอาไว้แล้ว
กองทัพของเผ่ายักษาถูกจัดวางในตำแหน่งที่เตรียมพร้อมรับมือเผ่ามนุษย์
แนบรบถูกจัดเป็นขบวนตอนยาวอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะเริ่มดันทัพของเผ่ามนุษย์กลับไป
มนุษย์ที่ตัวเล็กกว่าเผ่ายักษ์เกือบสองเท่านั้น ไม่อาจที่จะต่อกรพวกเขาได้เลย
“ยิง! ”
เสียงคำรามได้ดังสั่นสะท้านไปทั่วจากยอดเนินกำแพงเมือง
หน่วยรบนโปเลียนลั่นปืนคาบศิลาไปที่กองทัพยักษาด้านล่าง
ส่วนกองทัพเสริมพร้อมอาวุธยุคใหม่นั้น กำลังยิงปืนกลหนักไปที่ฝูงบินของโซเดียมจากข้างนอกเมือง
“เฮ้ย!? ”
โซเดียมและกองทัพของเขาต่างบินหลบลูกปืนอย่างสุดความสามารถ
แต่สุดท้ายพวกเขาก็พบกับชะตากรรมที่ไม่ต่างไปจากพวกไฮเจนที่ประสบเจอในเมืองหลวงเผ่ามนุษย์
ต่อให้บินหลบด้วยสัญชาตญาณได้แม่นยำแค่ไหน พวกเขาก็มิอาจเร็วกว่าลูกปืนไปได้
ฝูงบินหนึงแสนของโซเดียมถูกทำให้กลายเป็นเนื้อบนกลางอากาศไปในทันที
“ของแค่นี้ทำอะไรชุดเกราะมังกรไม่ได้หรอก! ”
ส่วนการรบด้านในเมืองนั้น พวกเผ่ายักษายังได้เปรียบอยู่
เสื้อเกราะเกล็ดมังกรได้ช่วยปกป้องลูกปืนเอาไว้
“ปืนใหญ่ [ยะมะโตะ] จะยิงปูพรมลงมาแล้ว ถอนทัพด่วน! ”
เสียงคำรามของแม่ทัพสปาตั้นได้ดังขึ้นพร้อมกับเสียงหวาน ๆ ของแม่ทัพมองโกเลีย
กองทัพของฝ่ายมนุษย์ต่างถอนทัพกลับอย่างรวดเร็ว จนทำให้ฝ่ายยักษาเข้าใจผิด
“อะไร? ถอนทัพหรือ? จะยอมแพ้เร็วไปมั้ย? ”
ขุนนางแอปเปิ้ลเกิดข้อกังขาในความเคลื่อนไหวของกองทัพมนุษย์
“อย่าประมาท มันอาจเป็นกับดัก หน่วยโล่จงออกไปที่แนวหน้า! ”
ขุนนางแอปเปิ้ลรีบสั่งการรับมือในทันที
ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ถ้าหากว่าอีกฝ่ายใช้ดาบและธนูในการรบละนะ…
ปืนใหญ่ยะมะโตะที่ถูกสร้างจากสินแร่พืชต่างโลก ได้หันปากกระบอกไปยังเป้าหมายจากนอกตัวเมือง
ปืนใหญ่นั้น แต่เดิมมีข้อเสียที่น้ำหนักอันเนื่องจากขนาดของมัน
แต่ด้วยสินแร่ที่ดัดแปลงสังเคราะห์จากพืชต่างโลกที่ได้อธิบายในตอนก่อน จึงทำให้ปัญหาเหล่านั้นหมดไป
พวกเขาสามารถสร้างปืนรบขนาดใหญ่ที่ทนทาน และน้ำหนักเบาได้สำเร็จ
ความเร็วในการหันปากกระบอกปืน พลังงานที่ใช้ในการขับดันและเคลื่อนไหว ทุกอย่างล้วนแต่ถูกใช้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
และด้วยสินแร่ในฝัน จึงทำให้แรงขับดันและอำนาจการยิงเพิ่มมากขึ้น
กระสุนปืนใหญ่ถูกลั่นคำรามไปทั่วเขตแดน
“เสียงอะไร--”
ขุนนางแอปเปิ้ลไม่อาจทราบคำตอบนั้นได้
เพราะกว่าจะรู้ตัว ชีวิตของตนก็ดับดิ้นลงไปแล้ว
หัวกระสุนระเบิดจำนวนหกนัดถูกยิงทะลวงกำแพงดินของเมือง พุ่งผ่านเข้ากระทบเป้าหมายอย่างแม่นยำ
เสียงระเบิดกัมปนาทดังกึกก้อง พร้อมเพลิงนรกและแรงระเบิดที่บดขยี้ซึ่งทุกสิ่งลง
กองทัพอันเกรียงไกรนับแสน ได้กลายเป็นขยะเนื้อสดและเถ้าถ่านไปในเสี้ยวกระพริบตา
ทุกอย่างจบลงอย่างรวดเร็วมาก
กองทัพพันธมิตรถูกมนุษย์ทำลายจนราบภายในครึ่งชั่วโมง ทันทีที่ปืนใหญ่และอาวุธสงครามมาถึง
ส่วนพวกภูติที่โชคดีลี้ภัยไปจัดปาร์ตี้สุรานอกเมืองนั้น เลยได้กลายเป็นสักขีพยานอำนาจของมนุษย์ และเริ่มตระหนักถึงภัยร้ายของพวกมนุษย์ ก่อนจะรีบออกคำสั่งถอนทัพกลับเมืองหลวงของพวกเขาโดยทิ้งเอสเทอเอาไว้ที่นี่
“จะมามัวเล่นสบายใจแบบนี้อีกไม่ได้แล้ว”
นั่นคือสิ่งที่พวกภูติพึ่งจะคิดกันได้
หลังจากทุกอย่างสงบลงมาได้ราวครึ่งชั่วโมง เหล่ากองทัพพันธมิตรที่ลงไปใต้ดินก็กลับขึ้นมาบนผิวดินอีกครั้ง
“นี่มัน.. เรื่องบ้าอะไร? เอรีส!? ”
บานาแผดเสียงร้องด้วยโทสะ
หากกลับขึ้นมาแล้วถูกกองทัพที่น่าจะเป็นพวกเดียวกันยื่นคมดาบเข้าหา เป็นใครก็ต้องโมโหอยู่แล้ว
“เออ… ฉัน… ไม่รู้… ”
เอรีสเองก็มึนงงไม่แพ้กัน
กองกำลังพันธมิตรจำนวนราวสองแสนที่เหลือรอด ได้กลับขึ้นมาด้วยอารมณ์ที่ไม่ค่อยจะดีนัก
พวกเขาพลาดท่าปล่อยชัยชนะให้หลุดมือไป
ผลงานเดียวที่มี คือการที่พวกเขาสามารถจับตัวสเลบ ซึ่งไปพบนอนสลบระหว่างทางกลับมาได้
แต่เชลยศึกคนสำคัญนี้ สุดท้ายกลับต้องมาตกอยู่มือของมนุษย์
ซ้ำร้าย ทั้งบานา แครอท และเอสเทอที่พึ่งกลับขึ้นมา ดันตกอยู่ในวงล้อมของมนุษย์อย่างไม่ทันตั้งตัว โดยไม่มีกองทัพของพวกเขาปรากฏตัวให้เห็นอยู่บนพื้นดินแม้แต่คนเดียว
ตัวเลือกของเขาจึงมีแค่ยอมถูกจับ หรือไม่ก็สู้ถวายชีวิตเพื่อไปเกิดใหม่ที่เมืองของตัวเอง
“บานา ยอมพวกมันไปก่อนดอง~ เอรีส หลังจากนี้เธอไม่ใช่เพื่อนพวกเราแล้วดอง~”
ซึ่งเอสเทอเลือกเส้นทางแรก พร้อมกับพูดจาตัดเยื่อใยเอรีสไป
ในดวงตาของเอสเทอนั้น คือดวงตาของคนที่กำลังวางแผนบางอย่างเอาไว้
“ฉัน… ฉันไม่ได้…”
เอรีสรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองกำลังจะแตกสลายลง
โดนเพื่อนร่วมรบมาพูดเช่นนี้ใส่ สำหรับเธอแล้วมันช่างปวดร้าวหัวใจยิ่งนัก
และนี่คือผลสรุปของสงครามพันธมิตรในศึกรอบที่เก้าของโลกแห่งสงคราม
เผ่าอาร์โธร์โพดาที่หนีรอดไปได้
เผ่าโพรแคริโอตที่เสียคริสตัลแห่งชีวิตไปจากลูกหลงของสงคราม และไม่รู้ว่าควรทำตัวยังไงต่อไปในอนาคต
เผ่ายักษากับภูติที่ต้องยอมล่าถอยไปก่อน เพราะการโจมตีของมนุษย์
และเผ่าปักษาที่ถูกเผ่ามนุษย์โจมตีสวนกลับ จนล่มสลายภายในคืนเดียว
ซึ่งเหตุการณ์ล่มสลายของเผ่าปักษานั้น คงอาจได้เล่าในบทต่อไป
ใครคือผู้ชนะในสงครามครั้งนี้ คงไม่จำเป็นต้องพูดออกมา
มนุษย์… ช่างน่ากลัวยิ่งนัก
รายงานจากบันทึกสงครามรอบที่เก้า วันที่ 46-47 ของเทพเจ้าทั้งสาม
ในเวลาเดียวกัน ณ เส้นทางใต้ดินที่วกวน
***ปักษาผู้เป็นไท [เปอร์ไซด์]
“หนูหลงทางอีกแล้วค่ะ! ใครก็ได้ มาช่วยหนูด้วย! ”
“ปี้…”