Age of war

    ตอนที่ 58 ผู้ชนะของสงคราม

    จากบันทึกของเทพเจ้าทั้งสามที่เฝ้าดูสงครามรอบที่เก้า



    ผลลัพธ์ของสงครามรอบที่เก้า เริ่มมีการบนเข็มไปจากแปดรอบที่ผ่านมา

    ณ ช่วงเวลากลางวัน วันที่ 47 ของเกมส์แห่งสงคราม

    สงครามระหว่างกองทัพพันธมิตรและเผ่าอาร์โธร์โพดาได้จบสิ้นลง

    แต่หากจะอนุมานถึงผู้ได้รับชัยชนะ คงต้องดูถึงผลลัพธ์ที่แต่ละฝ่ายได้รับมาก่อน



    ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 46 ช่วงเวลาใกล้เที่ยงคืน

    ข่าวการทรยศของเผ่าปักษาได้ถูกกระจายไปทั่วกองทัพของเผ่ามนุษย์

    จากข่าวนั้น ทำให้พวกเขากระจายกำลังทหารนับหมื่นไปประจำการบนกำแพงเมืองในช่วงกลางคืน

    ใช้ประโยชน์จากความมืด เคลื่อนไหวกองทัพเข้าล้อมกองกำลังพันธมิตรโดยไม่ให้ใครรู้ตัว

    เผ่ามนุษย์หมดสิ้นความเชื่อใจที่มีต่อทุกเผ่าเป็นที่เรียบร้อย และมีมติจากที่ประชุมสภาปกครอง ว่าให้คว้าเอาก้อนเค้กที่เรียกว่า [ชัยชนะ] มาจากทุกเผ่าพันธุ์

    ดินแดน ทรัพยากรณ์ และผลประโยชน์ทุกอย่างจากสงครามครั้งนี้ มนุษย์จะต้องเป็นฝ่ายรับไปแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น

    ความเหิมเกริมที่คิดว่ามีอาวุธยุคใหม่มาถือครองแล้วนั้น ทำให้พวกเขาคิดว่าตนเองได้ชนะสงครามแล้ว

    ขีปนาวุธกำลังถูกพัฒนาจนมีความแม่นยำมากขึ้น และมันพร้อมที่จะยิงไปที่แนวหน้าได้ทุกเวลา

    หากสามารถระบุตำแหน่งฐานที่มั่นของศัตรูได้ พวกเขาก็จะได้รับชัยชนะในทันที

    ความเหิมเกริมนั้น ทำให้มีคำสั่งลงมาถึงทอมในแนวหน้าเช่นนั้น

    “จงฆ่าศัตรูรวมไปถึงเผ่าอื่นที่เป็นพันธมิตร พวกเราจะเอาดินแดนของมนุษย์มดมาเป็นของพวกเรา”

    ด้วยคำสั่งลักษณะนี้ ทอมจึงสั่งเคลื่อนพลปิดล้อมอย่างลับ ๆ

    แต่การเคลื่อนไหวนั้นไม่อาจหลุดรอดสายตาของขุนนางแอปเปิ้ลแห่งเผ่ายักษาไปได้

    เขาไม่เคยมีความเชื่อใจต่อทัพพัธมิตรอยู่แล้ว จึงได้วางหน่วยพลสอดแนมล่วงหน้าเอาไว้

    การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของมนุษย์โดยไม่มีการส่งคนมาแจ้งตน ทำให้เขารู้ตัวว่ากำลังจะโดนแทงข้างหลัง

    “กระจายทัพอสูรปีกไปบนฟ้าซะ หากพวกมันเริ่มเคลื่อนไหว ให้โจมตีจากบนท้องฟ้าได้เลย”

    ทัพมังกรที่เหลืออยู่ราวห้าพันตัวได้บินขึ้นท้องฟ้า

    ขุนนางแอปเปิ้ลคิดว่าควรชิงลงมือโจมตีก่อน แต่มันคงให้ภาพลักษณ์ที่ไม่ดีนัก หากตัวเองเป็นผู้ฉีกสัญญาทิ้งก่อนอีกฝ่าย

    อีกอย่าง ถ้าหากว่าเกิดจากการเข้าใจผิดของเขาเอง มันจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงได้

    ดังนั้นเขาจึงใช้แผนวางกำลังเตรียมรับมือแทน



    ในตอนนั้นเองที่มังกรเลี้ยงของเผ่ามนุษย์สองตัวเงยหัวขึ้นมา

    พวกมันที่มีสัญชาตญาณอันเฉียบแหลมนั้น กำลังเริ่มรับรู้ได้ถึงอันตราย

    เพื่อปกป้องชีวิตลูกน้อย มันจึงบินหนีและพาลูกน้อยออกไปจากสนามรบ

    พวกมันเลือกชีวิตลูกมากกว่าความซื่อสัตย์ที่มีต่อเจ้านายของพวกมัน

    ดังนั้นมังกรของแอร์บาส์รจึงบินหนีไปจากสนามรบด้วยเหตุนี้

    ส่วนเจ้าโทเม มังกรของแครอทนั้น บังเอิญว่ามันมองเห็นเจ้ามังแม่ลูกคู่นี้พอดี

    และบังเอิญอีกว่าพวกเขาเป็นลูกและภรรยาของเจ้าโทเมที่พลัดพรากจากกันไปนาน

    เจ้าโทเมจึงละทิ้งหน้าที่ในการรอเจ้านาย แล้วบินตามภรรยาสุดรักไปอีกตัว

    น้ำเน่าได้ที่…



    กลับมาที่เรื่องราวหลัก

    กองทัพมนุษย์คิดที่จะชุบมือเปิดจากสงครามครั้งนี้

    ส่วนพวกยักษาก็เริ่มระแวงเต็มที่แล้วเช่นกัน

    บรรยากาศภายในที่ค่ายเริ่มตึงเครียดถึงขีดสุด

    แม้แต่โซเดียมที่นำทัพชาวปักษาบินตรวจตราบนฟ้า ยังรู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากล

    เขาไม่รู้ว่ามนุษย์มีความสามารถสื่อสารทางไกล จึงคิดเข้าข้างตัวเอง ว่ามนุษย์คงยังไม่รู้ถึงแผนการทรยศของเผ่าที่พวกตนวางเอาไว้

    ดังนั้น เขาจึงทำเป็นเมินเสียงกรีดร้องของสัญชาตญาณ และเชื่อมั่นในสิ่งที่ดวงตาเห็นแทน

    หากปฏิบัติการอย่างซื่อตรง มันก็น่าจะแสดงความจริงใจ และเชื่อมความสัมพันธ์ให้กับระหว่างเผ่าได้

    โซเดียมคิดอย่างซื่อตรงเช่นนั้น



    ส่วนพวกภูติ… เหล่าเทพที่เฝ้ามองต่างรู้สึกปวดหัวกับพวกเขามาก

    “ปาร์ตี้ มาจัดปาร์ตี้ฉลองกัน! พีค~”

    “แมวไม่อยู่ หนูร่าเริ่งเจ้าค่า~”

    พอผู้บัญชาการอย่างเอเทอไม่อยู่ เจ้าพวกที่เหลือก็เริ่มตั้งวงร้องเพลงเฮฮาปาร์ตี้กันในทันที

    ขนเหล้า (ที่แอบขโมยมาจากเผ่าอื่น) และอาหาร (ที่แอบขโมยมาเช่นกัน) มาตั้งวงเมาสุรา เริงร่าโดยไม่สนใจความตึงเครียดที่เกิดขึ้นระหว่างเผ่าอื่นแม้แต่น้อยนิด

    อีกอย่าง ด้วยคำสั่งของเอสเทอที่เคยบอกว่า “รบแบบไม่ต้องสนผลลัพธ์” จึงยิ่งทำให้ภูติไร้ซึ่งความจริงจัง

    พวกเธอพากันบินออกไปนอกกำแพงเมือง แล้วเริ่มปาร์ตี้ชนิดสนุกสุดเหวี่ยงแบบลืมเรื่องสงครามไปจนสิ้น

    ช่างน่าสงสารเอสเทอยิ่งนัก ที่มีเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์แบบนี้…



    แล้วสถานการณ์เช่นนี้ก็ดำเนินมาจนกระทั้งถึงช่วงเวลาเที่ยงตรงของวันที่ 47

    มันช่วงเวลาเดียวกับที่กำลังเกิดการรบพุ่งอย่างรุนแรงที่ห้องโถงคริสตัลของเผ่าอาร์โธร์โพดา

    “มาถึงแล้วหรือ? ”

    ขบวนรถไฟขนาดใหญ่ที่บรรทุกกองทหารชุดลายพรางสีเขียวพร้อมกับอาวุธสงครามจำนวนมาก ได้มาถึงที่สนามรบแล้ว

    ปืนกล M1919 ปืนกลตั้งแท่นยิงติดตั้งยานรบอันทรงประสิทธิภาพ ยิงต่อสู้ได้ดีทั้งอากาศยานและภาพพื้นดิน

    ปืน M1A1 Bazooka ปืนต่อสู้รถถังในสงครามโลกครั้งที่ 2 บรรจุด้วยจรวดแบบ High explosive anti-tank (HEAT) ทรงประสิทธิภาพในการทำลายรถถังและยานหุ้มเกราะ

    M1 Thompson ปืนกลมือก่อนยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นปืนยอดนิยมของกลุ่มมาเฟีย เป็นปืนที่มีน้ำหนักเบา อัตรายิงยิงกระสุนเร็ว แต่ความแม่นยำ ต่ำเพราะมีแรงถีบกลับและอัตราส่ายสูง

    ปืน PPSH-41 ปืนกลมือของกองทัพบกโซเวียต มีอัตราการยิงต่อเนื่อง กระสุนเยอะ เหมาะกับการต่อสู้ระยะประชิด

    ปืน M2 Browning machine gun ปืนกลปืนกลในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่1 เป็นปืนติดยานพาหนะเพราะหนักมาก แต่ก็แลกมาด้วยพลังทำลายล้างที่สูงเช่นกัน

    รถไฟขบวบยาวคันนี้ นอกจากบรรทุกและติดอาวุธดั่งกล่าวมาเป็นจำนวนมาก ยังมีปืนใหญ่ขนาด 480 มิลลิเมตร (18 นิ้ว) ซึ่งเคยประจำการบนเรือรบยะมะโตะติดมาด้วยถึงหกกระบอก

    ตัวรถไฟที่ขนสรรพยุทธสังหาร ได้มาจอดรออยู่ที่นอกกำแพงเมืองอาร์โธร์โพดา

    “แล้วสถานการณ์ทางนั้นเป็นเช่นไรบ้าง? ”

    “ได้รับชัยชนะท่วมท้น เมืองของมนุษย์นกถูกถล่มราบ คริสตัลแห่งชีวิตของพวกมันตกอยู่ในการดูแลของกองทัพเราแล้ว”

    “เร็วจริง… เมื่อคืนเห็นว่าพึ่งจะส่งฝูงบินทิ้งระเบิดไปเองไม่ใช่หรือ? ”

    “ทำอย่างกับว่าอาวุธล้าสมัยของพวกมัน จะสอยฝูงบินลงมาได้นะ”

    นายทหารที่ขนกองทัพยุคใหม่หัวเราะอย่างดูแคลน พร้อมกับตบลงไปที่ชุดเกราะอัศวินของทอม

    ทอมรู้สึกต่อต้านอยู่ภายในใจลึก ๆ

    เขาร่วมรบกับเผ่าอื่น ร่วมสู้และบัญชาการภาคสนามด้วยเลือดและฝีมือไปพร้อมกัน

    ดังนั้นทอมจึงอดที่จะรู้สึกความเห็นใจต่อศัตรูขึ้นมาไม่ได้

    แต่นี่คือสงคราม ดังนั้นเขาจึงต้องลงมือทำ

    กองทัพเผ่ามนุษย์ส่วนใหญ่ยังอยู่ข้างในเมืองหลวงอาร์โธร์โพดา

    มีเพียงแค่หน่วยเล็ก ๆ ของทอมที่ออกมาเคลื่อนไหวอยู่ข้างนอกตรงนี้

    “ได้เวลาเปิดฉากถล่มแล้ว มายึดคริสตัลของเผ่ามนุษย์มดเป็นเป้าหมายถัดไปกันเถอะ”



    กองทัพอสูรปีกที่โบยบินบนท้องฟ้า พอเห็นภาพสรรพอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ไม่เคยเห็น ก็รู้สึกได้ว่าไม่อาจปล่อยผ่านไปได้

    พวกเขารีบส่งผู้ส่งสารลงไปแจ้งข่าวกับขุนนางแอปเปิ้ลในทันที

    แต่พวกเขาไม่มีทางเร็วกว่าลูกปืน

    กระสุนปืนกลถูกยิงโปรยขึ้นท้องฟ้าราวห่าฝน ราวกับว่ามองเห็นพวกเขาที่บินอยู่เหนือเมฆได้

    “พวกแม่งโจมตีใส่พวกเรา!? ”

    “ไอพวกลูกหมามัยทรยศเราจริง ๆ ด้วย! ไม่ต้องรอคำสั่งจากท่านแอบเปิลแล้ว บุก ฆ่าพวกยักษาน้อยเลย! ”

    ด้วยความมั่นใจที่มีต่อความแข็งแกร่งของชุดเกล็ดมังกรที่พวกตนสวมใส่ รวมไปถึงเหล่ามังกรที่โบยบิน จึงทำให้พวกยักษาคิดว่าตนเองเอาอยู่

    กระสุนปืนหลายสิบหมื่นนัดได้วิ่งปะทะร่างของมังกรอย่างรุนแรง แต่หัวกระสุนขนาดเล็กไม่อาจทะลวงเกล็ดที่หนาทึบของพวกมันไปได้

    หากจะเจาะให้เข้า คงต้องเล็งไปที่เกล็ดย้อนของมังกรแถวช่วงหน้าท้องใกล้ส่วนลำคอเท่านั้น หรือไม่ก็ส่วนอ่อนนุ่มอย่างดวงตา

    ซึ่งถ้าไม่ใช่เล็งระยะประชิด คงยากที่จะยิงโดน

    “ปืนธรรมดายิงมังกรไม่เข้าจริง ๆ ด้วย… หน่วยบาซูก้าต่อต้านรถถัง เตรียมยิงตอบโต้! ”

    หลังสิ้นเสียงคำสั่งจากทอม กระสุนหัวจรวจก็ถูกบรรจงบรรจุลงไป

    ปืนของพวกเขามีมากถึงหนึ่งพันกระบอก และยังมีลูกกระสุนมากกว่าหมื่นนัด

    พวกเขามีจำนวนมากพอส่งกองทัพมังกรของเผ่ายักษาให้ลงไปคุยกับรากมะม่วงได้

    “ยิง! ”

    คำสั่งได้ถูกถ่ายทอดออกไปในตอนที่เข้าสู่ระยะยิง

    “เฮ้ย!? ”

    กองทัพมังกรถูกระเบิดเข้าปะทะเต็มแรงในระยะประชิด

    แรงฉีกจากระเบิด ทำให้ปีกและร่างของพวกมันกระจุยออกจนเป็นบาดแผลยาว

    ถึงจะไม่สามารถฆ่าลงได้ในทันที แต่บาดแผลที่เกิดก็ทำให้พวกมังกรบาดเจ็บหนักจนสู้ต่อไม่ไหว

    กองทัพอากาศของเผ่ายักษาถึงกับหน้าถอดสีในทันที

    “ถอย.. ถอยทัพ! ”

    เสียงคำสั่งถอยทัพได้ดังลั่นไปทั่วฟ้า

    แต่การโจมตีของมนุษย์ยังไม่จบเท่านี้

    “หน่วยรบข้างใน เตรียมดำเนินแผนกวาดล้าง”

    คำสั่งได้ถูกถ่ายทอดไปที่กองกำลังมนุษย์ซึ่งอยู่ในค่ายทัพพันธมิตร

    กองทัพโล่สปาตั้น กองทหารม้ามองโก พวกเขาต่างชักอาวุธในมือขึ้นมา แล้วโจมตีใส่ข้างหลังของเพื่อนร่วมรบในทันที

    เป็นการลอบโจมตีที่ถือว่าขี้ขลาดตาขาวอย่างสุดหาคำใดเปรียบเทียบไม่ได้

    “! ”

    “ทำบ้าอะไรของพวกแกฟะ! คิดจะทรยศกันอย่างงั้นเรอะ!? ”

    กองทัพของยักษาที่ถูกลอบโจมตีนั้น รู้สึกโกรธแค้นมาก

    เนื่องจากมีการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะถูกทรยศ พวกเขาจึงเตรียมตัวรับมือเอาไว้แล้ว

    กองทัพของเผ่ายักษาถูกจัดวางในตำแหน่งที่เตรียมพร้อมรับมือเผ่ามนุษย์

    แนบรบถูกจัดเป็นขบวนตอนยาวอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะเริ่มดันทัพของเผ่ามนุษย์กลับไป

    มนุษย์ที่ตัวเล็กกว่าเผ่ายักษ์เกือบสองเท่านั้น ไม่อาจที่จะต่อกรพวกเขาได้เลย

    “ยิง! ”

    เสียงคำรามได้ดังสั่นสะท้านไปทั่วจากยอดเนินกำแพงเมือง

    หน่วยรบนโปเลียนลั่นปืนคาบศิลาไปที่กองทัพยักษาด้านล่าง

    ส่วนกองทัพเสริมพร้อมอาวุธยุคใหม่นั้น กำลังยิงปืนกลหนักไปที่ฝูงบินของโซเดียมจากข้างนอกเมือง

    “เฮ้ย!? ”

    โซเดียมและกองทัพของเขาต่างบินหลบลูกปืนอย่างสุดความสามารถ

    แต่สุดท้ายพวกเขาก็พบกับชะตากรรมที่ไม่ต่างไปจากพวกไฮเจนที่ประสบเจอในเมืองหลวงเผ่ามนุษย์

    ต่อให้บินหลบด้วยสัญชาตญาณได้แม่นยำแค่ไหน พวกเขาก็มิอาจเร็วกว่าลูกปืนไปได้

    ฝูงบินหนึงแสนของโซเดียมถูกทำให้กลายเป็นเนื้อบนกลางอากาศไปในทันที



    “ของแค่นี้ทำอะไรชุดเกราะมังกรไม่ได้หรอก! ”

    ส่วนการรบด้านในเมืองนั้น พวกเผ่ายักษายังได้เปรียบอยู่

    เสื้อเกราะเกล็ดมังกรได้ช่วยปกป้องลูกปืนเอาไว้

    “ปืนใหญ่ [ยะมะโตะ] จะยิงปูพรมลงมาแล้ว ถอนทัพด่วน! ”

    เสียงคำรามของแม่ทัพสปาตั้นได้ดังขึ้นพร้อมกับเสียงหวาน ๆ ของแม่ทัพมองโกเลีย

    กองทัพของฝ่ายมนุษย์ต่างถอนทัพกลับอย่างรวดเร็ว จนทำให้ฝ่ายยักษาเข้าใจผิด

    “อะไร? ถอนทัพหรือ? จะยอมแพ้เร็วไปมั้ย? ”

    ขุนนางแอปเปิ้ลเกิดข้อกังขาในความเคลื่อนไหวของกองทัพมนุษย์

    “อย่าประมาท มันอาจเป็นกับดัก หน่วยโล่จงออกไปที่แนวหน้า! ”

    ขุนนางแอปเปิ้ลรีบสั่งการรับมือในทันที

    ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ถ้าหากว่าอีกฝ่ายใช้ดาบและธนูในการรบละนะ…

    ปืนใหญ่ยะมะโตะที่ถูกสร้างจากสินแร่พืชต่างโลก ได้หันปากกระบอกไปยังเป้าหมายจากนอกตัวเมือง

    ปืนใหญ่นั้น แต่เดิมมีข้อเสียที่น้ำหนักอันเนื่องจากขนาดของมัน

    แต่ด้วยสินแร่ที่ดัดแปลงสังเคราะห์จากพืชต่างโลกที่ได้อธิบายในตอนก่อน จึงทำให้ปัญหาเหล่านั้นหมดไป

    พวกเขาสามารถสร้างปืนรบขนาดใหญ่ที่ทนทาน และน้ำหนักเบาได้สำเร็จ

    ความเร็วในการหันปากกระบอกปืน พลังงานที่ใช้ในการขับดันและเคลื่อนไหว ทุกอย่างล้วนแต่ถูกใช้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

    และด้วยสินแร่ในฝัน จึงทำให้แรงขับดันและอำนาจการยิงเพิ่มมากขึ้น

    กระสุนปืนใหญ่ถูกลั่นคำรามไปทั่วเขตแดน

    “เสียงอะไร--”

    ขุนนางแอปเปิ้ลไม่อาจทราบคำตอบนั้นได้

    เพราะกว่าจะรู้ตัว ชีวิตของตนก็ดับดิ้นลงไปแล้ว

    หัวกระสุนระเบิดจำนวนหกนัดถูกยิงทะลวงกำแพงดินของเมือง พุ่งผ่านเข้ากระทบเป้าหมายอย่างแม่นยำ

    เสียงระเบิดกัมปนาทดังกึกก้อง พร้อมเพลิงนรกและแรงระเบิดที่บดขยี้ซึ่งทุกสิ่งลง

    กองทัพอันเกรียงไกรนับแสน ได้กลายเป็นขยะเนื้อสดและเถ้าถ่านไปในเสี้ยวกระพริบตา



    ทุกอย่างจบลงอย่างรวดเร็วมาก

    กองทัพพันธมิตรถูกมนุษย์ทำลายจนราบภายในครึ่งชั่วโมง ทันทีที่ปืนใหญ่และอาวุธสงครามมาถึง

    ส่วนพวกภูติที่โชคดีลี้ภัยไปจัดปาร์ตี้สุรานอกเมืองนั้น เลยได้กลายเป็นสักขีพยานอำนาจของมนุษย์ และเริ่มตระหนักถึงภัยร้ายของพวกมนุษย์ ก่อนจะรีบออกคำสั่งถอนทัพกลับเมืองหลวงของพวกเขาโดยทิ้งเอสเทอเอาไว้ที่นี่

    “จะมามัวเล่นสบายใจแบบนี้อีกไม่ได้แล้ว”

    นั่นคือสิ่งที่พวกภูติพึ่งจะคิดกันได้



    หลังจากทุกอย่างสงบลงมาได้ราวครึ่งชั่วโมง เหล่ากองทัพพันธมิตรที่ลงไปใต้ดินก็กลับขึ้นมาบนผิวดินอีกครั้ง

    “นี่มัน.. เรื่องบ้าอะไร? เอรีส!? ”

    บานาแผดเสียงร้องด้วยโทสะ

    หากกลับขึ้นมาแล้วถูกกองทัพที่น่าจะเป็นพวกเดียวกันยื่นคมดาบเข้าหา เป็นใครก็ต้องโมโหอยู่แล้ว

    “เออ… ฉัน… ไม่รู้… ”

    เอรีสเองก็มึนงงไม่แพ้กัน

    กองกำลังพันธมิตรจำนวนราวสองแสนที่เหลือรอด ได้กลับขึ้นมาด้วยอารมณ์ที่ไม่ค่อยจะดีนัก

    พวกเขาพลาดท่าปล่อยชัยชนะให้หลุดมือไป

    ผลงานเดียวที่มี คือการที่พวกเขาสามารถจับตัวสเลบ ซึ่งไปพบนอนสลบระหว่างทางกลับมาได้

    แต่เชลยศึกคนสำคัญนี้ สุดท้ายกลับต้องมาตกอยู่มือของมนุษย์

    ซ้ำร้าย ทั้งบานา แครอท และเอสเทอที่พึ่งกลับขึ้นมา ดันตกอยู่ในวงล้อมของมนุษย์อย่างไม่ทันตั้งตัว โดยไม่มีกองทัพของพวกเขาปรากฏตัวให้เห็นอยู่บนพื้นดินแม้แต่คนเดียว

    ตัวเลือกของเขาจึงมีแค่ยอมถูกจับ หรือไม่ก็สู้ถวายชีวิตเพื่อไปเกิดใหม่ที่เมืองของตัวเอง

    “บานา ยอมพวกมันไปก่อนดอง~ เอรีส หลังจากนี้เธอไม่ใช่เพื่อนพวกเราแล้วดอง~”

    ซึ่งเอสเทอเลือกเส้นทางแรก พร้อมกับพูดจาตัดเยื่อใยเอรีสไป

    ในดวงตาของเอสเทอนั้น คือดวงตาของคนที่กำลังวางแผนบางอย่างเอาไว้

    “ฉัน… ฉันไม่ได้…”

    เอรีสรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองกำลังจะแตกสลายลง

    โดนเพื่อนร่วมรบมาพูดเช่นนี้ใส่ สำหรับเธอแล้วมันช่างปวดร้าวหัวใจยิ่งนัก



    และนี่คือผลสรุปของสงครามพันธมิตรในศึกรอบที่เก้าของโลกแห่งสงคราม

    เผ่าอาร์โธร์โพดาที่หนีรอดไปได้

    เผ่าโพรแคริโอตที่เสียคริสตัลแห่งชีวิตไปจากลูกหลงของสงคราม และไม่รู้ว่าควรทำตัวยังไงต่อไปในอนาคต

    เผ่ายักษากับภูติที่ต้องยอมล่าถอยไปก่อน เพราะการโจมตีของมนุษย์

    และเผ่าปักษาที่ถูกเผ่ามนุษย์โจมตีสวนกลับ จนล่มสลายภายในคืนเดียว

    ซึ่งเหตุการณ์ล่มสลายของเผ่าปักษานั้น คงอาจได้เล่าในบทต่อไป

    ใครคือผู้ชนะในสงครามครั้งนี้ คงไม่จำเป็นต้องพูดออกมา

    มนุษย์… ช่างน่ากลัวยิ่งนัก



    รายงานจากบันทึกสงครามรอบที่เก้า วันที่ 46-47 ของเทพเจ้าทั้งสาม



    ในเวลาเดียวกัน ณ เส้นทางใต้ดินที่วกวน

    ***ปักษาผู้เป็นไท [เปอร์ไซด์]

    “หนูหลงทางอีกแล้วค่ะ! ใครก็ได้ มาช่วยหนูด้วย! ”

    “ปี้…”