บทที่ ยี่สิบหก
“วันนี้ท่านแม่ห้ามหยิบจับอะไรแล้วนะเ้าคะ ข้ากับท่านพี่จะทำให้เอง”ลู่อิงิพาหญิงชรามานั่งที่หน้าบ้านใต้ร่มของหลังคาที่พอจะนั่งได้สบายๆเพราะเมื่อวานตอนที่นางช่วยซ่อมบ้านเวยไป๋ฉุนก็พยายามจะลุกมาช่วยแล้วก็ล้มไปหนึ่งทีแล้วนางก็แอบใช้พลังรักษาให้ไปด้วย
“ดีจริงๆ ที่ได้เ้ามาเป็สะใภ้ เสี่ยวหยุนโชคดีที่มีคนน่ารักๆแบบนี้อยู่ด้วย ข้าคิดก็สบายใจ”
“อ่า..เ้าค่ะ” นางเป็คนถูกชมแท้ๆ แต่ทำไมสวีจ้าวหรงถึงยิ้มรับแทนเล่าแถมยังยิ้มเยาะใส่นางอีกด้วย
“ข้าจะไปทำเส้นทางเดินเข้าบ้านให้กว้างหน่อย ท่านอยู่ซ่อมบ้านก็ได้” เซียนน้อยเอ่ยกับชายหนุ่มที่ตอนนี้นางชักจะคุ้นตาเขาในเสื้อผ้าอย่างชาวบ้านปกติแล้วเพราะทั้งสองอยู่ที่บ้านของเวยไป๋ฉุนมาได้วันที่สามวันนี้ก็พยายามช่วยกันซ่อมบ้านจนใกล้เสร็จบ้านที่ทรุดโทรมวันก่อนเปลี่ยนไปเหมือนเป็คนละหลังแม้ขนาดบ้านจะเล็กเช่นเดิมแต่ไม่ได้ดูอุดอู้
ส่วนหนึ่งที่งานเสร็จแล้วก็เพราะนางแอบใช้พลังเซียนช่วยนิดหน่อยเลยเสร็จไววันนี้จนเย็นก็น่าจะสมบูรณ์ได้ลู่อิงิจึงทิ้งงานที่เหลือให้สวีจ้าวหรงตัวเองจะไปทำเส้นทางเดินเข้าบ้านแทน
ขณะนั้นเสียงใสก็เอ่ยดังมาแต่ไกล“พี่ชายเติ้งหยุนเ้าค่ะ ข้ามาแล้ว” เป็เสียงของเด็กสาวนั้นเองในมือตู้มู่เอ๋อถือตะกร้าสานมาด้วย นางโบกมือยิ้มร่าให้สวีจ้าวหรง
ตู้มู่เอ๋อเด็กสาวผู้นี้แวะมาที่นี่ทุกวันั้แ่วันนั้นมาั้แ่่สายและกว่าจะกลับก็ต้องมีน้าตู้มาตามถึงยอมกลับเด็กสาวดูชอบพอท่านจอมมารรูปงามไม่น้อย แถมเอาของกินติดมือมาทุกวันและก็อยู่ช่วยงานดูแลหญิงชราได้ดี่ที่นางไม่ว่างดูแลยายเวย
“มู่เอ๋อมาหรือ?” หญิงชราเอ่ยถามทักกลับเพราะได้ยินเสียงเด็กสาว
“ใช่เ้าค่ะ”
“นางคงชอบพวกเ้านักเลยแวะมาบ่อยเช่นนี้ ปกติในหมู่บ้านก็ไม่ค่อยมีเด็กๆเท่าไร ก็เอ็นดูนางหน่อยก็แล้วกันนะเสี่ยวหยุน อิงิ”
“เ้าค่ะท่านแม่” ลู่อิงิออกจะเอ็นดูมู่เอ๋อ แต่อีกฝั่งเถอะบุตรชายตัวปลอมผู้นั้นที่นางมาหากลับเ็านัก ทั้งที่เป็เด็กสาวก็ยังไม่เว้นนึกแล้วสงสารตู้มู่เอ๋อ
“ท่านยายเวยข้ามาแล้ว พี่ชายเติ้งหยุนกับพี่สาวลู่ คำนับเ้าค่ะ” เด็กสาวมาถึงก็เอ่ยทักทายก่อนส่งตะกร้าให้ลู่อิงิรับไป
“วันนี้ข้าเอาขนมแป้งทอดมาให้ไว้พักทานกันตอนกลางวันน่ะมีใบชาด้วยข้าแอบเอามาอันนี้อย่าบอกใครนะ”ลู่อิงิพยักหน้ารับแล้วนำของในตะกร้าไปเก็บในบ้านก่อนจะแยกออกไปทำเส้นทางนอกบ้านโดยใช้ดินมาเททับบนทางไม่ให้หญ้าขึ้นปิดจะได้เดินสะดวกขึ้น
จนเข้าเวลาใกล้ตะวันตรงหัวแดดตกแรงจนหมวกไม้ไผ่สานก็ดูจะเริ่มเอาไม่อยู่แต่เห็นว่างานเกือบเสร็จแล้วลู่อิงิจึงฝืนทำต่อ
“พี่สาวลู่!” เสียงที่ปกติใสแจ๋วตอนนี้คล้ายจะไม่ค่อยสบอารมณ์ตู้มู่เอ๋อเรียกนางให้พักมือแล้วหันไปตอบ พร้อมกับเด็กสาวเดินมาทำหน้ามุ่ยคิ้วขมวดใส่
“มีอะไรกวนใจมู่เอ๋อหรือ?”
“ท่านโกหกข้าหรือ ทำไมพี่ชายเติ้งหยุนบอกว่าท่านสองคนแต่งงานกันแล้วจริงๆ”อ่าเื่นี้ดูถ้าเด็กน้อยจะไปรบเร้าจอมมารจนเขารำคาญเสียแล้วมั้งถึงต้องแก้ตัวไปแบบนั้นแต่ถ้าพูดว่าไม่เคยแต่งก็ไม่จริงเสียทีเดียวเพราะครั้งหนึ่งเคยคำนับฟ้าดินด้วยกันแล้ว
ลู่อิงิไม่เอ่ยตอบโดยตรงนางทำเพียงใช้ปลายนิ้วจิ้มไปที่กลางหน้าผากก่อนเอ่ยหยอกเย้า “อย่าขมวดคิ้วสิคิ้วย่นแบบนี้ไม่น่ามองนะ เขาก็พูดไปเรื่อยเ้าอย่าคิดมากเลย”
“สรุปว่าแต่งหรือไม่แต่ง ข้าร้อนใจนี่ เพราะถ้าแต่จริงพี่สาวลู่ก็ดีกับข้าเหมือนกันข้าจะแย่งคนรักกับท่านได้อย่างไร” โถ มู่เอ๋อเด็กสาวตัวน้อยช่างน่ารักนักจิตใจใสซื่อลู่อิงิเห็นแล้วก็อดเอ็นดูไม่ได้
“ความจริงก็..เคยแต่งจริงๆ แต่มีเหตุผลหลายๆ อย่าง เื่ยาวด้วยเ้าอย่าคิดมากเลยมันไม่มีอะไร” ไม่รู้ว่าเป็ความหูทิพย์ไหมเื่ที่นางใช้ปลอบโยนเด็กสาวถึงไปเข้าหูสวีจ้าวหรงด้วย เพียงพริบตาอยู่ๆร่างสูงก็มาปรากฏตัวหลังเด็กน้อยแล้วเดินมากล่าวความด้านตนเองบ้างเหมือนเขาจะไม่ยอมให้ตู้มู่เอ๋อฟังความข้างเดียว
“แต่งคือแต่ง จะสรุปอย่างไรก็คือแต่ง จะเป็อย่างอื่นได้อย่างไร”
เด็กน้อยที่ไม่รู้ที่มาที่ไปจึงตีความได้ว่าชายหนุ่มแต่งงานแล้วก็คงจะจริงใจต่อฝ่ายหญิงคนเดียวมองสลับไปมาระหว่างชายหญิง “พี่ชายเติ้งหยุนก็ชอบพี่สาวลู่จริงๆ สินะ”
“...”นางพูดไม่ออกอยากจะพาจอมมารไปคุยกันสองคนให้รู้เื่นานวันเขาดูเหมือนจะจริงจังขึ้นทุกทีทำเหมือนว่าเราเป็สามีภรรยาได้สมจริงมากกว่ากล่าวอ้างถ้าไม่คิดไปเองลู่อิงิจะคิดแล้วว่าเขาชอบพอเซียนปลายแถวอย่างนางเข้าให้แต่ใจหนึ่งก็คิดว่าเป็ไปไม่ได้ทั้งจากที่เคยอ่านนิยายและความเป็จริงที่เจอนางไม่ได้เสี้ยวความงามระดับที่จอมมารจะรับเข้าตำหนักสักนิดต้องเป็นางคิดไปเองแน่ๆ
สวีจ้าวหรงไม่สนใจเด็กสาวที่มองสลับไปมาคล้ายเป็นกตัวน้อยมองคอยอาหารจากแม่นกเขาเพียงมองจ้องร่างบางของหญิงสาวตรงหน้า ที่คนปิดใจอย่างลู่อิงิเห็นก็หวั่นใจกำแพงที่ก่อกั้นเอาไว้เริ่มสั่นคลอน
“อ่า..เข้าใจแล้ว” เป็ตู้มู่เอ๋อที่มองทั้งสองอยู่เอ่ยแทรกความเงียบมาก่อนลู่อิงิจึงได้สติรีบหันศีรษะไปทางอื่น ใบหน้าเริ่มร้อนผ่าวอย่างห้ามไม่อยู่ดีที่มีหมวกไม้ไผ่สานพอจะปิดบังเอาไว้ได้ไม่เช่นนั้นคงอายกว่าเดิม
“เ้าไปพักเถอะข้าทำต่อให้เอง”สวีจ้าวหรงคว้าไม้ที่ลู่อิงิใช้เกลี่ยดินไปไว้ในมือแล้วไล่ให้นางกลับเข้าที่ร่มได้โอกาสหนีนางจึงไม่ปฏิเสธจับมือมู่เอ๋อเดินกลับเข้าร่มกันสองคน
“เราไปกินขนมกันเถอะมู่เอ๋อ”
จนตกเย็นน้าตู้ก็เดินมารับตัวมู่เอ๋ออย่างทุกวันแต่วันนี้นางมากับลุงที่ลู่อิงิเจอวันแรกตอนมาถึงหมู่บ้านในมือก็ถือของมาเต็มไปหมด
“ข้าพาพี่ชายมาด้วย เขาอยากเห็นบ้านใหม่ที่พวกเ้าช่วยกันซ่อม”น้าตู้คงนำเื่ไปคุยกับพี่ชายว่ามีคนมาอาศัยอยู่กับยายเวยไป๋ฉุน
“ซ่อมกันเร็วจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าช่วยกันสองคน” ลุงตู้ที่มองสำรวจบ้านก็พูดอย่าแปลกใจ
“วันนี้เลยว่าจะมากินข้าวที่นี่ น้าเอากับข้าวมาด้วย กินหลายๆ คนคงดีกว่า”หญิงวัยกลางคนยกของที่อยู่ในมือขึ้นมาให้ดู
เย็นวันนี้ทุกคนเลยอยู่ทานข้าวด้วยกันและก็จริงอย่างที่น้าตู้พูด อยู่ด้วยกันเยอะๆ ดีกว่าจริง ลู่อิงิไม่ได้กินข้าวแล้วรู้สึกรื่นเริงแบบนี้มานานมากตอนเป็เซียนก็อยู่คนเดียวไม่ค่อยมีเซียนคนไหนมาคบค้าสมาคมด้วยยกเว้นแค่ท่านพี่รุ่ยเซียง
พอลงมาทำภารกิจที่โลกมนุษย์มิตรสหายที่เจอส่วนมากเป็จอมยุทธ์ นักดาบพเนจรซึ่งก็ฉาบฉวยครั้งนี้นางรู้สึกเป็ครอบครัวที่สุดแล้ว ลู่อิงินั้นจากโลกเก่ามาไม่ทันตั้งตัวไม่ได้ลาคนสนิท ครอบครัวหรือเพื่อนสักคน หัวใจของเซียนน้อยช่างมีความสุขเหลือล้น
หลังมื้ออาหารนางก็เดินออกไปส่งเพื่อนร่วมหมู่บ้านลุงตู้ก็เอ่ยชมไม่ขาดปากเื่เส้นทางเดินที่สะดวกขึ้นพอทั้งสามลับตาไปแล้วนางก็กลับเข้าบ้านมาดูแลหญิงตาบอดเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าพาเข้านอนรอจนกระทั่งนางหลับถึงเดินออกมา
ั้แ่กลางวันที่เกิดเหตุการณ์ก็ไม่มี่ไหนได้อยู่กันสองต่อสองเลยบัดนี้ถึงเวลาแล้วที่ลู่อิงิต้องมาเผชิญหน้าความจริงนางไม่พูดอะไรทำเป็เก็บของในห้องจัดเสื้อผ้าเตรียมจะไปอาบน้ำไม่กล้าแม้จะมองร่างสูงใหญ่ที่โดดเด่นขนาดนั้นแต่นางยังทำเหมือนมองไม่เห็นได้พอเก็บของหยิบชุดเสร็จนางก็รีบออกจากห้องไปอาบน้ำข้างนอกทันทีแต่พออาบเสร็จก็ยังไม่ยอมเข้าห้องนอน แอบออกเดินเล่นรอบบ้าน
‘เขาทำข้าคิดมาก’ ร่างเล็กที่เดินเล่นห่างออกจากบ้านเรื่อยๆ คิดในใจนางกล่าวโทษคนผู้นั้นที่ทำกำแพงใจนางสั่นคลอน‘กล้าดีอย่างไรมาส่งสายตาให้นางแบบนั้นด้วยใบหน้าแบบนั้น!’นางอยู่บน์มานานเท่าไรแล้วเจอเทพเซียนรูปงามก็มากมายแต่ทำไมพอเป็สวีจ้าวหรงนางถือแอบเผลอไผลความคิดเช่นนี้ ‘ไม่ได้ๆคิดถึงหยางเฉินอี้เฟิงสิ’ ชายผู้เดียวที่นางจะหลงใหล พระเอกคนนั้นคนเดียวเท่านั้น
“เฮ้อ” ความคิดที่ตีอยู่ในหัวเวลายามว่างๆ นั้นยิ่งนานยิ่งไปไกลนางคิดอะไรก็ต้องเก็บไว้หลุดออกจากปากไม่ได้สักคำกลัวคำพูดนั้นจะไปเข้าหูคนมีหูทิพย์อีกคนเพราะฉะนั้นนางจึงได้แต่เพียงถอนหายใจยาว
“อิงิ” จู่ๆ เสียงทุ้มต่ำเรียกนางห่างออกไปไม่ไกลหญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยหันไปหาตนเสียงพบคนที่คิดกล่าวโทษซ้ำไปซ้ำมาในหัวไม่รู้ว่าเขามาเมื่อไรยืนตรงนี้นานหรือยัง
“ท่านมาเมื่อไร?” ลู่อิงิมองร่างสูงที่ถึงจะอยู่ในชุดที่เนื้อผ้าหยาบสักหน่อยลวดลายที่ชุดคลุมก็ไม่มีไร้กวานครอบผมประดับมีเพียงผ้าผูกเกล้าสีซีดแต่ร่างสูงใบหน้างดงามนั้นก็ไม่ดูด้อยลง ความงดงามยังตราตรึงเกินไปลู่อิงิที่มองพิจารณาแล้วก็รีบท่องในใจซ้ำๆ ว่า ‘ข้าจะชอบหยางเฉินอี้เฟิงเท่านั้นๆๆ’
เขานิ่งยังคงเงียบไม่ยอมคำถามนางแต่ถ้าเขาไม่พูดลู่อิงิก็ทำอะไรไม่ได้ทำได้แค่แสร้งไม่สนใจหันกลับไปมองดาวบนฟ้าเช่นเดิมตอนนั้นชายหนุ่มร่างสูงถึงก้าวเดินเข้ามาใกล้เขายืนห่างอยู่ด้านหลังจากนางไปเพียงหนึ่งก้าว
“ถ้าเ้าหาดาวจนครบจะกลับขึ้น์หรือ?” เสียงเอ่ยที่คล้ายเสียงกระซิบส่งมาตามสายลมเอื่อย
“ถ้าตามจนครบก็คงอยู่ต่อจนครบหนึ่งปี” นางตั้งใจไว้แบบนั้นอยู่แล้ว“แต่หลังจากนั้นค่อยว่ากัน ความจริงมีอีกหลายแห่งที่ข้าอยากไป”
“เช่นนั้นก็อยู่นานๆ”
“แล้วท่านจะไปกับข้าหรือไงเล่า?” ไม่รู้อะไรดลบันดาลให้นางเอ่ยถามแบบนั้นทำไมไม่คิดอะไรก่อนพูด การเผลอพลั้งปากไปทำให้ความคาดหวังกับคำตอบเกิดขึ้น
“แล้วได้หรือไม่?”
เขาตอบคำถามนางด้วยคำถามอีกครั้งแต่ประโยคแบบนี้มันหมายความว่าเขาจะไปด้วยกันมิใช่หรือลู่อิงิที่ถูกถามกลับยืนเกร็งตัวไม่กล้าเอ่ยคำตอบอีกเพราะตัวนางก็ไม่รู้ว่าได้หรือไม่แล้วระหว่างนั้นมือหนาก็ยกขึ้นลูบศีรษะของร่างบางอย่างอ่อนโยนส่งผลให้ร่างเล็กยิ่งเกร็งกว่าเดิม
ทุกกระทำทุกคำพูดนางมั่นใจว่านี่ไม่ใช่เื่ที่ปกติจิตใจของเซียนน้อยเริ่มเต้นแรง นางเริ่มรู้สึกว่าอยู่เผชิญสถานการณ์เช่นนี้ต่อไปไม่ไหวแล้วก็โยกตัวหลบเลี่ยง
ก่อนจะรีบหันมาหาร่างสูงด้านหลังแล้วเอ่ยอย่างร่าเริงเกินความจำเป็นางต้องทำเสียงใสพยายามทำลายบรรยากาศเมื่อครู่ทิ้งไม่ให้เหลือคราบ “นี่ท่านง่วงไหม? ข้าว่าข้าเริ่มง่วงแล้วสิท่านยังไม่ได้อาบน้ำนี่ รีบไปอาบน้ำนะข้าขอตัวไปนอนก่อน”
ลู่อิงิเร่งฝีเท้าเดินหนีกลับเข้าบ้านแล้วซุกตัวนอนทันทีคว้าห่มผ้าคลุมตัวเป็ก้อนแล้วพยายามจะหลับก่อนที่อีกฝ่ายจะกลับเข้ามาแต่เหมือนยิ่งพยายามจะหลับก็ยิ่งไม่หลับ จนกระทั่งเสียงประตูเลื่อนเปิดออกไฟสลัวๆจากเทียนส่องเห็นเงาร่างสูงเดินเข้ามา เซียนน้อยจึงรีบปิดตาแกล้งเป็คนที่หลับไปแล้ว
ััยุบที่ข้างๆบ่งบอกว่าสวีจ้าวหรงนอนลงข้างกายนางแล้วแต่เขาไม่ดึงผ้าห่มที่มีอยู่ผืนเดียวขึ้นห่มอาจจะเพราะนางเอามาพันตัวเองเสียแล้ว ลู่อิงิที่หันหน้าเข้าด้านในแอบหรี่ตามองปรากฏว่าแสงจากเทียนดับไปแล้วนี่เขาจะนอนไม่ห่มผ้าแบบนี้หรือ ระหว่างที่คิดๆอยู่ร่างหนาก็ขยับตัวเข้ามาแล้วพาดแขนบนตัวนางจากข้างหลังเหมือนว่าเขากอดผ้าห่มที่คลุมนางอีกที นี่เขาตั้งใจหรือเป็ปฏิกิริยาระหว่างหลับนะ?
แต่เห็นไหม‘ไม่ใช่นางเสียหน่อยที่กอดก่อน’ ลู่อิงิแอบคิดโทษสิ่งนี้ขึ้นในใจเช่นกันแต่จับได้ว่าเขากอดนางก่อนแล้วอย่างไร นางควรทำเป็โวยวายว่า ‘นี่ไงๆท่านกอดข้าก่อน’ นางก็ทำไม่ได้ สุดท้ายเซียนน้อยก็ไม่กล้าขยับได้แต่นอนนิ่งๆให้สวีจ้าวหรงกอดอยู่แบบนี้จนนางก็หลับไปจนได้
หลายวันนับจากที่มาอยู่บ้านในชนบทแห่งนี้ก็เกือบสองสัปดาห์แล้วบางวันนางกับสวีจ้าวหรงก็พาหญิงตาบอดเข้าไปเดินเล่นในหมู่บ้านแต่เดินไม่เท่าไรก็ต้องกลับเพราะร่างกายที่ทรุดโทรมลู่อิงิจึงคิดทำรถเข็นที่ใช้เลื่อน เพื่อจะให้หญิงชราไปมาสะดวกขึ้นไม่ต้องเดินส่วนตู้มู่เอ๋อก็ยังแวะมาหาทุกวันอยู่ดีนางเป็เด็กน่ารักถึงจะถูกสวีจ้าวหรงทำตัวเ็าด้วยหลายครั้ง
“นั้นพี่สาวลู่ทำอะไร”เด็กน้อยมานั่งมองลู่อิงิที่พยายามประกอบรถเข็นขึ้นมาจากความนึกคิดแต่ก็เหมือนจะไม่ใช่เื่ง่ายเพราะจะขอความช่วยเหลือใครก็ไม่เข้าใจพอจะใช่พลังเสกขึ้นมาก็รู้สึกว่าของจะถูกลดคุณค่าถ้าไม่ทำเองจึงต้องมาประกอบด้วยมือ
“รถเข็นเอาไว้ว่าให้ท่านแม่นั่งเวลาเข้าหมู่บ้าน”
“รถเข็นหรือ ทำไมเหมือนเก้าอี้” เด็กน้อยเมียงมองก็สงสัย
“เดี๋ยวถ้าเสร็จก็จะรู้เอง”
“ย่อมได้ ยังไงข้าก็มาที่นี่ทุกวัน” ครั้งนี้เด็กน้อยลุกขึ้นตรงไปหาร่างสูงที่นั่งอ่านอะไรบางอย่างอยู่แล้วชวนคุย“พี่ชายเติ้งหยุน ข้าถามหน่อยสิ ท่านมีพี่น้องไหม?”
เด็กน้อยถามเช่นนี้ได้เพราะว่าเวยไป๋ฉุนนอนพักอยู่ในบ้านไม่งั้นยายเวยได้ยินคงความแตกหมดกันพอดีส่วนคนที่โดนถามก็ลดหนังสือในมือลงมองเด็กช่างจ้อ
“ไม่”
“เสียดายนัก ถ้ามีก็ดีสิ พี่ชายรูปงามขนาดนี้ ถ้ามีน้องชายก็คงไม่ต่างกันทำไมท่านพ่อท่านแม่ของพี่ชายไม่มีอีกละ ขนาดข้ายังมีพี่ชายเลยเขาทำงานที่ร้านผ้าในเมือง ท่านเลยยังไม่เคยเจอ”เื่ครอบครัวเป็ปัญหาใจของสวีจ้าวหรงมานาน ลู่อิงิที่ได้ยินก็หันมองร่างสูงเกรงว่าเขาจะเกรี้ยวกราดใส่เด็กน้อยที่ถูกถามเื่นี้
“เ้ามีก็ดี” แต่ผิดคาดเขาไม่ได้โกรธแต่ยังตอบกลับเหมือนไม่มีอะไรไม่พอใจอีกด้วย
ลู่อิงิคิดแล้วก็เสียดายถ้าพวกเทพเซียนแดน์ไม่ไล่ล่าสังหารบิดาของเขาก็อาจจะมีพี่น้องก็ได้ก่อนหน้าชีวิตของสวีจ้าวหรงก็ไม่ต่างจากครอบครัวปกติที่บิดามารดารักใคร่กัน
“แล้วพวกท่านอยากเจอพี่ชายข้าไหม พรุ่งนี้ในเมืองมีเทศกาลพลุไฟพอดีข้าอยากไปนักแต่ไม่มีใครพาไป พี่ชายเติ้งหยุนพาพี่สาวลู่ไปสิ ข้าจะได้ขอตามไปด้วย”
“พลุไฟหรือ?” ลู่อิงิได้ยินก็สนใจ พลุไฟในยุคสมัยนี้จะเป็อย่างไรนางก็ไม่เคยเห็นเช่นกัน
“ใช่เ้าค่ะ ทั้งเมืองจะมีคนมาเล่นก้านไฟ เพราะเป็วันฉลองของเมืองพี่สาวลู่ก็อยากไปใช่ไหม” ลู่อิงิจึงวางของในมือแล้วลุกขึ้นมาคุยกับเด็กสาวต่อ
“แล้วไกลไหม งานจัดตอนไหน?”
“ในเมืองคุนเหิงเ้าค่ะ แค่มืดๆ หน่อยก็เริ่มมีคนเล่นไฟแล้วแต่ถ้าอยากเห็นดวงใหญ่ก็ต้องค่ำๆ ท่านพ่อจึงไม่ยอมพาไปบอกว่าดึกได้ดูก็จากที่หมู่บ้านเห็นดวงเท่าปลายนิ้ว” เด็กน้อยบ่นจนปากยู่คงน้อยใจที่พ่ออย่างลุงตู้ไม่ยอมพาไปดู ซึ่งนางก็เข้าใจ เด็กๆก็อยากร่วมงานรื่นเริงเป็ธรรมดา
“น่าสนใจนะ เสี่ยวหรงว่าท่านแม่จะอยากไปไหม”นางหันไปถามชายหนุ่มอย่างคนลืมทุกสิ่ง คิดแค่ว่าหญิงชราอาจจะอยากไปที่อื่นบ้างดีกว่าอุดอู้ในบ้านเล็ก จนสวีจ้าวหรงชี้ที่ดวงตานางเลยนึกขึ้นได้
“จริงด้วย” ลู่อิงิพึมพำอย่างเศร้าสร้อยแต่ก็ได้เด็กสาวมาเขย่าแขนให้หลุดจากความคิดของตนเอง
“ไปไหมพี่สาวลู่ ไปเถอะนะเ้าคะ เย็นนี้ข้าจะไปขอพ่อ”เซียนน้อยที่เห็นตู้มู่เอ๋อกระตือรือร้นนักก็อดเอ็นดูไม่ได้ อยากเที่ยวเสียเต็มแก่คงเบื่อหมู่บ้านเล็กๆ ที่แม้แต่คนวัยเดียวกันยังไม่มี
“เช่นนั้นลองขอท่านลุงตู้ดูนะมู่เอ๋อ ถ้าท่านให้ไปพรุ่งนี้เรามาคุยกันอีกที”
“ได้เ้าค่ะพี่สาวลู่”เด็กน้อยรับคำอย่างดีใจเพราะปีนี้อาจจะได้เข้าเมืองไปดูพลุไฟก็ได้
หลังจากตู้มู่เอ๋อกลับไปแล้วเป็เวลาอาหารเย็นลู่อิงิก็ลองถามหญิงชราดูถึงแม้จะตามองไม่เห็นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่อยากออกจากหมู่บ้านบ้าง
“คืนพรุ่งนี้มีเทศกาลในเมือง ท่านแม่อยากไปไหมเ้าคะ”
“เทศกาลพลุไฟหรืออิงิ”หญิงชราพอจะจำได้ว่า่ใกล้เข้าเหมันต์ฤดูเช่นนี้จะมีเทศกาลพลุไฟ
“ใช่เ้าค่ะ มู่เอ๋ออยากไปนัก ข้าเลยว่าจะพานางกับท่านแม่ไป”
“โถเอ๊ย อิงิ แม่แก่ปูนนี้จะไปทำไม เขาให้คนหนุ่มๆ สาวๆ ออกไปเจอกัน สมัยนั้นพ่อของเสี่ยวหยุนก็พาแม่ไปเช่นนั้นให้เสี่ยวหยุนพาไปนะ แล้วเ้าพามู่เอ๋อไปด้วย”หญิงชราปฏิเสธซึ่งนางก็เข้าใจดีว่าด้วยวัยก็คงไม่อยากไปแต่ก็ไม่อยากทิ้งให้ยายเวยไป๋ฉุนอยู่คนเดียวด้วยยิ่งเดี๋ยวนี้ลู่อิงิสังเกตว่าเดินไม่เท่าไรก็เหนื่อย นอนหลับนานขึ้นทานได้น้อยลง คิดแล้วก็เป็ห่วง
“นางคงไม่อยากให้ท่านแม่อยู่คนเดียว” เหมือนสวีจ้าวหรงอ่านใจเซียนน้อยได้เขาพูดออกมาได้ตรงเหลือเกิน
“อยู่มาก็ตั้งนานคืนเดียวแม่ไม่เป็อะไรหรอกกลับมาคงดึกพวกเ้าก็ค้างในเมืองสักคืน เช้าค่อยกลับ”
“แต่ว่า..” ลู่อิงิใจไม่ค่อยดีอยากจะปฏิเสธ
“ไปเถอะ แม่อยู่ได้”หญิงตาบอดลูบมือหญิงสาวอยู่พักหนึ่งแล้วก็ยกขึ้นมาแตะที่บ่าก่อนคลำมาที่ใบหน้าจับสองแก้มเอาไว้อย่างเอ็นดู ลู่อิงิไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานแล้วความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นทำให้นางกลัวการจากที่ไม่ได้ร่ำลา เหมือนที่ตนเองไม่ได้ลาครอบครัวก่อนมาที่นี่