เผิงหลงเดินเลียบไปตามตรอกเล็ก ๆ พลางมองหาเด็กสาวผู้หนึ่งซึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกับมัน เด็กสาวผู้ซึ่งมีผมเปียยาวสลวย ดวงตากลมโตสดใส และรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของมันเต้นแรงทุกครั้งที่ได้เห็น นามของนางคือ ‘เย่ หลิวซิน’
หลิวซิน กับ เผิงหลงเติบโตมาด้วยกันในเมืองแห่งนี้ ทั้งคู่เล่นกันั้แ่วัยเยาว์ ถึงแม้นฐานะทางบ้าน ของทั้งคู่จะแตกต่างกันมากโข บิดาของเผิงหลิวทำการค้ามีเงินทองร่ำรวยมหาศาล ในขณะที่ ครอบครัวของหลิวซินนั้นเป็ชาวบ้านธรรมฐานะค่อนไปทางยากจนเสียด้วยซ้ำ บิดาบุญธรรมกับ มารดาเป็ชาวไร่ ชาวนา หาเช้ากินค่ำ ซ้ำร้ายบิดานางยังชอบดื่มเหล้าเล่นพนัน เงินทองที่หามาจึงแทบไม่พอใช้ หวู่ ฟู่ไชนั้นไม่ค่อยอยากให้บุตรชายมาข้องเกี่ยวกับครอบครัวของหลิวซิน แต่เพราะไม่อยากขัดใจลูกจึงปล่อยเลยตามเลย และด้วยว่า พอโตขึ้น ฟู่ไช่ก็คิดจะหาสะใภ้ที่มีตระกูลให้เผิงหลงอยู่แล้ว ยามนี้จึงไม่ได้สนใจอะไรมาก...
วันนี้ เผิงหลงตัดสินใจแล้วว่าจะมอบดอกไม้ช่อนี้ให้หลิวซิน และชวนนางไปเล่นสนุกที่บ้านของมัน
“หากนางตกลงไปบ้านข้า ข้าให้นางกินอะไรดีน้าา ขาหมู หูฉลามน้ำแดง เป็ดปักกิ่ง อ๊าาา...าาา น่ากินทุกอย่าง ให้กินหมดนี่แหละ หลิวซินต้องถูกใจ...!!”
ขณะที่เผิงหลงกำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่นั้น สองตาของมันได้เห็นเข้ากับ ร่างเล็กๆ ที่คุ้นเคยในที่สุด นางกำลังนั่งเล่นอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ใกล้กับลานกว้าง สวมชุดกระโปรงผ้าฝ้ายสีชมพูอ่อน ผมเปียยาวถูกรวบไว้ด้วยริบบิ้นสีแดงสดใส นี่ควรเป็สิ่งที่ทำให้เผิงหลงมีความสุข ทว่า...กลับตรงกันข้าม ทุกอย่างพลันจางหายไป เพราะนางมิได้อยู่เพียงลำพัง หากแต่กำลังหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนานอยู่กับคนอีกผู้หนึ่ง
มันเป็เด็กหนุ่มที่มีรูปร่างสูงโปร่ง สวมชุดผ้าหยาบ ๆ สีตาลเข้ม นามของมันคือ ‘เหลียน จ้าวหยุน’
ฐานะของจ้าวหยุนเองก็ไม่ต่างจากหลิวซิน คือเป็ชาวบ้านธรรมดา ค่อนข้างไปทางยากจน มาทำไร่ทำนา ส่วนบิดานั้นเสียชีวิตไปั้แ่ จ้าวหยุนอายุได้ 2 ขวบปี นางจึงกลายเป็หม้าย และเลี้ยงดูมันมาตามลำพังตลอด เหตุที่ใช้คำว่า ‘สตรีผู้เลี้ยงดู’ เป็เพราะ นางเหลียนนั้นมีเหตุจำเป็บางอย่าง ที่ไม่สามารถบอกจ้าวหยุนได้ว่านางเป็มารดาแท้ ๆ หรือแม่บุญธรรม แต่ด้วยความที่อยู่ด้วยกันมานาน จ้าวหยุนเองก็เรียกนางว่า มารดาอย่างเต็มปาก
จ้าวหยุนเองก็เติบโตมาพร้อม กับ หลิวซิน และ เผิงหลงเช่นกัน ทั้งสามคนเล่นด้วยกันมาั้แ่จำความได้ จนถึงตอนนี้ก็นับเป็เวลานานโขแล้ว ความสัมพันธ์ของมันกับหลิวซินนั้นค่อนข้างแปลกมาก ๆ ผู้ใดพบเห็นก็มองออกว่า เด็กทั้งสองมีใจให้กัน แต่ด้วยเขินอาย ทั้งคู่จึงยังไม่ได้เปิดเผยความรู้สึกต่อกันอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
จ้าวหยุนหยอกล้อกับหลิวซินอย่างใกล้ชิด พวกมันกำลังเล่นเกมโยนหินลงในแอ่งน้ำเล็กๆ เสียงหัวเราะของหลิวซินดังใสราวกับระฆังแก้ว ดวงตาของนางเป็ประกายสดใสเมื่อมองไปยังจ้าวหยุน ราวกับว่าโลกทั้งใบของนางมีเพียงเด็กหนุ่มตรงหน้าเท่านั้น
เผิงหลงหยุดชะงักอยู่กับที่ ช่อดอกไม้ในมือเริ่มสั่นเล็กน้อย ความรู้สึกตื่นเต้น และคาดหวังเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนเป็ความรู้สึกหน่วงในอก ราวกับมีก้อนหินมากดทับ ยามแรกมันเฝ้ามองภาพนั้นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง และความเศร้าสร้อย ทว่า...เพียงชั่วครู่ ความรู้เ่าั้กพลันเปลี่ยนเป็ความอิจฉา และความคับแค้นใจ
เผิงหลงไม่ลังเล โยนดอกไม้ในมือทิ้ง และเดินปรี่เข้าไปหา หลิวซิน กับจ้าวหยุน
เมื่อเข้ามาใกล้พอ เผิงหลงก็ยิ้มกว้าง ก่อนเอ่ยทักทายคนทั้งสองอย่างอารมณ์ดี
“อ้าว เผิงหลงเ้านั้นเอง มา ๆ มาเล่นด้วยกัน ข้ากำลังเล่นกับ จ้าวหยุนอยู่พอดี” หลิวซินระบายยิ้มสดใส ก่อนกวักมือเชื้อเชิญ เผิงหลงพยักหน้าก่อนเดินเข้าไป เล่นกับทั้งสองคนอย่างสนุกสนาน ดูภายนอกยามนี้คล้ายมันไม่คิดอะไร ทว่า...ในหัวใจนั้นเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง จ้าวหยุนเป็ที่สุด แต่ครั้นจะให้เปิดเผยสิ่งที่อยู่ในใจ และใช้พละกำลัง ทำร้ายจ้าวหยุนตรง ๆ ก็ใช่ที่ หากทำเช่นนั้น ต่อหน้าหลิวซิน นางคงเกลียด และไม่มองหน้ามันไปตลอดชีวิตเป็แน่ เผิงหลงจึงจำต้องแสร้งทำใบหน้าแต้มยิ้ม น้ำเสียงฉาบไปด้วยความสนุกสนานสิบสองส่วน เพื่อไม่ให้มีพิรุธ
จบบทที่ 2