หลังจากตัดผ่านสู่ระดับผสานกาย ชิลก็ยังมิได้คิดออกไปด้านนอก เขา้าปรับสมดุลพื้นฐานให้เข้ากับทักษะดาบสยบนภาเสียก่อน
ต้องรู้ว่าขั้นผสานกายคือระดับที่สามารถนำเอาพลัง์ผสานเข้าไปยังทุกส่วนของร่างกายจนทำให้ความสามารถเพิ่มพูนอย่างก้าวะโถือเป็ขั้นเริ่มต้นสำหรับผู้ฝึกรากฐาน์เลยก็ว่าได้...
ทันทีดาบสีฟ้าถูกเรียกออกมาจากเชือกสีดำพลังงาน์โดยรอบถูกหลอมรวม ผสานมันเข้าในร่าง ไม่ว่าจะเป็ กล้ามเนื้อ ิัเส้นเื เส้นเอ็น กระดูก ทุกสัดส่วนบนร่างกายตอนนี้ ต่างเต็มไปด้วยคลื่นพลังงาน์อัดแน่น
ดาบสีฟ้าถูกร่ายรำอีกครั้งมันเคลื่อนที่รวดเร็ว แม่นยำ ทรงพลัง และเรียบง่ายยิ่งกว่าก่อนหน้าคลื่นลมแ่เบากระจายออกโดยรอบ ไอดาบบางๆเริ่มก่อตัวให้เห็นพลังงาน์อันเข้มข้นไหลจากด้ามดาบจรดปลายดาบ
ปัจจุบันหากเขาคิดสังหารผู้อยู่ในระดับก่อฐานคาดว่าเพียงหนึ่งดาบก็สามารถดับลมหายใจหนึ่งลงได้โดยง่าย
แม้นแรกเริ่มเขาจักสำเร็จขั้นแรกของดาบสยบนภาแล้วทว่ามิได้มีความรุนแรงและเฉียบคมเท่า เมื่อใช้มันในขั้นผสานกายทำให้จำต้องปรับแต่งพื้นฐานพลังงาน์ให้เข้ากับตัวทักษะ เพื่อง่ายต่อการใช้งาน
ใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงชิลก็สามารถควบคุมพลังงาน์คลืบใบดาบ โดยยึดท่วงท่าบนทักษะดาบนภาเป็ฐาน
บอกเลยว่า หากผู้คนภายนอกได้ล่วงรู้เื่เด็กหนุ่มั์ตาองุ่นใช้เวลาเพียงเกือบเดือนในการตัดผ่านเข้าสู่ระดับผสานกาย และฝึกฝนทักษะระดับพระเ้าดาบสยบนภาขั้นแรกจนสำเร็จเหล่าผู้คนจักต้องใจนเสียสติเป็แน่
นี่เป็สิ่งที่ยิ่งกว่าสัตว์ประหลาดตนใดจะทำได้หากมีผู้ใด้าเอื้อนเอ่ยถึงความสามารถอันพิสดารเช่นนี้เกรงว่าคนผู้นั้นจะไม่สามารถเรียบเรียงออกมาเป็คำพูดได้อย่างครบถ้วน
ลำพังเพียง่สองของระดับก่อฐานผู้คนทั่วไปก็จำต้องใช้เวลามากกว่าสิบปีแล้ว ไหนเลยจะ่สามระดับก่อฐาน พร้อมตัดผ่านระดับผสานกายอีก
อัจฉริยะบางคนต้องผลาญเวลามากถึงสิบปีเพื่อเข้าสู่ระดับนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเื่การฝึกทักษะระดับพระเ้าเลย
คลังความรู้า
มันคือสิ่งที่ทำให้ชิลมีความรู้ในระดับเดียวกับจักรพรรดิแห่งความรู้อาคัทและบันทึกจักรพรรดิแห่งความรู้ ถูกเขียนด้วยเื่ราวชีวิต ข้อผิดพลาดสิ่งที่ค้นพบ บทอาคม รวมถึงวิธีการฝึกฝนทั้งหมดของอาคัท
พูดได้ว่าปัจจุบันราวกับจักรพรรดิแห่งความรู้ได้ลงมาจุติในร่างของเด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนนามชิลก็มิปาน
“คงถึงเวลาต้องออกไปเสียที”
ชิลกล่าวเสียงแ่พร้อมสะบัดข้อมือเก็บดาบสีฟ้าไปในเชือกสีดำ ยกเท้า ค่อยๆเดินเข้าไปหยุดอยู่หน้าบานประตูนิ่งค้างครู่หนึ่ง จึงยื่นมือผลักมัน พาร่างบางผ่านประตูออกมา
ใช้เวลาเพียงเสี้ยววิ ก็มาถึงพื้นที่สีดำอันไร้คลื่นลมไร้กลิ่น ไร้เสียง
โดยไม่รอช้า เขายกมือขวาหุบนิ้วทั้งสี่ลงจนเหลือเพียงนิ้วชี้จากนั้นก็เริ่มวาดสัญลักษณ์รูปทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ภายในช่องสี่เหลี่ยมถูกเติมแต่งด้วยสัญลักษณ์แปลกประหลาดนับไม่ถ้วน
ใช้เวลาวาดอยู่ครึ่งค่อนวันจึงเสร็จแม้นมีความรู้แจ้งอาคมวงเวทระดับหลอมรวมวงเวท ทว่านี่คือครั้งแรกที่เขาวาดอาคมม่านมิติอันมีความยากระดับเชี่ยวชาญเป็ธรรมดาที่จำใช้เวลาในการวาดนานเสียหน่อย
ไม่นานอาคมรูปสี่เหลี่ยมด้านหน้าก็เริ่มส่องแสง หมุนวนไปมา ก่อนลอยเข้ามาช้าๆ เมื่อลายเส้นอาคมทะลุผ่านตัวชิลไปภาพผืนป่าและพงไพรก็ปรากฏสู่สายตาอีกครั้ง..
.
.
ป่าพันิญญาถือเป็ป่าแห่งหนึ่งที่คงอยู่มาั้แ่สมัยาช่วยไม่ได้ที่ป่าแห่งนี้จะเต็มไปด้วยสัตว์อสูรดุร้ายจำนวนมาก เพราะด้วยสมุนไพรและแร่ธาตุที่หายากต่างๆมักเกิดขึ้นณ สถานที่แห่งนี้ ทำให้พื้นที่ในป่าพันิญญาถูกจับจองโดยเหล่าสัตว์อสูรจำนวนมาก
“ครานท่านคิดว่าอีกนานไหมกว่าเราจะถึงนครแสงศักดิ์สิทธิ์”
เด็กหนุ่มในชุดคลุมสีขาวแถบสีเขียวคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมันมีผมสีดำ ั์ตาสีน้ำตาลเข้มรับกับใบหน้าอันอ่อนเยาว์ หากไม่มีใครบอกว่าเด็กหนุ่มผู้นี้อายุมากกว่าสิบแปดแล้วคงต้องมีคนเข้าใจผิดว่ามันอายุเพียงสิบสามสิบสี่เป็แน่
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจเื่นี้คงต้องถามท่านหญิงซาเนีย...”
ชายหนุ่มอีกคนพูดขึ้น มันมีั์ตาดำสนิทรับกับผมสีหยกเข้ม มีท่าทางหยิ่งผยอง ราวกับบุตรผู้ถูกตามใจแต่กำเนิดปัจจุบันมันกำลังจ้องมองไปยังร่างบางที่เดินอยู่ด้านหน้า ด้วยท่าทางหลงใหล
ราวกับ์สร้างจู่ๆแสงอาทิตย์สาดส่องลงมาด้านหน้า พลันปรากฏภาพอันสวยงามเกินหยั่งถึง
หญิงสาวผู้หนึ่งอายุประมาณสิบแปดถึงสิบเก้าแต่งกายด้วยชุดผ้าบางสีขาว ั์ตาสีฟ้าของนางเป็ประกายระยับราวกับแสงที่ตกกระทบลงยังน้ำทะเลเส้นผมสีดำอันสง่างามส่องแสงราวกับหมู่ดาวในจักรวาลอันกว้างใหญ่ฟันสีขาวน้ำนมจัดเรียงกันอย่างงดงามหาใดเปรียบผิวสีขาวอมชมพูดูนุ่มนิ่มน่าััจนทำให้เกิดความหลงใหลแทบคลุ้มคลั่งเมื่อแรกมอง รูปร่างอันละเอียดอ่อนผอมบางราวกับหลุดออกมาจากสรวง์
หากมีผู้ใดบอกว่านางนั้นไม่ใช่มนุษย์แต่เป็เทพธิดาก็ไม่เกินเลยที่จะเชื่อถือคำพูดนั้น
ความงามสมบูรณ์แบบหาใดเปรียบนี้แม้จะค้นหาร้อยเมืองทั่วอาณาจักรหมอกเมฆา ก็ไม่สามารถหาผู้ใดเทียบ
ด้วยความงามล่มเมืองอย่างแท้จริงทำให้ครานหลงใหลหญิงสาวนางนี้จนสายตามืดบอด หลงใหลจนคลั่งไคล้คลั่งจนอยากได้มาครอง อยากได้ครองจนบ้าคลั่ง
แน่นอนว่าความคาดหวังของมันย่อมเป็จริงได้ยากเพราะหญิงสาวนางนี้มิเคยแม้แต่ตอบรับ คำถามใดๆจากมันเลย นางจักพูดเพียง่ที่ต้องหยุดพัก่ทานอาหาร และ่เริ่มเดินทางต่อเท่านั้น
เด็กหนุ่มเรือนผมสีดำ เห็นซาเนียไม่มีความสนใจจะตอบคำถามครานก็ไม่คิดจะถามต่อให้มากความ จำเดินก้มหน้าต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น...
พวกเขาทั้งสามเป็ผู้รับใช้์จากวังเมฆาสูญสิ้นภายในอาณาจักรหมอกเมฆาโดยผู้ที่ได้รับภารกิจให้ไปเป็ตัวแทนเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างวังเมฆาสูญสิ้นและหุบเขาจัตุรัสยักษาคือซาเนียโดยครานและเฟอรินได้ติดตามมาในฐานะผู้ช่วย
ด้วยครานและเฟอริน มีความสามารถเป็ถึงอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของวังเมฆาสูญสิ้นทำให้เหล่าสาวก์ไว้ใจให้พวกเขาทำหน้าที่คอยช่วยเหลือซาเนียในการเดินทางไปยังอาณาจักรแสงศักดิ์สิทธิ์ในครานี้
ขณะนั้นจู่ๆก็มีเงาดำพุ่งออกมาจากพุ่มไม้
โดยไม่หันมอง ครานสะบัดข้อมือเล็กน้อยเงาสีดำก็แตกกระจายออกเป็วงกว้าง เืสีม่วงกระเด็นไปทั่วพื้นหญ้า ไร้ซึ่งความสนใจคนทั้งสามทำการเดินหน้าต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เดินสังหารสัตว์อสูรตัวน้อยตามทางอยู่พักใหญ่จู่ๆก็มีกลิ่นหอมลอยมาตามอากาศ มันเป็กลิ่นอันแปลกประหลาดเกินบรรยาย แม้จะไม่รู้ว่าคือกลิ่นอะไรทว่าก็มั่นใจได้เกินครึ่งว่า ต้องเป็กลิ่นหอมจากการย่างอะไรบางอย่างด้วยไฟแน่นอน
“กลิ่นหอมนี้มาจากที่ใดกันเฟอรินเ้าพอจะคาดเดาทิศทางของกลิ่นนี้ได้หรือไม่”
ครานขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนส่งััจิติญญาออกไปตรวจหาทิศทางที่มาของกลิ่นหอม
“มิใช่ััจิติญญาของท่านเหนือกว่าข้าหรอกรึ”
เฟอรินหรี่ตามองฟานแม้ในเื่ทักษะการต่อสู้เขาจะอ่อนที่สุดในสามคนทว่าก็ไม่มีความจำเป็ต้องตกเป็เบี้ยล่าง และทำตามที่ครานบอกเสียทุกอย่าง
“หึ”
ครานมองกลับไปที่เฟอรินด้วยท่าทางดูถูกสักพักจึงกล่าวต่อ
“แม้ข้าจะรู้ทิศทางของกลิ่นหอมนี้อยู่แล้วแต่ก็อยากให้เ้าช่วยยืนยันเพิ่มเติม คาดไม่ถึงว่าทางผู้าุโจะส่งพวกใช้การไม่ได้มาร่วมเดินทางกับข้า”
“ท่าน!!”
โครกกก!
ก่อนที่เฟอรินจะได้โต้เถียงจู่ๆก็มีเสียงประหลาดดังขึ้น นี่ทำให้เด็กหนุ่มทั้งสองหยุดชะงักพลางหันไปมองยังจุดเกิดเสียงพร้อมกัน
“...”
เมื่อทั้งสองเห็นซาเนียกำลังยืนก้มหน้าจับท้องอยู่เงียบๆจึงพากันจ้องนิ่งค้างอยู่ที่นางหลายนาที
“ข้าว่าจะไปดูทางนั้นเสียหน่อย”
ซาเนียกล่าวทำลายความเงียบจากนั้นจึงบิดตัว ก้าวเท้าค่อย นำหน้าไปยังทิศที่มาของกลิ่นหอมพอออกห่างได้ระยะหนึ่ง จึงเร่งเท้าจากเดินเป็เดินเร็ว จากเดินเร็วเป็วิ่งจากวิ่งเป็พุ่ง พร้อมะเิพลังงาน์ในร่างหายลับไป
ทิ้งไว้เพียงชายหนุ่มอัจฉริยะทั้งสองที่มองหน้าสลับกับทิศทางที่ซาเนียหายไปด้วยท่าทางงุนงง
อย่างไรก็ตาม พวกเขามิได้งุนงงเื่เสียงท้องร้องทว่างุนงงเพราะั้แ่เริ่มเดินทาง ประโยคแรกที่ได้ยินจากปากธิดา์ กลับเป็เพราะนางหิวจนทนไม่ไหว
“นี่...”
.
.
หลังจากพุ่งตัวได้พักใหญ่ไม่นานซาเนียก็มาถึงจุดที่กลิ่นหอมโชยมาอย่างเข้มข้น มองซ้ายที ขวาที ก็พบเข้ากับเด็กหนุ่มกำลังนั่งย่างสัตว์อสูรขนาดั์อยู่กลางป่า
ั์ตาสีองุ่นจับจ้องไปยังสัตว์อสูรที่กำลังไหม้เกรียมด้วยท่าทีตั้งอกตั้งใจควันไฟลอยขึ้นไปในอากาศส่งกลิ่นหอมเย้ายวนน่าประหลาดออกมาเป็ระลอก หากบอกว่ากลิ่นหอมนี้สามารถทำให้ผู้คนฆ่าฟันแย่งชิงกันเพื่อให้ได้ลิ้มลองมันสักครา บางทีอาจไม่เกินจริงนัก
ช่างหอมยิ่ง
ซาเนียคิด พลางใช้เคลื่อนจิติญญาปิดบังตัวตนก่อนจับจ้องไปยังเด็กหนุ่มเรือนผมน้ำตาลอ่อนตาไม่กระพริบ
“หากเ้าคิดจะร่วมวงก็ต้องรอมันสักพัก”
เด็กหนุ่มส่งเสียงราวกับพูดอยู่คนเดียวนี่ทำให้นางรู้สึกใเล็กน้อยที่เขาสามารถััถึงตัวตนได้
‘เป็ไปได้อย่างไร’
นางขมวดคิ้วครุ่นคิดหาเหตุผลอยู่ชั่วครู่ ไม่นานก็ตัดสินใจ ก้าวออกจากจุดซ่อนตัวไม่ว่าอย่างไรตัวตนก็ถูกเปิดเผยเรียบร้อย คงไม่มีความจำเป็อันใดต้องหลบซ่อนต่อ
ร่างบางในชุดบางสีขาวค่อยๆโผล่พ้นพุ่มไม้หันหน้าจับจ้องไปยังเด็กหนุ่มไม่วางตา
แน่นอนว่า เด็กหนุ่มผู้นี้จะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากชิล
หลังออกจากช่องว่างมิติเขาก็มีความคิดจะฟื้นฟูสภาพกล้ามเนื้อ เพิ่มน้ำหนัก เติมท้องให้อิ่ม จึงทำการเดินวนเวียนแถวนี้อยู่นานจนพบสัตว์อสูรที่พอใจ
“นี่... กินได้รึ?”
ซาเนียถามอย่างแ่เบานางมั่นใจว่าเนื้อสัตว์อสูรสามารถกินได้แต่มันจำต้องผ่านกรรมวิธีบางอย่างเพื่อชะล้างไออสูรออกไปให้หมดเสียก่อน
ฟังดังนั้นั์ตาองุ่นก็หรี่ตาลงเล็กน้อย
“คิดลิ้มรสก็นั่งลงหากไม่ แล้วมายืนพูดพร่ำเพ้อน่ารำคาญ ก็ไปซะ”
“นะ...น่ารำคาญ!”
“ใช่ น่ารำคาญ”
ซาเนียยืนนิ่งค้างราวกับเห็นผีต้องรู้ว่าตลอดมาตัวนางเป็ถึงเทพธิดาแห่งวังเมฆาสูญสิ้น ในทุกที่ที่ไปจักต้องมีผู้คนเคารพสรรเสริญอยู่ตลอดไม่ว่าใครหน้าไหนต่างมอง พูดคุย ทักทายกับนางด้วยรอยยิ้มแม้จะมีบางคนที่ไม่สามารถปิดกั้นความกระหาย ใคร่ราคะ ทว่าอย่างไรทุกคนก็มักจะพูดไปในทางที่ดี
นี่เป็ครั้งแรกที่นางถูกด่าว่าน่ารำคาญ
“ข้าเพียงถาม”
“นั่นแหละจึงน่ารำคาญ”
“เ้าก็แค่ตอบ”
“ข้ามิอยากตอบ”
หางคิ้วงามกระตุกขึ้นสองคราซาเนียยืนแข็งเป็หิน จ้องมองชิลด้วยหน้ากากเปื้อนยิ้ม
“เหตุใด...”
“ไปซะ!”
“เ้า!”
นางไม่เข้าใจ ทำไมเด็กหนุ่มผู้นี้จึงจิตใจคับแคบนักคิดอยากไล่ก็ไล่ คิดอยากต่อว่าก็ต่อว่า
ราวกับไม่ยอมจำนนนางกำลังอ้าปากโต้เถียง ทว่ากลับถูกหยุดด้วยั์ตาสีองุ่นอันลึกล้ำที่หันมาสบเข้ากับั์ตาสีฟ้ากระจ่างของนางพอดี
โลกทั้งโลกหยุดหมุนทันใด...
ชิลจ้องมองด้วยท่าทางตกตะลึงเมื่อพบว่าคนที่กำลังคุยด้วยเป็สตรีที่แสนงดงามราวกับนาง์ อย่างไรก็ตามไม่นานเขาก็ถอนสายตากลับมาจ้องที่สัตว์อสูรย่างดังเดิม
สตรียิ่งมีความงดงามมากเท่าไหร่ปัญหายุ่งยากก็จะตามมามากเท่านั้น นี่เป็เื่พื้นฐาน ซึ่งต่อให้เขาไม่ได้รับสืบทอดคลังความรู้าก็สามารถรู้ได้