เพราะเป็ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่เพิ่งเปิดใหม่ใจกลางเมือง ผู้คนจึงหลั่งไหลกันเข้ามาจนแน่นขนัด บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยจอแจ และสำหรับเด็กชายธัชชัยที่ไม่ค่อยได้มาห้างสักเท่าไร ทุกอย่างรอบตัวช่างน่าตื่นเต้นเสียเหลือเกิน
“โห้วว คุณภูวว ดูนู่นสิครับ มีน้ำพุกลางห้างด้วยย” ธัชชัยร้องลั่นก่อนจะเขย่าแขนของภูผาจนหน้าแทบสั่น
“เห็นแล้วธัช ป ปล่อยเราก่อน” ั้แ่เดินเข้าห้างมาภูผาไม่รู้เลยว่าตัวเองได้ยินคำว่า โห หู้ว โห้ว และการชี้นิ้ว นู่น นี่ นั่น ชี้ไปทั่วราวกับไกด์ทัวร์ของธัชชัยกี่ครั้งแล้ว แต่ที่แน่ ๆ คือแขนเขาช้ำแล้วแน่นอน
“นั่นไงภู ร้านหนังสืออยู่ตรงนั้น” คราวนี้เป็คุณอาสาวที่พูดขึ้นหลังจากเจอร้านที่กำลังตามหา
“ปะหนุ่ม ๆ อยากได้เล่มไหนเลือกเลย เดี๋ยวคุณสุมิตตาจ่าย” พรรณพิชาเอ่ยหยอกล้อคนรัก
“ได้เลยย เต็มที่นะเด็ก ๆ” สุมิตตายิ้มอย่างใจดี ด้วยความที่เธอเป็คนมีสเน่ห์ ผิวแทน หน้าคม ทำให้เวลาจะทำอะไรก็มีแต่คนมอง คนมอง...
สายตาเฉียบคมสังเกตเห็นบางสิ่งตรงหน้าร้าน ‘คนนี้ของฉันค่ะสาว!!’
สุมิตตาที่กำลังจะเดินเข้าร้านหนังสือถึงกับชะงักเกือบหงายหลัง เมื่อ
พรรณพิชาดึงแขนเขาไว้
“เห้ยย..พัน ดึงมิ้งทำไม?” สุมิตตาหันมามองหน้าแฟนสาวอย่างงง ๆ
“มีอะไรหรือเปล่า?” “เปล่า” เปล่า แต่ทำไมเริ่มปวดแขนละ
สุมิตตาพยายามจะแกะแขนแฟนสาวออก “จับแน่นจังคะ?”
“ภู!” ภูผาหันกลับมาหาอาสาว เมื่อจู่ ๆ อาพันก็ะโเรียกชื่อเขาหน้าร้าน
“เอ่อ อามีอะไรหรอครับ?”
“คือ.. อาว่าจะไปดูเสื้อผ้านิดหน่อยอะ เดี๋ยวภูเดินดูไปก่อนเลยนะ เสร็จแล้วค่อยโทรหาอา ภูได้เอาโทรศัพท์มาใช่มั้ย?”
“อ อ๋อครับ ผมเอามา”
“อะ ถ้าไม่พอโทรบอกอานะ ไปมิ้ง” “อ อ้าว อะไรอะพัน”
ไม่ทันไรภูผาก็โดนยัดธนบัตรสีเทาไว้ในมือ 3 - 4 ใบ ก่อนคุณอาคนสวยทั้งสองจะเดินออกไป
ไม่สิ ต้องบอกว่า มีคนนึงถูกดึงไปเสียมากกว่า
สุมิตตาที่ถูกลากมาแบบงง ๆ ยืนเกาหัวอยู่หน้าร้านชุดชั้นใน
“ไม่เห็นบอกเลย ว่าจะมาซื้อชุด” เขาหันไปพูดกับพรรณพิชาที่ยืนเงียบก่อนที่เธอจะหันหน้าสวยมาจ้องเขม็ง พร้อมกับใช้นิ้วชี้หน้าเขา
“เห้ยย อะไรเนี่ย” ‘น่ากลัวชะมัด’
“อย่าให้เห็นนะ ว่าไปส่งสายตาให้ใครอะ!”
“บ บ้า มิ้งไม่เคย”
พรรณพิชาจ้องหน้าเขาไม่วางตา อย่างกับแมวจ้องหนู ‘แล้วจะทำตาล่อกแล่กทำไมไม่ทราบ เดี๋ยวแม่ก็ตีให้’
“จริง จริ๊งงง”
“เสียงสูง!”
“พันน” สุมิตตาแทบจะร้องขอชีวิต ก็เ้าแมวเหมียวของเขา ดุซะด้วยสิ
“ก็ไม่ได้ว่าอะไร ทำเป็ร้อนตัว..”
“ถามจริงงง??” ถึงปกติทุกคนจะมองว่าสุมิตตานั้นนิ่งแค่ไหน แต่เวลาเจอสายตาแบบนี้ของพรรณพิชา ศิลารักษ์ เขาถึงกับต้องใจเต้นไม่เป็จังหวะทุกที
“ก็เห็นแคชเชียร์หน้าร้านมองเธออ้ะ” “หือ..แคชเชียร์?” สุมิตตาคิ้วขมวด แคชเชียร์ไหนวะ เขายังไม่เห็นใครเลย
“ไม่รู้แหละ เค้าไม่ชอบ” พรรณพิชายืนกอดอก เหมือนเปี๊ยบ เหมือนคุณหญิงโสภา แม่ของเ้าตัวไม่มีผิด ใหญ่เหมือนกันทั้งแม่ทั้งลูกเลย สุมิตตาคิด เขาได้แต่เดินต้อย ๆ ตามแฟนสาวเข้าร้านชุดชั้นในอย่างหมดอาลัยตายอยาก ‘อีกนานล่ะ อารมณ์นี้’
เด็กชายทั้งสองเดินดูหนังสือบนชั้นวางในแต่ละหมวดหมู่ไปเรื่อย ๆ โดยภูผาเอง เลือกเดินจากโซนหนังสือเรียนมัธยม และหนังสืออ่านสอบสำหรับขึ้นม.ปลาย ถึงจะยังมีเวลาอีกปีสองปีก็ตามที แต่เขาก็มาสะดุดตากับหนังสือสำหรับเด็ก สีสันสดใส ภาพสวย ทำให้นึกถึงใครคนหนึ่ง
.
.
เสียงคลื่นซัดกระทบฝั่ง แสงแดดอ่อน ๆ และกลิ่นไอทะเลจาง ๆ ลอยมาตามลม ผมเส้นเล็กที่พลิ้วไหวถูกมือของเด็กที่โตกว่าค่อย ๆ เสยขึ้น แล้วใช้ที่มัดผมรัดไว้เป็จุก
“คิคิ” เด็กชายตัวโตกว่ายิ้มตาหยี หลังจากจัดการรวบผมให้น้อง เขาก็นั่งยองชื่นชมผลงานตัวเอง
“น้องทีมีน้ำพลุด้วยย” เขาใช้นิ้วชี้จิ้มเส้นผมที่ชี้โด่เด่ให้กระเพื้อมคล้ายลูกคลื่นกลางทะเล
“ฮิฮิ” เด็กชายตัวเล็กที่กำลังก่อปราสาททรายอยู่หัวเราะให้เขา ก่อนจะค่อย ๆ ยกตัวพิมพ์ออก
“ง่อลล สวยย” เสียงใสเอ่ยชื่นชมผลงานของตัวเอง
ก่อนที่เด็กชายวัย 11 ปีที่นั่งข้าง ๆ จะทำตาโตขึ้น
“เอ้อ พี่ผามีหนังสือมาให้น้องทีด้วยนะ” เด็กชายรีบวิ่งไปเปิดกระเป๋าเรียนที่วางไว้บนเก้าอี้ริมหาด แล้วหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมา ‘ลูกหยีขี้เล่น’ ภาพปกเด็กผู้หญิงที่น่าจะชื่อลูกหยีตามชื่อปกกำลังนั่งเล่นตุ๊กตาหมีอยู่บนพื้นพร้อมของเล่นที่วางอยู่รอบ ๆ ภาพปกลายเส้นน่ารักและชื่อเื่ที่มีตัวอักษรตัวใหญ่ ดูก็รู้ว่าสำหรับเด็ก อ้อสำหรับ 4+ ซะด้วย แต่เด็กชายหัวจุกตรงหน้าเขาน่าจะผ่านฉลุย เพราะอายุห้าขวบครึ่งแล้ว
“นี่ ที่ห้องสมุด ให้ยืมหนังสือได้ พี่ผายืมมาสองเล่ม เล่มนึงพี่ไว้อ่าน ส่วนเล่มนี้..” ภูผาสั่นหนังสือในมือ “พี่ผาจะมาอ่านให้น้องทีฟัง”
“เย่...” เด็กชาย ‘นที อัศวโชค’ ดีใจจนเผลอปรบมือแปะ ๆ สายตาเป็ประกายเมื่อพี่ชายผู้แสนดีจะมาอ่านหนังสือให้เขาฟังตามที่เคยสัญญา
ทั้งสองขยับมานั่งใต้ต้นไม้ริมทะเล สายลมเย็น ๆ พัดผ่านขณะที่มือเรียวของภูผาค่อย ๆ เปิดหน้าถัดไป ชี้นิ้วไปที่ตัวอักษรแต่ละคำ ให้เด็กชายตัวน้อยฝึกอ่านไปด้วย
“ไหน น้องทีลองอ่านคำนี้ซิ” ภูผาชี้ไปที่คำหนึ่งบนหน้ากระดาษ
“สอ อี ซี”
“สอ อี สี ครับ ลองใหม่ ๆ ซิ”
“สอ อี สี”
“เก่งมาก” ภูผาตบมือให้น้อง “แล้วตรงนี้ล่ะครับ น้องที อ่านออกไหม?”
นทีเอียงคอมองคำตรงปลายนิ้วของภูผาตาแป๋ว “ทอ เอ ที อี อืม?” ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับคนพี่ที่มองอยู่ ด้วยแววตาละห้อย
“สระเอียครับ จะมีสระเอ กับสระอี อยู่ตรงนี้ คำนี้อ่านว่ายังไงครับ?”
“เอีย?”
“ใช่ เดี๋ยวพี่ผาสอน เวลาอ่าน เราจะอ่านว่า ทอ เอีย นอ”
“เทียน!” เด็กชายนทีรีบพูดขึ้นมา เพราะกลัวจะพูดไม่ทันคนพี่
“ฮ่า ๆ เก่งมากเลย” ภูผาลูบหัวน้องชายตัวน้อยด้วยความเอ็นดู ซึ่งภาพทั้งหมดอยู่ในสายตาของ ‘สายชล’ เด็กชาย วัย 17 ปี น้าชายของนที ที่ยืนกอดอกพิงหลังอยู่กับต้นไม้ เขาเดินมาดูเด็กชายทั้งสองด้วยความเป็ห่วง หลังจากรู้ว่าทั้งคู่ออกไปเที่ยวเล่นด้วยกันสักพักแล้วจากพี่สาว แต่ยังไม่กลับ “นี่! สองหนุ่ม กลับบ้านไปกินข้าวกันได้แล้ว” เด็กชายทั้งสองหันหลังกลับไปมองต้นเสียง
“เร็วเข้า เดี๋ยวก็ผีทะเลก็กินตับเอาหรอก” เมื่อได้ยินดังนั้นทั้งภูผาและนทีก็รีบเก็บของทันที ทั้งทีภูผาเองก็รู้ทันคำหยอกของสายชล แต่เขาก็แกล้ง
เออออไปด้วย เมื่อเห็นว่านที นั้นกลัวจริง
“หึ ๆ” สายชลแค่นเสียงหัวเราะออกมา อย่างนึกตลกหลานชายตัวเอง ‘นทีเอ้ย’ สายชลเป็คนนิ่งแบบนักเลง เขาไม่กลัวใคร และก็ไม่ชอบยุ่งกับใคร สายตาแหลมคมเหมือนเหยี่ยวที่เตรียมจะกระพือปีกล่าเหยื่อ เพราะแบบนั้น จึงไม่ค่อยมีใครกล้ายุ่งกับเขา และแผลเป็ตามตัวมันก็ส่อให้เห็นถึงความน่ากลัวของนักเลงหนุ่มผู้ผ่านสมรภูมิหมัดนวมมาหลายศึก แต่หารู้ไม่ว่าทั้งชีวิตนี้เขายังไม่เคยหาเื่หรือต่อยตีกับใครเลย มีแค่ฝึกมวยไว้ป้องกันตัวนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ส่วนมากคือเล่นซนจนเป็แผลเสียมากกว่า ‘ดื้อหน้าตาย’ นั่นฉายาเขา บนเกาะพุตังแห่งนี้ เขาบอกเลยไม่มีใครแสบเท่าเขาตอนเด็กอีกแล้ว แต่ตอนนี้คงต้องยอม ๆ ก่อน เพราะดันต้องเป็น้าชายที่แสนดีให้หลาน ไว้รอหลานโตก่อน ได้เจอกัน ไอ้สายชลคนซ่าจะกลับมา สุรายาเมา สตรี นารีทั้งหลาย รอก่อน ได้เจอแน่
“ร่าเริงเชียวนะ ที” สายชลกอดอกเดินตามหลังเด็กชายทั้งสองที่สะพายเป้เดินจูงมือกันกลับ แต่หลานชายตัวเล็กของเขา ดูจะร่าเริงกว่าใครเพื่อน เดินเหมือนะโ แขนนี่แกว่งเป็ชิงช้าเลย มีจังหวะซะด้วย แหม เห็นละหมั่นไส้ ทีกับน้ามันไม่เป็งี้เลย
“ภูผา กินข้าวด้วยกันสิ เผื่อเอากลับไปบ้านเราด้วย” สายชลเอ่ยชวนเด็กชายที่เตรียมจะกลับ
“กินเสร็จ เดี๋ยวพี่เดินไปส่ง”
“ค ครับ”
“แม่!!” เสียงใสเอ่ยเรียกแม่เสียงดังแจ้ว “มีอะไรกินบ้างง”
“หือ” สายธารหันมาก้มมองเ้าก้อนดุ๊กดิ๊กที่วิ่งมากอดขา ก่อนจะหลุดยิ้มเมื่อเห็นแฉกน้ำพลุบนหัวลูก “น้ำพลุเคลื่อนที่หรอเนี่ย” สายตาเหยี่ยวหันไปมอง ก่อนจะ “พรืดด น้ำพลุจริงด้วย ไม่เห็นได้ไงวะ ฮ่า ๆ”
“หึ” ภาพบรรยากาศในวันวานทำให้รอยยิ้มปรากฏบนมุมปากของภูผา ก่อนเขาจะวางหนังสือในมือลงดังเดิม ‘จะเป็ยังไงบ้างนะ? นที’
สายตาคมของร่างสูงกวาดตามองหาหนังสือที่้าบนชั้นวางหมวดการเงินและการลงทุน ก่อนจะ “โอ๊ะ!! ขอโทษครับ” เด็กผู้ชายตรงหน้าเขาที่กำลังก้มเก็บหนังสือหลายเล่มที่ทำหล่นจากมือตอนที่ชนกันเมื่อครู่ เงยหน้าขึ้นมามองกัน “ขอโทษจริง ๆ ครับ”
ตึง!! หนังสือในมือของชายหนุ่มในชุดนักเรียนมัธยมปลาย กางเกงสีดำตกลงกับพื้น ก่อนเสียงนั้นจะเรียกสติเขากลับมา “เอ่อ! ขอโทษครับ โดนไหมครับ” เขารีบย่อตัวลงไปเก็บทันที “อ้อ ไม่เป็ไรครับ” ธัชชัยยิ้มอ่อน ก่อนจะลุกขึ้นยืนพร้อมหนังสือในมือ “งั้นผมไปก่อนนะครับ ไว้เจอกัน”
“อ้าวธัช เมื่อกี้มีอะไรหรือเปล่า” เมื่อครู่ภูผาได้ยินเสียงของตกโครม
“อ๋อ เปล่าครับคุณภู เมื่อกี้ผมทำหนังสือตกนิดหน่อย แต่” ธัชชัยก้มมองหนังสือในมือ “ทำเป็รอยหมดเลยครับคุณภู ทำไงดี?”
“ที่ธัชอยากได้ไม่ใช่หรอ งั้นก็ซื้อเลย?”
“แต่”
“เดี๋ยวเราจ่ายให้เอง ไป” ทั้งคู่เดินไปที่แคชเชียร์คิดเงิน ก่อนภูผาจะยื่นแบงค์เทาในมือไปให้พนักงานและรับเงินทอนกลับมาพร้อมกับถุงหนังสืออีกหลายเล่ม “งั้นเราโทรหาอาพันเลยนะธัช”
“โอเคครับคุณภู ส่วนหนังสือ..ขอบคุณมากนะครับ”
“เป็ไงมิ้ง ตัวนี้สวยมั้ย?” พรรณพิชาที่กำลังลองเสื้อในอยู่ในห้องลองชุดหันมาถามสุมิตตาที่นั่งรออยู่ในห้องด้วยอย่างจำใจจากคำสั่งของแฟนสาวมาครึ่งชั่วโมงแล้ว
“เอ่อ ตัวนี้ก็” ครืด ๆ มาแล้วเสียง์ “มิ้งว่าภูโทรตามแล้วนะพัน”
“อามิ้ง อาพัน! ทางนี้ครับ” ภูผายกมือเรียกอาสาวที่เพิ่งเดินออกมาจากร้านเสื้อผ้า
“อ้าวภู เป็ไงบ้างจ้ะ? เจอหนังสือที่ชอบไหม” สุมิตตาเอ่ยปากถามหลังจากที่เ้าตัวคะยั้นคะยอให้พรรณพิชายอมออกมาจากห้องลองเสื้อได้สำเร็จ แต่ก็ไม่วายเป็เบ๊ขนสัมภาระ
“ครับ ผมได้มาหลายเล่มเลย”
“นี่แล้ว เราจะไปเดินดูอะไรอีกมั้ย?” พรรณพิชาที่เดินกอดอกตามมารวมกลุ่มถามขึ้น
“ไปดูอีกหน่อยแล้วกัน เด็ก ๆ พึ่งดูไปแค่ร้านเดียวเอง”
“โอเค๊ งั้นไปโซนอาหารละกัน เผื่อซื้อกลับไปทานเพิ่มที่บ้าน”
ห้างนี้เป็ห้างสรรพสินค้าที่ถือว่าใหญ่ที่สุดในตอนนี้เลย ดังนั้นจึงมีสินค้าครบครันทุกหมวดหมู่ในบ้าน ทั้งอาหารการกิน เครื่องแต่งกาย ชุดที่นอนผ้าห่ม เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือช่าง หรือเครื่องประดับเองก็มีแต่สวย ๆ ทั้งนั้น สายตาของสุมิตตาจับจ้องร้านค้าหลาย ๆ ร้านที่เ้าตัวเดินผ่าน เพราะกำลังเดินตามแฟนสาวและเด็ก ๆ ออกไปยังชั้นจอดรถนอกตัวห้าง หลังจากที่ทั้งสามตกลงจะไปจบกันที่ร้านโดนัทชื่อดังและออกจากร้านมาพร้อมโดนัท 5 กล่องในมือ และแน่นอนว่าในมือของสุมิตตานี่แหละ ไม่ใช่ พรรณพิชาแน่นอน ไม่รู้ว่าป่านนี้รายนั้นจะงอนเขาไปถึงไหนแล้ว ที่ไปเร่งตอนลองเสื้อ
‘ติ๊ด’ เมื่อประตูรถเปิดออก เขาก็รีบยัดของเข้าไปหลังรถ
“พัน เค้าปวดท้องอะ เดี๋ยวมานะ ไปนั่งรอบนรถกันเลย”
“อ โอเค” พรรณพิชามองตามหลังคนรักที่เดินหายเข้าไปในห้าง ‘อะไรของเค้า วันนี้ก็ไม่ได้กินข้าวฝีมือเรานี่นา แปลกแฮะ?’
“สวัสดีค่า คุณลูกค้า” พนักงานสาวรีบกล่าวทักทายแขกผู้มาใหม่ทันที
“ไม่ทราบว่าสนใจแบบไหนคะ เชิญเลือกดูก่อนได้เลยค่า”