ตอนที่ 8 โจวสือซวินมองเธออย่างไม่คุ้นชิน
ฉินหงเสียไม่ได้รู้สึกว่ามีปัญหาอะไร พร้อมกับหันหน้าไปมองเซี่ยวเยี่ยน “หมอเซี่ยว เธอเอาไหมพรมที่ซื้อไปเมื่อครู่ให้อันหนิงดูสิ คนหนุ่มสาวอย่างพวกเธอน่าจะมีแววตาเหมือนกันนะ จะได้ให้อันหนิงถักเสื้อไหมพรมให้เสี่ยวโจวสักตัว”
เซิ่งอันหนิงมีความคิดไม่ดีปรากฏขึ้นในหัวอย่างไม่รู้สาเหตุ ดูท่ายัยเซี่ยวเยี่ยนคนนี้จะถักเสื้อไหมพรมให้กับโจวสือซวินล่ะสิไม่ว่า จึงหันไปมองฉินหงเสียที่พูดเกลี้ยกล่อมอย่างจริงจัง
เมื่อพูดมาขนาดนี้แล้ว เซี่ยวเยี่ยนจึงทำได้เพียงเปิดห่อไหมพรมออกให้เซิ่งอันหนิงดู
ฉินหงเสียหยิบไหมพรมออกมาอย่างกระตือรือร้นและยื่นไปให้เซิ่งอันหนิงดู “เธอดูสิ ไหมพรมแบบนี้ถ้าขายในสหกรณ์ราคาก็น่าจะแปดหยวนต่อชั่งได้ แต่ถ้าขายในตลาดนัดก็จะราคาห้าหยวนต่อชั่ง ซึ่งถูกกว่ามาก ๆ เธอดูสิ นี่ยังเป็ขนแกะชั้นดีอีกต่างหาก ด้วยสีของมันแล้ว ถ้าถักเสื้อไหมพรมให้กับเสี่ยวโจวละก็ เขาจะต้องดูดีมาก ๆ เลยล่ะ”
เซิ่งอันหนิงไม่รู้จะตอบกลับนางเช่นไรดี หญิงสาวจึงแสร้งทำเป็ยิ้มแล้วตอบกลับ “ก็ดูดีมากเลยนะ เพียงแต่ฉันไม่ชำนาญเื่พวกนี้เท่าไหร่ กลัวจะสิ้นเปลืองไหมพรมไปเสียเปล่า”
ฉินหงเสียโบกมือ “จะกลัวอะไรไป ฉันสอนเธอได้นะ ไป ๆ ๆ ถ้าหากว่าเธอพกเงินมาไม่พอฉันมีให้เธอน่า”
ประโยคนี้เพียงประโยคเดียวก็ปิดกั้นโอกาสในการพูดความในใจของเซิ่งอันหนิงแล้ว
เซิ่งอันหนิงทำได้แค่ปล่อยให้ฉินหงเสียลากเธอไปร้านขายไหมพรม ท้ายที่สุดแล้วเมื่อคิดว่าคงไม่สามารถออกจากวังวนนี้ได้ การถักเสื้อไหมพรมให้กับโจวสือซวินก็เป็ของขวัญแทนคำขอบคุณได้ดีเช่นกัน
ไหนเลยฉินหงเสียจะเดาความคิดของเซิ่งอันหนิงออก นางรู้สึกว่าการที่โจวสือซวินจะหาภรรยาสักคนนั้นไม่ใช่เื่ง่าย หากหาได้ก็ต้องรักษาเอาไว้ให้ดี ๆ หญิงกลางคนเดินพลางคิดสิ่งที่เซิ่งอันหนิง้าจะทำไปพลาง “ฉันรู้ว่าเธอน่ะไม่ชอบที่นี่ วันข้างหน้ามันจะต้องดีกว่านี้ สองปีมานี้เสี่ยวโจวก็ทำงานด้วยดี และยังได้เพิ่มตำแหน่งอีก เธออย่าเพิ่งยอมแพ้ไปั้แ่ตอนนี้ล่ะ”
ว่าพลางฉินหงเสียก็ถอนหายใจออกมา “ไม่ใช่เื่ง่ายเลยที่เสี่ยวโจวจะออกจากชนบท แต่งงานด้วยกันแล้วก็ต้องค่อย ๆ ใช้ชีวิตด้วยกันให้ดี ”
เซิ่งอันหนิงฟังประโยคเกลี้ยกล่อมของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า และจู่ ๆ ก็คิดถึงปัญหาขึ้นมาได้หนึ่งอย่าง ในยุคนี้คนหย่าร้างกันน้อยมาก ๆ
การหย่าร้างไม่ว่าจะเกิดกับฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง ก็ล้วนแล้วแต่เป็เื่ที่ขายขี้หน้าต่อผู้คน
มันส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและอาชีพการงานของโจวสือซวินโดยเฉพาะ ตัวเธอไม่ได้สนใจเื่ชื่อเสียงอยู่แล้ว เพราะมันไม่ได้สำคัญเท่ากับการย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง
แต่เื่เช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อโจวสือซวินหรือไม่?
เมื่อเซี่ยวเยี่ยนและจางอีเหมยที่เดินตามหลังเห็นว่าฉินหงเสียจูงแขนของเซิ่งอันหนิงและสนทนากันอย่างไม่หยุดหย่อน พวกหล่อนจึงรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย
ภายใต้การสนับสนุนของฉินหงเสีย เซิ่งอันหนิงก็ซื้อไหมพรมสีกรมท่าทั้งหมดสามชั่ง ภายในเวลาไม่นานก็ได้ใช้เงินเป็จำนวนสิบหยวนแล้ว ทำให้เซิ่งอันหนิงรู้สึกเ็ปใจไปกว่าครึ่งค่อนวัน
ในตอนท้ายยังต้องไปซื้อเนื้ออีก ฉินหงเสียแนะนำให้เซิ่งอันหนิงซื้อหมูสามชั้นสองชั่ง ในราคาหนึ่งหยวน
เงินจำนวนยี่สิบห้าหยวนที่โจวสือซวินให้ไว้เมื่อวาน เพียงพริบตาก็เหลือแค่ไม่กี่หยวนเท่านั้น
เซิ่งอันหนิงผู้ใช้เงินเป็ว่าเล่นโดยไม่รู้จักควบคุมตนมาโดยตลอดได้รู้สึกเ็ปปานจะขาดใจในตอนนี้เอง และเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าการมีเงินไม่พอใช้นั้นคืออะไร
หญิงสาวรู้สึกร้อนรนเป็อย่างมาก การพาตัวเองออกมาจะเป็การดีที่สุด
ระหว่างทางกลับฉินหงเสียนั้นอารมณ์ดีเป็อย่างมาก โดยเฉพาะการแสดงออกของเซิ่งอันหนิงทำให้นางมีความสุข นี่แสดงให้เห็นว่าตนสามารถประสานความสัมพันธ์ระหว่างหญิงสาวและโจวสือซวินได้
แม้สมาชิกบ้านพักคนงานต่างก็รู้ว่าโจวสือซวินนั้นแต่งงานกับหญิงสาวมากเื่ผู้นี้ แต่กลับไม่มีผู้ใดคิดว่าทั้งสองนั้นจะหย่ากัน เนื่องจากไม่เคยคิดถึงจุดนี้มาก่อน
ไม่ว่าจะเป็รักที่เกิดจากความสมัครใจหรือจะคลุมถุงชน คนรอบตัวต่างก็ไม่มีผู้ใดหย่าร้างเลย ต่อให้เริ่มต้นจะไม่ยินยอมถึงเพียงใด แต่ต่อมาก็ต้องให้กำเนิดลูกและจำทนยอมรับชะตากรรมและใช้ชีวิตต่อไป
ฉินหงเสียนั้นชอบเด็กหนุ่มโจวสือซวินผู้นี้เป็อย่างมาก ในตอนแรกนาง้าจะแนะนำหลานสาวของตนให้ชายหนุ่มรู้จัก ผลปรากฏว่าชายหนุ่มนั้นมีคู่ครองแล้ว ฉินหงเสียเลยตัดใจไป
ต่อมาโจวสือซวินก็ได้แต่งงานกับเซิ่งอันหนิง และฉินหงเสียก็รู้สึกว่าจะต้องเป็โจวสือซวินที่ทิ้งคู่ครองจากชนบท และเลือกที่จะแต่งงานกับหญิงที่มาจากในเมืองอย่างเซิ่งอันหนิงแน่ จึงรู้สึกไม่พอใจในตัวโจวสือซวินมาก
แต่เมื่อพบว่าชีวิตแต่งงานของเขานั้นจะต้องผ่านไปอย่างยากลำบาก จึงรู้สึกใจอ่อนเล็กน้อย และเริ่มออกมาช่วยไกล่เกลี่ยให้พวกเขาทั้งคู่
ตอนนี้ก็นับได้ว่าทั้งคู่นั้นมีเค้าลางที่จะใช้ชีวิตได้ดีขึ้น รอให้เซิ่งอันหนิงมีลูก เช่นนั้นแล้วชีวิตของทั้งสองก็จะมั่นคงยิ่งขึ้น
เซิ่งอันหนิงไม่รู้ว่าเหตุใดตลอดทางฉินหงเสียจึงดูดีความสุขได้ถึงเพียงนี้ หลังจากที่เธอเป็กังวลเื่เงินเสร็จ ก็เริ่มคิดว่าจะหาเงินเช่นไร
สุดท้ายเธอตัดสินใจว่าจะปรึกษาโจวสือซวินในตอนกลางคืน
เมื่อถึงบ้านก็เลยเที่ยงวันไปแล้ว เตาไฟในบ้านยังคงลุกโชน และบนโต๊ะก็มีกล่องข้าววางอยู่ เห็นได้ชัดว่าโจวสือซวินกลับมาในตอนเที่ยง
เซิ่งอันหนิงกลับยิ่งรู้สึกว่าบุรุษพูดน้อยคนนี้นั้นเอาใจใส่มาก ๆ ถ้าเ้าของร่างเดิมสามารถใช้ชีวิตดี ๆ กับเขาได้ ก็คงจะเป็เื่ที่ดีจริง ๆ
ในกล่องข้าวมีข้าวสวยอยู่ครึ่งหนึ่งและมีผัดผักกาดขาวอยู่อีกครึ่งหนึ่ง ้ามีซี่โครงวางอยู่สามชิ้น สีสันของมันยั่วน้ำลายดูน่ากินเป็อย่างมาก
เซิ่งอันหนิงประหลาดใจเล็กน้อย อาหารในหน่วยของโจวสือซวินนั้นดีขนาดนี้เลยหรือ?
ฉินหงเสียยกยิ้มขึ้นขณะที่กำลังอุ่นอาหารบนเตา และเมื่อมองดูอาหารในกล่องข้าว จึงเกิดความรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “นี่เสี่ยวโจวกลับเอามาส่งให้หรือ?”
เซิ่งอันหนิงรู้สึกเขินอายเล็กน้อย “อื้ม น่าจะเอามาส่งตอนกลางวันน่ะค่ะ”
ฉินหงเสียพยักหน้า “ดีมาก ดีมาก ๆ เลย ในหนึ่งสัปดาห์พวกเขาจะต้องกินอาหารร่วมกันหนึ่งครั้ง และมีมาตรฐานในการแบ่งอาหารให้แต่ละคน สามีของฉันนั้นไม่เคยจะเต็มใจนำกลับมาให้ฉันเลย”
เซิ่งอันหนิงตกตะลึงไปสักครู่ “ไม่ใช่ว่ามีอาหารอยู่เยอะเหรอคะ?”
ฉินหงเสียหัวเราะ “ยัยเด็กโง่ ทั้งหน่วยมีคนกี่คนกัน ถ้ากินกันอย่างเปิดเผยแล้วจะเป็อย่างไรล่ะ? มันถูกกำหนดปริมาณไว้แน่นอนทั้งนั้นแหละ บ้านใครไม่มีลูกเมียแล้วขืนนำกลับไปที่บ้านจะเกิดอะไรขึ้น?”
เซิ่งอันหนิงคาดไม่ถึง นี่เป็เพียงข้าวขาวและซี่โครงสองชิ้นธรรมดา ๆ เท่านั้น คาดไม่ถึงเลยว่าไม่ใช่เื่ง่ายที่จะได้กิน
ฉินหงเสียถอนหายใจ “สองปีมานี้ดีขึ้นมาเยอะแล้ว ไม่กี่ปีที่แล้วก่อนหน้านี้พวกเราไม่มีแม้แต่คุณสมบัติที่จะมาที่นี่ด้วยซ้ำ ใช้ชีวิตผ่านไปแต่ละวันอย่างยากลำบากมาก”
พูดเสร็จนางก็ยิ้มขึ้น “แต่ตอนนี้มันดีขึ้นมากแล้ว ทั้งครอบครัวสามารถมาอยู่ด้วยกันได้ สามารถกินเนื้อสัตว์ได้ในตอนปีใหม่หรือเทศกาลต่าง ๆ และยังมีข้าวกินในทุก ๆ วัน”
เซิ่งอันหนิงรู้ดีว่าการใช้ชีวิตในยุคนี้เป็ไปด้วยความยากลำบาก คาดไม่ถึงว่าการที่มีข้าวในทุก ๆ วันในบางสถานที่แล้วถือว่าเป็เื่เพ้อฝันอย่างมาก
ที่โจวสือซวินนำข้าวกล่องชุดนั้นกลับมาได้ หรือเป็เพราะว่าเขายังไม่ได้กินอะไรเลย? ไม่รู้เพราะเหตุใด ดวงตาก็ร้อนผ่าวขึ้นมา
ฉินหงเสียมองดูรอบ ๆ และเหลือบไปเห็นเตียงเล็ก ๆ ที่ตั้งชิดกำแพงอยู่ จึงหัวเราะขึ้นมา “เอาล่ะ ๆ ฉันไม่รบกวนเวลากินข้าวของเธอแล้ว ถ้าเธอถักเสื้อไหมพรมไม่เป็ก็ไปหาฉันที่บ้านนะ ฉันจะสอนให้เธอเอง”
เซิ่งอันหนิงส่งฉินหงเสียกลับไป และกลับมาดูอาหารที่อุ่นเอาไว้บนเตาไฟ จู่ ๆ ก็เกิดความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ขึ้นมาภายในใจของเธอ
หลังจากที่กินข้าวเม็ดสุดท้ายจนเสร็จแล้ว หญิงสาวก็นอนบนเตียงด้วยความรู้สึกพอใจและอบอุ่นใจ เธอ้าพักผ่อนสักครู่และค่อยตื่นมาห่อเกี๊ยว
ฉินหงเสียบอกว่าโจวสือซวินชอบกินเกี๊ยวอย่างนั้นเหรอ?
เช่นนั้นแล้วเธอก็จะตั้งใจห่อเกี๊ยวให้ดีที่สุด
เธอรู้สึกว่าถ้าใช้เนื้อสองชั่งจนหมดจะเป็การสิ้นเปลืองเกินไป จึงแบ่งออกเป็สามส่วนและใช้หนึ่งส่วนมาทำเป็ไส้เกี๊ยว รอให้โจวสือซวินกลับมาค่อยดูอีกทีว่าจะทำอะไรกับส่วนที่เหลือ
ในตอนที่โจวสือซวินกลับมานั้น เซิ่งอันหนิงก็ได้ห่อเกี๊ยวเสร็จแล้ว เกี๊ยวแต่ละชิ้นถูกวางไว้บนเขียง น้ำในหม้อก็กำลังเดือดอยู่เช่นกัน
“กลับมาแล้วหรือคะ พอดีเลย ไปล้างมือเตรียมกินข้าวสิ”
เซิ่งอันหนิงเห็นโจวสือซวินเดินเข้าประตูมาก็ทักทายชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงสดใส และมีสีหน้าที่ดูตื่นเต้นเล็กน้อย
โจวสือซวินถึงกับหยุดฝีเท้าลง ด้วยความรู้สึกที่เหมือนจะเข้าบ้านผิดอย่างไรอย่างนั้น
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
พ่อเตาผิง พ่อไมโครเวฟเอ๊ย ถึงกับไม่ยอมกินข้าวส่วนของตัวเองเพื่อเอามาให้เมียกิน แสนดีจังเลยพ่อคุณ
ใล่ะสิเห็นเมียเปลี่ยนไปแบบหลังมือเป็หน้ามือ
ไหหม่า(海馬)